กทม. เตือน! ดัชนีความร้อนพุ่งระดับ “อันตราย” แนะกลุ่มเสี่ยงระวังฮีทสโตรก

สำนักสิ่งแวดล้อม กทม. ประกาศเตือนดัชนีความร้อนวันที่ 19 เม.ย. 69 พุ่งแตะระดับ "อันตราย" ต่อเนื่องตั้งแต่ต้นเดือน ย้ำประชาชนและกลุ่มเสี่ยงเฝ้าระวังสุขภาพ ป้องกันโรคลมร้อนหรือฮีทสโตรก


สำนักสิ่งแวดล้อม กรุงเทพมหานคร เปิดเผยถึงค่าดัชนีความร้อน (Heat Index) ประจำวันอาทิตย์ที่ 19 เมษายน 2569 โดยพบว่าค่าดัชนีความร้อนยังคงอยู่ในเกณฑ์ “อันตราย” ซึ่งเป็นระดับที่มีความต่อเนื่องมาตั้งแต่วันที่ 1 เมษายนที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน พร้อมกันนี้ได้ประกาศเตือนให้ประชาชนทั่วไปหมั่นสังเกตอาการของตนเอง ขณะที่กลุ่มเสี่ยงหากพบอาการผิดปกติ ควรรีบไปพบแพทย์โดยทันที

ทั้งนี้ ดัชนีความร้อน (Heat Index) คือ อุณหภูมิที่ร่างกายรู้สึกได้ ณ ขณะนั้น (Feel like) ซึ่งคำนวณจากความสัมพันธ์ระหว่างอุณหภูมิและความชื้นสัมพัทธ์ของอากาศ จึงเป็นค่าที่เหมาะสมสำหรับการบ่งชี้ความเสี่ยงที่ร่างกายจะได้รับผลกระทบจากความร้อนได้ดีกว่าการพิจารณาเพียงค่าอุณหภูมิสูงสุด โดยผลกระทบต่อสุขภาพจากความร้อนนั้น เกิดจากการที่ร่างกายรับสัมผัสอุณหภูมิอากาศที่สูงเกินกว่าระดับที่รับได้ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อร่างกายทั้งทางตรงและทางอ้อม เช่น อาการอ่อนเพลีย วิงเวียนศีรษะ เกิดผื่นบวมแดง อาการตะคริว ไปจนถึงโรคลมร้อน (Heat stroke)

สำหรับเกณฑ์การแบ่งระดับค่าดัชนีความร้อน สามารถแบ่งออกเป็น 4 ระดับ ประกอบด้วย

ระดับ “เฝ้าระวัง” (ดัชนีความร้อน 27.0 – 32.9 องศาเซลเซียส): ประชาชนควรติดตามข่าวสารการเตือนภัยความร้อนอย่างใกล้ชิด ส่วนกลุ่มเสี่ยงควรดื่มน้ำสะอาดให้บ่อยครั้ง

ระดับ “เตือนภัย” (ดัชนีความร้อน 33.0 – 41.9 องศาเซลเซียส): ควรลดการทำกิจกรรมกลางแจ้งในช่วงเวลา 11.00 – 15.00 น. และหากกลุ่มเสี่ยงมีอาการผิดปกติ ให้รีบพบแพทย์

ระดับ “อันตราย” (ดัชนีความร้อน 42.0 – 51.9 องศาเซลเซียส): ควรสังเกตอาการตนเองอย่างใกล้ชิด และหากกลุ่มเสี่ยงมีอาการผิดปกติ ให้รีบพบแพทย์

ระดับ “อันตรายมาก” (ดัชนีความร้อนเกินกว่า 52 องศาเซลเซียส): ควรงดทำกิจกรรมกลางแจ้งโดยเด็ดขาด และหากมีอาการผิดปกติให้รีบพบแพทย์ทันที

นอกจากนี้ สำนักสิ่งแวดล้อมได้ระบุถึงกลุ่มประชาชนที่จัดอยู่ใน “กลุ่มเสี่ยง” ซึ่งต้องเฝ้าระวังผลกระทบจากความร้อนเป็นพิเศษ ได้แก่

1.เด็กเล็ก (อายุ 0-5 ปี), ผู้สูงอายุ (ตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป) และหญิงตั้งครรภ์

2.ผู้ป่วย หรือผู้ที่มีโรคประจำตัว รวมถึงผู้ที่มีภาวะอ้วน

3.ผู้ที่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

4.ผู้ที่ต้องทำงานกลางแจ้งเป็นเวลานาน หรือผู้ที่ออกกำลังกายกลางแจ้ง

5.กลุ่มนักท่องเที่ยว

Back to top button