GUNKUL บวกต่อ 6% ล็อกเป้ารายได้ปีนี้หมื่นล้าน จ่อปิดดีลใหญ่ ‘ดาต้าเซ็นเตอร์’

GUNKUL บวกต่อ 6% เดินเกมรุกปี 2569 ล็อกเป้ารายได้ทะลุหมื่นล้านบาท กำไรเติบโต 10-15% อานิสงส์จากพลังงานสีเขียว-EPC-อุปกรณ์ไฟฟ้า Backlog แน่น 8,000 ล้านบาท รับรู้ยาวถึงปีหน้า เล็งปิดดีลดาต้าเซ็นเตอร์ มูลค่า 1,000 ล้านบาท ช่วงครึ่งปีแรก ขณะที่ฐานะการเงินแกร่ง ROE สูง หนี้ต่ำ ปันผลเด่น เป้าหมายสูงสุด 4.08 บาท


บริษัท กันกุลเอ็นจิเนียริ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ GUNKUL ณ เวลา 11.15 น. อยู่ที่ระดับ 2.16 บาท บวก 0.12 บาท หรือ 5.88% สูงสุดที่ระดับ 2.18 บาท ต่ำสุดที่ระดับ 2.06 บาท ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 79.41 ล้านบาท

นางสาวนฤชล ดำรงปิยวุฒิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท กันกุลเอ็นจิเนียริ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ GUNKUL เปิดเผยว่า ปี 2569 มั่นใจรายได้จะเป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ 10,000 ล้านบาท และมีกำไรจากการดำเนินงานยังคงเติบโตแข็งแกร่งระดับ 10-15% มาจากการรับรู้รายได้จากธุรกิจผลิตไฟฟ้า ประกอบกับปัจจุบันบริษัทมีงานในมือ (Backlog) จากธุรกิจรับเหมาไฟฟ้า (EPC) และธุรกิจผลิตและจำหน่ายอุปกรณ์ไฟฟ้า (Manufacturing) รวมแล้วกว่า 8,000 ล้านบาท ซึ่งจะทยอยรับรู้รายได้ในปีนี้ประมาณ 65-70% และที่เหลือจะรับรู้ในปีหน้าอีกประมาณ 30-35%

ทั้งนี้ปี 2569 บริษัทกำหนดเส้นทางการเติบโตองค์กรสอดรับเทรนด์เศรษฐกิจและทิศทางพลังงานของโลก เน้นสร้างการเติบโตในกลุ่มธุรกิจเดิม ได้แก่ ธุรกิจผลิตไฟฟ้าพลังงานสีเขียว (Green Power) ธุรกิจรับเหมาไฟฟ้า (EPC) และธุรกิจผลิตและจำหน่ายอุปกรณ์ไฟฟ้า (Manufacturing) ขณะที่ภาพรวมคาดว่าอัตราส่วนพลังงานหมุนเวียนในประเทศจะเพิ่มสูงขึ้นอีกมากจากที่กำหนดไว้ในแผนพัฒนาพลังงาน PDP

ดังนั้นกลยุทธ์ปีนี้ บริษัทได้ประกาศภารกิจการเป็นพาร์ตเนอร์ด้านโครงสร้างพื้นฐานพลังงาน และ AI รองรับกระแสการลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่ ที่ไม่เพียงสะท้อนถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่มีต่อโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และโครงสร้างพื้นฐานทางพลังงานของไทย แต่เป็นการตอกย้ำถึงบทบาทสำคัญของพลังงานสะอาดในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจยุคอนาคต

สำหรับธุรกิจโรงไฟฟ้าพลังงานสีเขียว บริษัทตั้งเป้าเดินหน้าประมูลโครงการพลังงานสะอาดตามเป้าพอร์ตโฟลิโอพลังงานไฟฟ้าสีเขียวแตะ 2,000 เมกะวัตต์ภายในปี 2570 จากปัจจุบันบริษัทมีโครงการมีสัญญาซื้อขายไฟ (PPA) แล้วรวม 1,600 เมกะวัตต์ แบ่งเป็น โรงไฟฟ้าที่มีการจ่ายไฟเชิงพาณิชย์ (COD) แล้ว รวม 600 เมกะวัตต์ และโครงการที่อยู่ระหว่างการพัฒนาก่อสร้างและทยอย COD ช่วง 5 ปีข้างหน้าอีกประมาณ 1,000 เมกะวัตต์ ในส่วนที่เหลืออีกจำนวน 400 เมกวัตต์ คาดว่าจะเข้ามาเพิ่มเติมจากการร่วมลงทุน (JV) กับพันธมิตรในต่างประเทศ อาทิ ประเทศฟิลิปปินส์, ไต้หวัน, ญี่ปุ่น, มาเลเซีย และอื่น ๆ โดยเฉพาะในฟิลิปปินส์ที่อยู่ระหว่างการเจรจาเข้าลงทุนโครงการโซลาร์ฟาร์ม คาดว่าจะมีความชัดเจนภายในปีนี้

ขณะที่ธุรกิจรับเหมาไฟฟ้า (EPC) ปัจจุบันมี Backlog อยู่ที่ 8,000 ล้านบาท คาดว่าจะสามารถรับรู้รายได้ภายในปีนี้ 5,500 ล้านบาท โดยบริษัทเตรียมประมูลโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ (EPC) ทั้งจากภาคเอกชน และหน่วยงานรัฐ ที่จะช่วยเพิ่มการเติบโตด้านรายได้ คาดว่าในปีนี้จะมีการลงทุนจากภาครัฐเป็นจำนวนมาก รวมถึงยังคงเดินหน้าขยายบริการรับเหมาวิศวกรรมไฟฟ้า และอินฟราสตรัคเจอร์ สู่ตลาดแรงดันสูง 115 kV-500 kV ซึ่งมีความเฉพาะทาง ทั้งนี้ยังไม่รวมถึงโครงการโซลาร์ภาคประชาชนที่มีแนวโน้มจะเกิดขึ้นอย่างชัดเจนเร็ว ๆ นี้ จะส่งเสริมการเติบโตของธุรกิจพลังงานสะอาดในระดับผู้บริโภคโดยทั่วไป (B2C) ได้อีกมาก

ส่วนธุรกิจผลิตและจำหน่ายอุปกรณ์ไฟฟ้า (Manufacturing) ขยายตลาดสำหรับกลุ่มอุปกรณ์ไฟฟ้า ในระดับแรงดันกลางจนถึงแรงดันสูงเพิ่มเติม และเตรียมความพร้อมในส่วนของอุปกรณ์แรงดันต่ำสำหรับ Data Center ที่จะเข้ามา รวมถึงการช่วยรุกตลาดอินเวอร์เตอร์และแบตเตอรี่ทั่วประเทศร่วมกับ SUNGROW ผู้นำด้านอินเวอร์เตอร์และแบตเตอรี่โซลูชันอันดับ 1 ของโลก โดยจะมุ่งเน้นการกระจายสินค้าครอบคลุมทุกขนาดกำลังการติดตั้ง

“ปัจจุบันบริษัทอยู่ระหว่างเจรจากับพันธมิตรในการร่วมลงทุนในธุรกิจ Data Center ซึ่งประเมินมูลค่าเงินลงทุนไม่เกิน 1,000 ล้านบาท คาดว่าจะมีความชัดเจน และน่าจะประกาศออกมาได้ภายในช่วงครึ่งปีแรกของปีนี้” นางสาวนฤชล กล่าว

ดังนั้นปี 2569 สัดส่วนรายได้ของบริษัท จะมาจากงาน EPC ประมาณ 50%, ธุรกิจไฟฟ้าพลังงานสีเขียวประมาณ 30% และธุรกิจเทรดดิ้ง 20% ขณะที่กำไรจะมาจากธุรกิจไฟฟ้าพลังงานสีเขียว 65-70%, ธุรกิจ EPC ประมาณ 20-25% และที่เหลือจะมาจากธุรกิจเทรดดิ้ง

นอกจากนี้ บริษัทได้ตั้งงบลงทุน 3 ปี (ปี 2569-2571) ไว้ที่ 39,000 ล้านบาท เพื่อรองรับการเติบโตของธุรกิจไฟฟ้าพลังงานสีเขียว ทั้งการเข้าประมูลงานโครงการใหม่ การลงนามสัญญา PPA และการขยายลงทุนในต่างประเทศ รวมถึงการเข้าสู่ธุรกิจ Data Center โดยแบ่งเป็นเงินลงทุนสำหรับปี 2569 ประมาณ 12,000-13,000 ล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วน 35% ของงบลงทุนรวมทั้งหมด ส่วนในปีที่เหลือ ปี 2570 จะใช้เงินลงทุน 40% และปี 2571 อีกประมาณ 25%

ในปี 2568 ที่ผ่านมา บริษัทประสบความสำเร็จ ชนะงานก่อสร้างระบบไฟฟ้าหลายโครงการ ทำให้มีแบ็กล็อกสะสมสูงถึง 8,000 ล้านบาท รวมถึงได้รับความไว้วางใจจากพาร์ตเนอร์ชั้นนำในการดำเนินการเตรียมความพร้อมด้าน Direct PPA ทั้งนี้บริษัทจะต้องเร่งสร้างศักยภาพทางการแข่งขัน ไม่ว่าจะเป็นในตลาดเดิม หรือตลาดใหม่ในทุกมิติ โดยใช้จุดแข็งที่มีอยู่ของ GUNKUL ด้วยประสบการณ์ความเชี่ยวชาญแบบครบวงจรเชิงลึก ผนวกกับความได้เปรียบด้านต้นทุนเชิงโครงสร้าง (Economies of scale) การปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำงานภายในองค์กรที่ทุกฝ่ายงานเป็นพาร์ตเนอร์ด้านกลยุทธ์เชิงรุกอย่างแท้จริง

ทั้งนี้การขยาย Ecosystem เข้าไปในธุรกิจ Data Center จะเป็นการขยายศักยภาพของความเป็นผู้ผลิตพลังงานสีเขียวที่ครอบคลุมทั้งระบบผลิตพลังงาน ระบบสถานีไฟฟ้าและสายส่ง รวมถึงวัสดุอุปกรณ์ไฟฟ้าแรงต่ำ-สูงที่ GUNKUL สามารถดูแลทั้งภายนอกและภายในพื้นที่ ซึ่งเรียกได้ว่าบริษัทบริหารจัดการตั้งแต่ในระดับโครงสร้างพื้นฐานสู่ระบบการใช้พลังงานภายในโครงการ รวมไปถึงการเชื่อมต่อระบบ Direct PPA ซึ่งเป็นอีกกุญแจสำคัญของการใช้พลังงานสีเขียวในพื้นที่ของ Data Center โดยบริษัทมีการเตรียมความพร้อมทางด้านโครงสร้างทางการเงินและความคล่องตัว ผ่านการเติบโตแบบ Joint Venture เพื่อรองรับโอกาสที่เข้ามาได้อีกมาก

อย่างไรก็ตาม บริษัทมั่นใจว่ารายได้และกำไรปี 2568 จะเป็นไปตามเป้าหมาย ซึ่งหากดูจากผลการดำเนินงานงวด 9 เดือนของปี 2568 นับว่าประสบความสำเร็จตามกรอบที่วางไว้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากการดำเนินธุรกิจพลังงาน ทั้งโครงการพลังงานลมและโครงการพลังงานแสงอาทิตย์ รวมถึงการบริหารต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ ส่งผลให้อัตรากำไรสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยกำไรสุทธิรวม 9 เดือนเป็นไปตามเป้าหมาย แตะ 1,309 ล้านบาท กำไรขั้นต้น 36.48% มีอัตราส่วนผลตอบแทนต่อส่วนผู้ถือหุ้น (ROE) สูง 13.21% และอัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยต่อทุนสุทธิ (Net IBD/E) ต่ำเพียง 0.92 เท่า แสดงถึงโครงสร้างเงินทุนที่แข็งแกร่ง และมีความสามารถในการรองรับโอกาสทำธุรกิจและการลงทุนขนาดใหญ่ได้ในทุกมิติ รวมถึงมีอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend Yield) รวมโดยประมาณ 6.56%

นอกจากนี้ บริษัทมั่นใจมีศักยภาพในการลงทุนโครงการใหม่ ๆ ทั้งในและต่างประเทศ เพื่อยกระดับขนาดธุรกิจได้อีกมาก สำหรับเป้าหมายด้านความยั่งยืน ซึ่งในปี 2568 ทางบริษัทได้รับผลประเมิน SET ESG Ratings AAA ที่เป็นระดับสูงสุด บริษัทตั้งใจที่จะดำเนินกิจการโดยรักษามาตรฐานในการขับเคลื่อนธุรกิจ และดูแลผู้มีส่วนได้ส่วนเสียตลอดห่วงโซ่คุณค่าในระดับเดียวกัน คาดการณ์ผลประเมิน FTSE Russel ไม่ต่ำกว่า 90 เปอร์เซ็นไทล์ในการประเมินช่วงปลายปี 2569

สมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน (IAA Consensus) ให้ราคาเป้าหมายหุ้น บริษัท กันกุลเอ็นจิเนียริ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ GUNKUL สูงสุด 4.08 บาท

Back to top button