GCAP GOLD ชี้ราคาทองฟื้นตัว มีลุ้นทะลุ 4,450 เหรียญ

GCAP GOLD แนะนักลงทุนจับตาการประชุม FOMC พร้อมประเมินแนวรับ-แนวต้านสำคัญเพื่อวางกลยุทธ์รับมือความผันผวน หากเฟดส่งสัญญาณเข้มงวดอาจกดดันราคา แต่หากผ่อนคลายมีลุ้นทะลุ 4,450 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์


นางสาวอารีรัตน์ มุราชัย หัวหน้านักวิเคราะห์ บริษัท จีแคป จำกัด หรือ GCAP GOLD เปิดเผยว่า ปัจจุบันราคาทองคำยังคงอยู่ในช่วงของการฟื้นตัว (Rebound) ทางเทคนิค โดยมีแนวรับสำคัญบริเวณ 4,220–4,170 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ (คิดเป็นราคาทองคำไทยประมาณ 64,800–64,300 บาท) หากราคาสามารถยืนหยัดเหนือระดับดังกล่าวได้ ก็มีโอกาสที่จะฟื้นตัวขึ้นไปทดสอบแนวต้านสำคัญที่ระดับ 4,370 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ (คิดเป็นราคาทองคำไทยประมาณ 67,000 บาท)

อย่างไรก็ตาม นักลงทุนควรติดตามผลการประชุม FOMC อย่างใกล้ชิด เนื่องจากหากเฟดส่งสัญญาณดำเนินนโยบายที่เข้มงวดมากกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ อาจกดดันให้ราคาทองคำเผชิญกับแรงขายและปรับตัวลงมาทดสอบแนวรับอีกครั้ง แต่หากเฟดมีท่าทีที่ผ่อนคลายมากขึ้น และราคาทองคำสามารถทะลุผ่านแนวต้าน 4,370 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ได้อย่างมั่นคง อาจเห็นแรงซื้อกลับเข้ามาหนุนให้ราคาปรับตัวสูงขึ้นต่อไปสู่บริเวณ 4,450 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ (คิดเป็นราคาทองคำไทยประมาณ 68,300 บาท)

ดังนั้น สำหรับนักลงทุนที่มีสถานะซื้อถือครองไว้ ควรจับตาการเคลื่อนไหวของราคาบริเวณแนวต้านดังกล่าวอย่างใกล้ชิด หากราคาไม่สามารถผ่านไปได้ แนะนำให้ทยอยแบ่งขายทำกำไรเพื่อลดความเสี่ยง และรอประเมินทิศทางตลาดอีกครั้งหลังจากทราบผลการประชุมเฟดอย่างชัดเจน

ทั้งนี้ การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินสหรัฐฯ (FOMC) ระหว่างวันที่ 17–18 มิถุนายน 2569 นับเป็นประเด็นสำคัญที่นักลงทุนทั่วโลกต่างจับตาอย่างใกล้ชิด เนื่องจากเป็นการประชุมครั้งแรกภายใต้การนำของประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) คนใหม่ คือ นายเควิน วอร์ช (Kevin Warsh)

แม้ว่าตลาดจะคาดการณ์ว่าเฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 3.50% – 3.75% แต่ประเด็นหลักที่นักลงทุนให้น้ำหนักไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่ผลการตัดสินใจด้านอัตราดอกเบี้ยเท่านั้น ทว่ายังรวมไปถึงคาดการณ์อัตราดอกเบี้ย (Dot Plot) และการเปิดเผยประมาณการเศรษฐกิจชุดใหม่ ซึ่งจะเป็นตัวสะท้อนมุมมองของเฟดต่อแนวโน้มเศรษฐกิจและทิศทางนโยบายการเงินในช่วงที่เหลือของปีนี้

ทั้งนี้ GCAP GOLD ประเมินว่าต้องจับตา Dot Plot รอบใหม่นี้ว่าจะยังคงสะท้อนแนวโน้มการผ่อนคลายนโยบายการเงินอยู่หรือไม่ หลังจากที่ข้อมูลตัวเลขเศรษฐกิจของสหรัฐฯ โดยเฉพาะในภาคตลาดแรงงานยังคงแสดงความแข็งแกร่ง ในขณะที่อัตราเงินเฟ้อยังคงทรงตัวอยู่เหนือระดับเป้าหมายของเฟด ส่งผลให้เจ้าหน้าที่เฟดหลายรายเริ่มส่งสัญญาณว่าการปรับลดอัตราดอกเบี้ยอาจยังไม่ใช่ทางเลือกในระยะเวลาอันใกล้นี้ นอกจากนี้ กรรมการเฟดบางส่วนยังพร้อมที่จะสนับสนุนการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติม หากแรงกดดันด้านเงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับสูง ปัจจัยเหล่านี้ทำให้ตลาดเริ่มประเมินว่าในยุคของ Kevin Warsh อาจมีความคิดเห็นที่แตกต่างกันภายในคณะกรรมการเฟดมากขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเวลาที่ผ่านมา

สำหรับแนวโน้มของตลาดทองคำ การประชุม FOMC ในครั้งนี้อาจเป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดทิศทางในระยะสั้น หาก Dot Plot และถ้อยแถลงของประธานเฟดคนใหม่ส่งสัญญาณที่เข้มงวดต่อปัญหาเงินเฟ้อ หรือสะท้อนถึงความเป็นไปได้ในการคงอัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับสูงเป็นระยะเวลานาน รวมถึงการเปิดโอกาสสู่การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติม ปัจจัยดังกล่าวอาจส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งจะเป็นแรงกดดันโดยตรงต่อราคาทองคำ

ในทางกลับกัน หากเฟดส่งสัญญาณระมัดระวังต่อแนวโน้มการเติบโตทางเศรษฐกิจ หรือเปิดช่องทางให้กลับมาพิจารณาปรับลดอัตราดอกเบี้ยในอนาคต ราคาทองคำก็จะมีโอกาสได้รับแรงหนุนจากการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐและการปรับตัวลดลงของอัตราผลตอบแทนพันธบัตร ดังนั้น เพื่อประเมินแนวทางการดำเนินนโยบายการเงิน จึงแนะนำให้นักลงทุนจับตาถ้อยแถลงหลังการประชุมของนายเควิน วอร์ช อย่างใกล้ชิด ซึ่งเหตุการณ์นี้จะเป็นบททดสอบครั้งสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นต่อตลาดการเงินในฐานะประธานเฟดคนใหม่

Back to top button