
KTC บวก 4% รับบอร์ดไฟเขียวรุกธุรกิจประกัน-โชว์กำไร Q2 แข็งแกร่ง 1.9 พันล้าน
KTC บวก 4% รับบอร์ดไฟเขียวลุยธุรกิจนายหน้าขายประกันชีวิต-วินาศภัย อาศัยฐานลูกค้าบริษัท 3.5 ล้านบัญชี ชำระเบี้ยผ่านบัตรเครดิต ส่วนงบไตรมาส 2/68 กำไรมาตามนัด 1.9 พันล้านบาท โต 3.77% ส่วน หนี้เสีย 1.83% NPL Coverage Ratio สุดแกร่ง 419.9%
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้(21ก.ค.68) ราคาหุ้น บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTC ณ เวลา 10:19 น. อยู่ที่ระดับ 28.75 บาท บวก 1.00 บาท หรือ 3.60% ราคาสูงสุด 29.25 บาท ราคาต่ำสุด 28.50 บาท ด้วยมูลค่าซื้อขาย 691..17 ล้านบาท
โดยบริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ เคทีซี (KTC) แจ้งว่า ที่ประชุมกรรมการของบริษัทฯ เมื่อวันศุกร์ที่ 18 ก.ค.ที่ผ่านมา ได้อนุมัติการแก้ไขวัตถุประสงค์การจัดตั้งของบริษัทฯ โดยให้สามารถเข้าลงทุนด้วยการประกอบธุรกิจเป็นนายหน้าประกันชีวิต และนายหน้าประกันวินาศภัย และจะมีการนำเสนอต่อที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 1/2568 ในวันที่ 25 ส.ค. 2568 เพื่อพิจารณาอนุมัติ
ทั้งนี้ มีรายงานข่าวว่า ปัจจุบันเคทีซีมีฐานลูกค้าประมาณ 3.5 ล้านบัญชี โดยเบื้องต้นการเป็นนายหน้าขายประกันฯ ดังกล่าว จะอาศัยฐานลูกค้าของบริษัทฯ เป็นหลัก โดยจะมีการทำตลาดผ่านบัตรเครดิต โดยชำระเบี้ยผ่านบัตรฯ ได้ ขณะที่หากเป็นประกันวินาศภัย เช่นรถยนต์ จะมีการทำแคมเปญผ่อนผ่านบัตรเครดิตได้ด้วย ซึ่งจะทำให้ยอดใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตเพิ่มขึ้น และเคทีซีจะมีรายได้ที่เป็นค่าคอมมิชชั่นเข้ามาช่วยสนับสนุนกำไรในอนาคต
ด้านนางพิทยา วรปัญญาสกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร KTC กล่าวถึงผลประกอบการงวดไตรมาส 2/2568 มีกำไรสุทธิ 1,895 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.77% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่งผลให้กำไรสุทธิงวดครึ่งแรกของปี 2568 อยู่ที่ 3,755 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.47% โดยกำไรที่เพิ่มขึ้นมาจากรายได้ดอกเบี้ยและรายได้ค่าธรรมเนียมตามการขยายตัวของพอร์ต และปริมาณการใช้จ่ายผ่านบัตร
เคทีซีสามารถจัดการคุณภาพสินทรัพย์ได้ดี และรักษาระดับเงินสำรองที่แข็งแกร่งและเพียงพอ โดยอัตราหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL Ratio) อยู่ที่ 1.83% และ NPL Coverage Ratio ที่ 419.9% และมีค่าใช้จ่ายรวมลดลงมาอยู่ที่ 4,340 ล้านบาท จากการบริหารจัดการคุณภาพสินทรัพย์ที่ดีและต้นทุนทางการเงินที่ลดลง
นางพิทยา กล่าวด้วยว่า ภายหลังจากมีการซื้อขายหลักทรัพย์รายใหญ่ (Big Lot) ในวันที่ 25 มิ.ย. 2568 จำนวน 129,204,600 หุ้น และวันที่ 30 มิ.ย. 2568 จำนวน 243,262,200 หุ้น คิดเป็นอัตรา 5.01% และ 9.45% ของทุนจดทะเบียนตามลำดับ ได้ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างผู้ถือหุ้นให้มีการกระจายตัวมากขึ้น โดยมีสัดส่วนการถือครองของนักลงทุนสถาบันทั้งในประเทศ และต่างประเทศเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
การเปลี่ยนแปลงเชิงบวกนี้ได้สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นต่อเคทีซีในวงกว้างจากหลากหลายกลุ่มนักลงทุนอย่างชัดเจน โดยธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTB ยังคงเป็นผู้ถือหุ้นลำดับที่ 1 และให้การสนับสนุนเคทีซีเช่นเดิม รวมถึงโครงสร้างคณะกรรมการบริษัท โครงสร้างผู้บริหารและนโยบายการดำเนินธุรกิจของกลุ่มบริษัท ไม่มีการเปลี่ยนแปลงใด ๆ โดยยังคงมุ่งมั่นดำเนินงานด้วยความโปร่งใสและสร้างพอร์ตคุณภาพที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง
ณ สิ้นไตรมาส 2 ปี 2568 เคทีซีมีฐานสมาชิกทั้งหมด 3.5 ล้านบัญชี และเงินให้สินเชื่อรวม 107,104 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.2% เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยมีคุณภาพหนี้ดีขึ้น สะท้อนจากอัตราส่วน NPL ลดลงเหลือ 1.83% ทั้งนี้สมาชิกบัตรเครดิตเพิ่มขึ้น 3.5% เป็น 2.8 ล้านบัตร มียอดใช้จ่ายผ่านบัตรช่วงครึ่งปีแรก 146,584 ล้านบาท ขยายตัว 4.4% ส่วนพอร์ตสินเชื่อบุคคลแม้จำนวนบัญชีลดลง 5.1% แต่ยอดสินเชื่อยังโต 4%
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (21 ก.ค. 2568) กลุ่มธนาคารพาณิชย์จะรายงานผลประกอบการงวดไตรมาส 2/2568 ครบทุกแห่ง โดยนักลงทุนให้ความสนใจเป็นพิเศษกับหุ้นกลุ่มธนาคารขนาดใหญ่ ได้แก่ บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCB, ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KBANK และธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTB
นักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ ฟิลลิป (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) คาดกำไรสุทธิงวดไตรมาส 2 ของแบงก์กรุงไทย (KTB) ที่ 1.26 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 24.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน และเพิ่ม 7.5% จากไตรมาสก่อนหน้า จากรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ย เพิ่มขึ้นทั้งรายได้ค่าธรรมเนียม และรายได้จากเครื่องมือทางการเงิน และคาดว่าจะมีการตั้งสำรองลดลงด้วย
ส่วนกำไรช่วง 6 เดือนแรกปี 2568 จะอยู่ที่ 24,306 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.1% จากช่วงครึ่งแรกของปี 2567 โดยสินเชื่อช่วงไตรมาส 2 จะเพิ่มขึ้น 1.5% จากไตรมาสก่อนหน้า และทำให้สินเชื่อกลับมาเป็นบวกได้ 0.1% จากต้นปี 2568
อย่างไรก็ตาม จากการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลง คาดว่าจะทำให้รายได้ดอกเบี้ยลดลง แต่ต้นทุนดอกเบี้ย ค่าใช้จ่าย จะถูกชดเชยด้วยการตั้งสำรองที่ลดลง
ด้านบริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ KGI คาดการณ์ว่า SCB จะมีกำไรสุทธิในไตรมาส 2/2568 ที่ 1.16 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 16% จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน แต่จะลดลงเล็กน้อย 7% จากไตรมาสก่อนหน้า โดยกำไรที่เพิ่มขึ้นมาจากการลงทุนที่ยังแข็งแกร่ง ส่วนหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ หรือ NPL อาจจะมีการเพิ่มขึ้นเล็กน้อย ขณะที่สินเชื่อจะทรงตัว อย่างไรก็ดี SCB มีจุดที่น่าสนใจคือ อัตราผลตอบแทนเงินปันผลในระดับสูง มียีลด์มากกว่า 8% และยังเชื่อมั่นว่าในปี 2568 นี้ ทาง SCB จะยังคงจ่ายเงินปันผลในระดับสูงต่อไป
ทั้งนี้ บล.เคจีไอฯ ยังคาดกำไรสุทธิของ KBANK ไว้ที่ 1.31 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 4% จากไตรมาสเดียวกันปีก่อน แต่ลดลง 5% จากไตรมาสก่อนหน้า
ขณะที่บริษัทหลักทรัพย์ พาย จำกัด (มหาชน) หรือ Pi ระบุว่า แนวโน้มกำไรสุทธิรวมของกลุ่มธนาคารในไตรมาส2/2568 กำไรรวมจะอยู่ที่ 5.79 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.8% จากไตรมาสเดียวกันปีก่อน แต่ลดลง 5.2% จากไตรมาส 1/2568 จากแรงกดดันรายได้ดอกเบี้ยสุทธิที่ลดลงตามทิศทางสินเชื่อและส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย (NIM) ที่อ่อนตัว
ส่วนธนาคารพาณิชย์ที่แจ้งผลประกอบการงวดไตรมาส 2/2568 ออกมาแล้ว คือ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BBL รายงานกำไรสุทธิ 11,840 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.28% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) ที่มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 11,807 ล้านบาท ส่งผลให้งวดครึ่งปีแรกของปีนี้มีกำไรสุทธิ 24,458 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.53% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนถึงการดำเนินงานที่มั่นคงท่ามกลางสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจที่ท้าทาย
ทั้งนี้ ณ สิ้นไตรมาส 2 BBL มีสินเชื่อรวม 2.71 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.7% จากสิ้นปีก่อน โดยมีสัดส่วนสินเชื่อด้อยคุณภาพ (NPL) อยู่ที่ 3.2% ซึ่งยังอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ ขณะที่อัตราส่วนเงินกองทุนรวมอยู่ที่ 22%
ด้านนายปิติ ตัณฑเกษม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารทหารไทยธนชาต เปิดเผยว่า สำหรับผลประกอบการไตรมาส 2/2568 TTB มีกำไรสุทธิ 5,004 ล้านบาท ลดลง 2% จากไตรมาสก่อนหน้า (QoQ) และลดลง 7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) ที่ไตรมาส 2/2567 มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 5,393 ล้านบาท ส่งผลให้งวดครึ่งปีแรกของปีนี้ TTB มีกำไรสุทธิ 10,100 ล้านบาท ลดลง 6.19% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ที่ครึ่งปีแรกของปี 2567 มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 10,767 ล้านบาท
การลดลงดังกล่าวมีสาเหตุหลักจากรายได้ดอกเบี้ยสุทธิที่ลดลงตามทิศทางดอกเบี้ยนโยบาย และสะท้อนผลจากการปรับลดดอกเบี้ยเพื่อช่วยเหลือลูกค้าภายใต้โครงการต่าง ๆ นำโดยโครงการ “คุณสู้ เราช่วย” ที่ ณ สิ้นไตรมาส 2/2568 มีลูกค้าทั้งรายย่อยและ SMEs เข้าร่วมโครงการแล้วกว่า 54,000 ราย หรือคิดเป็นยอดสินเชื่อราว 31,000 ล้านบาท
ขณะเดียวกัน ยังรักษาคุณภาพพอร์ตสินเชื่อได้ตามเป้าหมาย สามารถควบคุม NPL ให้อยู่ในระดับต่ำที่ 2.73% พร้อมลดหนี้เสียลงเหลือ 39,164 ล้านบาท
ทั้งนี้ ธนาคารยังคงบริหารต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ คาดว่าจะรักษาอัตราการจ่ายปันผลในระดับสูงได้ต่อเนื่อง จากฐานะเงินกองทุนที่แข็งแกร่ง โดยธนาคารมีอัตราส่วนเงินกองทุนรวม (CAR) อยู่ที่ 20% และอัตราส่วนเงินกองทุนชั้นที่ 1 (Tier 1 Capital Ratio) อยู่ที่ 17.8% ซึ่งยังสูงกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำที่ ธปท.กำหนดไว้สำหรับธนาคารขนาดใหญ่