ตลาดวิตกสต็อกพุ่ง น้ำมันดิบปิดร่วง 1.13 ดอลล์

สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ตลาดนิวยอร์กปิดร่วงลงเมื่อคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา (19 ก.พ.) เนื่องจากนักลงทุนวิตกกังวลเกี่ยวกับภาวะอุปานล้นตลาด หลังจากสำนักงานสารสนเทศด้านการพลังงานของรัฐบาลสหรัฐ (EIA) เปิดเผยว่า สต็อกน้ำมันดิบพุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์


สำนักข่าวอินโฟเควสท์รายงานว่า สัญญาน้ำมันดิบ WTI ส่งมอบเดือนมี.ค.ปิด (19 ก.พ.) ร่วงลง 1.13 ดอลลาร์ หรือ 3.7% ที่ระดับ 29.64 ดอลลาร์/บาร์เรล ส่วนสัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ (BRENT) ส่งมอบเดือนเม.ย.ที่ตลาดลอนดอน ปิดลบ 1.27 ดอลลาร์ หรือ 3.7% ที่ระดับ 33.01 ดอลลาร์/บาร์เรล โดยตลอดทั้งสัปดาห์นั้น สัญญาน้ำมันดิบ WTI ส่งมอบเดือนมี.ค.ปรับตัวขึ้นทั้งสิ้น 0.7% และสัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ส่งมอบเดือนเม.ย.ปรับตัวลงทั้งสิ้น 1.1%

ตลาดน้ำมันนิวยอร์กได้รับแรงกดดันเกี่ยวกับภาวะอุปทานน้ำมันล้นตลาด โดยล่าสุด EIA รายงานว่า สต็อกน้ำมันดิบเพิ่มขึ้น 2.1 ล้านบาร์เรล สู่ระดับ 504.1 ล้านบาร์เรล โดยเพิ่มขึ้นเป็นสัปดาห์ที่ 5 ในช่วง 6 สัปดาห์ที่ผ่านมา ขณะที่สต็อกน้ำมันดิบที่เมืองคุชชิ่ง รัฐโอกลาโฮมา ซึ่งเป็นจุดส่งมอบน้ำมัน เพิ่มขึ้น 36,000 บาร์เรล สู่ระดับ 64.7 ล้านบาร์เรล

ส่วนสต็อกน้ำมันเบนซินเพิ่มขึ้น 3.0 ล้านบาร์เรล สู่ระดับ 258.7 ล้านบาร์เรล ขณะที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะลดลง 2 แสนบาร์เรล และสต็อกน้ำมันกลั่น ซึ่งรวมถึงฮีตติ้งออยล์และน้ำมันดีเซล เพิ่มขึ้น 1.4 ล้านบาร์เรล สู่ระดับ 162.4 ล้านบาร์เรล เทียบกับที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะลดลง 1.7 ล้านบาร์เรล

รายงานสต็อกน้ำมันที่พุ่งขึ้นอย่างมากนั้น ได้สกัดปัจจัยบวกจากกระแสคาดการณ์ที่ว่า กลุ่มประเทศผู้ผลิตน้ำมันจะสามารถร่วมมือกันผลักดันให้ราคาดีดตัวขึ้น ขณะที่รัฐมนตรีน้ำมันของอิหร่านประกาศว่าจะสนับสนุนความพยายามในการสร้างเสถียรภาพต่อราคาน้ำมัน ซึ่งรวมถึงการให้ความร่วมมือกับกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (OPEC) และผู้ผลิตน้ำมันนอกกลุ่มโอเปก

Back to top button