
“หุ้นแบงก์” ส้มหล่น! รับอานิสงส์ “รถเก่าแลกใหม่” โบรกชู KTB-KBANK-BBL ท็อปพิก
บล.ดาโอ มองเป็นบวกต่อ “กลุ่มธนาคาร” ตอบรับ ครม. เล็งดันมาตรการ "รถเก่าแลก EV/Hybrid" พร้อมจัดซอฟต์โลน 5 พันล้าน หนุนยอดสินเชื่อเช่าซื้อพุ่ง คงน้ำหนักลงทุน "มากกว่าตลาด" ชู KTB, KBANK และ BBL เป็น Top Pick
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีแนวคิดที่จะผลักดันมาตรการสนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ผ่านโครงการ “รถยนต์เก่าแลกซื้อรถยนต์ใหม่” โดยมุ่งเน้นไปที่รถยนต์ EV และรถยนต์ไฮบริด ซึ่งได้กำหนดเกณฑ์การพิจารณาหลักไว้ 2 ประการ ได้แก่ 1. ต้องเป็นรถยนต์ที่ปล่อยคาร์บอนต่ำ ซึ่งสอดคล้องกับโครงสร้างของกรมสรรพสามิตที่จัดเก็บภาษีตามปริมาณการปล่อยคาร์บอน และ 2. ต้องเป็นรถยนต์ที่ผลิตในประเทศไทยเท่านั้น เพื่อเป็นการส่งเสริมและพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศให้เติบโต
สำหรับรูปแบบของโครงการ จะเปิดให้ประชาชนลงทะเบียนรับสิทธิ์ตามลำดับก่อนหลัง (First come, first served) โดยจำกัดโควตานำร่องที่ 10,000 – 20,000 คัน ซึ่งสเกลของโครงการจะขึ้นอยู่กับกรอบวงเงินงบประมาณที่ได้รับจัดสรร ทั้งนี้ กลไกการช่วยเหลือจะเป็นรูปแบบการจ่ายเงินอุดหนุนตรงไปยังผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการ เพื่อให้นำเงินดังกล่าวไปทอนเป็นส่วนลดราคาขายรถยนต์ใหม่ให้แก่ผู้ซื้อโดยตรง
นอกจากนี้ กระทรวงการคลังยังได้เตรียมมาตรการคู่ขนาน โดยให้สถาบันการเงินของรัฐออกแพ็กเกจสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) เบื้องต้นทางธนาคารออมสินได้เตรียมวงเงินสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำจำนวน 5,000 ล้านบาท เพื่อรองรับการปล่อยสินเชื่อติดตั้งโซลาร์เซลล์ และสินเชื่อสำหรับการเปลี่ยนรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปเป็นรถยนต์ EV โดยกำหนดวงเงินกู้สูงสุดไม่เกิน 2 ล้านบาทต่อราย ระยะเวลากู้ 5 ปี
ส่วนของโครงสร้างอัตราดอกเบี้ย ธนาคารออมสินจะปล่อยกู้ให้กับธนาคารพาณิชย์และผู้ประกอบการที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน (Non-Banks) ในอัตราดอกเบี้ย 0.01% ต่อปี จากนั้นสถาบันการเงินเหล่านั้นจะนำไปปล่อยกู้ต่อให้กับประชาชน โดยคิดอัตราดอกเบี้ยในปีที่ 1-2 ไม่เกิน 3.5% ต่อปี และปีที่ 3-5 ไม่เกิน 5% ต่อปี สำหรับระยะเวลาการกู้ 1-5 ปี จะขึ้นอยู่กับเงินดาวน์และระยะเวลาผ่อนชำระ
ด้าน บริษัทหลักทรัพย์ ดาโอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) มีมุมมองเป็นบวกต่อประเด็นดังกล่าว โดยคาดการณ์ว่ามาตรการนี้จะช่วยส่งเสริมให้กลุ่มธนาคารพาณิชย์สามารถปล่อยสินเชื่อเช่าซื้อได้เพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งรถยนต์ EV ที่กำลังมียอดขายเติบโตสูงขึ้นในปัจจุบัน ซึ่งจะส่งผลดีโดยตรงต่อธุรกิจเช่าซื้อรถยนต์ตลอดจนภาพรวมของอุตสาหกรรมยานยนต์
ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาธนาคารที่มีสัดส่วนสินเชื่อเช่าซื้อเมื่อเทียบกับสินเชื่อรวมทั้งหมดจากมากไปน้อย พบว่า บริษัท ทิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TISCO มีสัดส่วนสูงสุดที่ 44% รองลงมาคือ ธนาคารเกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) หรือ KKP ที่ 44%, ธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน) หรือ TTB ที่ 28%, ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) หรือ BAY ที่ 20% และ บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCB ที่ 6%
อย่างไรก็ตาม บล.ดาโอ ยังคงน้ำหนักการลงทุนในกลุ่มธนาคารเป็น “มากกว่าตลาด” โดยเลือกหุ้นเด่น (Top Pick) ได้แก่ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTB (แนะนำ ซื้อ / ราคาเป้าหมาย 38.00 บาท), ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KBANK (แนะนำ ซื้อ / ราคาเป้าหมาย 225.00 บาท) และ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BBL (แนะนำ ซื้อ / ราคาเป้าหมาย 195.00 บาท) นอกจากนี้ ประเมินว่า TISCO, KKP และ TTB จะได้รับ Sentiment เชิงบวกต่อราคาหุ้นจากประเด็นมาตรการดังกล่าวด้วยเช่นกัน

