DOD วิ่ง 11% รับงบปี 68 พลิกกำไร 60 ล้านบาท เคาะปันผล 0.05 บ. แย้มข่าวจ่อปิดดีลลูกค้าใหญ่

DOD บวกแรง 11% หลังประกาศงบปี 68 เทิร์นอะราวด์ พลิกกำไรสุทธิ 59.58 ลบ. บอร์ดใจดีเคาะปันผล 0.05 บ./หุ้น จ่อ XD 13 มี.ค. ซีอีโอมั่นใจผ่านจุดต่ำสุดแล้ว ลุยเจรจาลูกค้ารายใหญ่ดันปี 69 นิวไฮ


นายต่อลาภ ไชยเชาวน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ดีโอดี ไบโอเทค จำกัด (มหาชน) หรือ DOD ผู้รับจ้างผลิตผลิตภัณฑ์เสริมอาหารภายใต้ตราสินค้าของลูกค้า เปิดเผยว่า บริษัทฯ ประสบความสำเร็จในการปรับโครงสร้างกิจการจนสามารถพลิกกลับมามีกำไร (Turnaround) ได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยในปี 2568 บริษัทฯ มีกำไรจากการดำเนินงาน 27.08 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 29.27 ล้านบาท หรือคิดเป็นการเพิ่มขึ้นอัตราร้อยละ 1,336.53 และมีกำไรสำหรับปีจากการดำเนินงานต่อเนื่อง 50.09 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 22.92 ล้านบาท หรือคิดเป็นการเพิ่มขึ้นร้อยละ 84.36 ทั้งนี้ เมื่อปรับด้วยรายการอื่น ส่งผลให้มีกำไรส่วนของบริษัทใหญ่จำนวน 59.58 ล้านบาท พลิกจากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน ที่มีผลขาดทุนส่วนของบริษัทใหญ่ 159.34 ล้านบาท คิดเป็นการเพิ่มขึ้นถึง 218.92 ล้านบาท หรือปรับตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 137.39 จากปีก่อน

“การที่กำไรพุ่งขึ้น 137.39% สะท้อนให้เห็นว่าในวันนี้ DOD ได้ผ่านจุดต่ำสุดมาแล้ว ภายใต้การบริหารจัดการต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งสะท้อนผ่านกำไรขั้นต้น (Gross Margin) ในปี 2568 ที่ระดับ 210.06 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.57 จากปีก่อน ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นปรับตัวเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 32.04 มาอยู่ที่ร้อยละ 34.49 ผนวกกับการควบคุมค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานอย่างมีประสิทธิผล ดังนั้นจึงเชื่อมั่นว่าหลังจากนี้ธุรกิจจะสามารถสร้างฐานโมเมนตัม (Momentum) รอบใหม่ เพื่อมุ่งสู่การพาบริษัทฯ สร้างสถิติสูงสุดใหม่ (New High) ในรอบถัดไปได้ในอนาคต” นายต่อลาภ กล่าว

ทั้งนี้ จากตัวเลขกำไรที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างโดดเด่น ส่งผลให้ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทฯ ได้มีมติอนุมัติการจ่ายเงินปันผลเป็นเงินสดสำหรับงวดปี 2568 ในอัตราหุ้นละ 0.05 บาท รวมเป็นเงินปันผลจ่ายทั้งสิ้น 22,520,714.25 บาท โดยกำหนดวันขึ้นเครื่องหมาย XD ในวันที่ 13 มีนาคม 2569 และมีการกำหนดรายชื่อผู้ถือหุ้นที่มีสิทธิได้รับเงินปันผลดังกล่าว (Record Date) ในวันที่ 16 มีนาคม 2569 เพื่อดำเนินการจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นในวันที่ 5 พฤษภาคม 2569

สำหรับรายได้จากการขายในปี 2568 อยู่ที่ 608.98 ล้านบาท ปรับตัวลดลงร้อยละ 5.64 ซึ่งเป็นผลมาจากการปรับโครงสร้างของกลุ่มลูกค้าเพื่อให้สอดคล้องกับสภาวะตลาดที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตาม การปรับตัวดังกล่าวได้ดำเนินการควบคู่ไปกับการควบคุมต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ และการบริหารค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานอย่างมีประสิทธิผล โดยค่าใช้จ่ายปรับลดลง 26.02 ล้านบาท หรือคิดเป็นการลดลงร้อยละ 12.45 ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้บริษัทฯ สามารถทำกำไรได้อย่างโดดเด่นในรอบปีที่ผ่านมา

นายต่อลาภ กล่าวทิ้งท้ายถึงภาพรวมการเติบโตของธุรกิจในปี 2569 ว่า บริษัทฯ ยังคงเดินหน้าสร้างการเติบโตที่มั่นคงและยั่งยืนอย่างต่อเนื่อง โดยมีแผนที่จะขยายฐานลูกค้าผ่านการเพิ่มพอร์ตโฟลิโอ (Portfolio) เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้กับบริษัทฯ อีกทั้งยังเตรียมเพิ่มไลน์การผลิตเพื่อรองรับการผลิตสินค้าที่กำลังอยู่ในกระแสความนิยม ควบคู่ไปกับการบริหารค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานอย่างเข้มงวด เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการสร้างผลกำไรให้แก่ผู้ถือหุ้น นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังมุ่งเน้นกลยุทธ์การสร้างความภักดี (Loyalty) ให้กับลูกค้าเดิมที่มีศักยภาพในการเติบโต พร้อมกับการเดินหน้าแสวงหาลูกค้ารายใหม่ ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างการเจรจากับลูกค้ารายใหญ่ และด้วยจุดแข็งของบริษัทฯ ทั้งด้านฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง มีสภาพคล่องสูง ความโดดเด่นด้านการวิจัยและพัฒนาสินค้า (R&D) รวมถึงความสามารถในการผลิตสินค้าคุณภาพสูงที่ครอบคลุมทุกประเภท ปัจจัยเหล่านี้จะเป็นรากฐานสำคัญที่สนับสนุนให้บริษัทฯ เติบโตได้อย่างยั่งยืนต่อไป

ขณะที่ราคาหุ้นล่าสุด ณ เวลา 16:10 น. อยู่ที่ระดับ 1.99 บาท บวก 0.19 บาท หรือ 10.56% สูงสุดที่ระดับ 2.06 บาท ต่ำสุดที่ระดับ 1.83 บาท ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 41.24 ล้านบาท

Back to top button