
เปิด 29 หุ้น mai กำไร Q1 โตเกิน 100% ชู UREKA แชมป์พุ่งกระฉุด 56 เท่าตัว
เปิดโผหุ้น mai กำไรไตรมาส 1/2569 โตแรงเกิน 100% พบ 29 บริษัทกำไรสุทธิโตเกิน 100% นำโดย UREKA โตสูงสุด 5,667.82% ขณะที่ KCC โชว์กำไรสูงสุด 266.30 ล้านบาท ตามด้วย PSGC และ TRT สะท้อนกลุ่มหุ้นขนาดกลาง-เล็กเริ่มฟื้นตัวเด่น
“ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์” รายงานว่า จากการรวบรวมข้อมูลผลการดำเนินงานไตรมาส 1/2569 ของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ หรือ mai พบว่า มีบริษัทจดทะเบียนจำนวน 29 บริษัท ที่มีกำไรสุทธิเติบโตมากกว่า 100% เมื่อเทียบกับไตรมาส 1/2568 สะท้อนภาพการฟื้นตัวของหุ้นขนาดกลางและขนาดเล็กในหลายกลุ่มอุตสาหกรรม ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ยังมีความผันผวน
ทั้งนี้ หุ้นที่มีกำไรสุทธิเติบโตโดดเด่นสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ บริษัท ยูเรกา ดีไซน์ จำกัด (มหาชน) หรือ UREKA มีกำไรสุทธิ 5.02 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5,667.82% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 0.09 ล้านบาท
โดยกำไรที่เพิ่มขึ้นเป็นผลมาจากบริษัทมีต้นทุนขายและการให้บริการสำหรับงวดสิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม 2569 อยู่ที่ 26.82 ล้านบาท ลดลง 13.43 ล้านบาท หรือคิดเป็นการลดลง 33.37% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีต้นทุนขายและการให้บริการ 40.25 ล้านบาท
แม้บริษัทยังคงเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนวัตถุดิบ พลังงาน และความผันผวนของภาวะเศรษฐกิจโลก แต่สามารถบริหารจัดการต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ทั้งด้านการควบคุมต้นทุนการผลิต การบริหารวัตถุดิบ การบริหารกำลังการผลิตให้สอดคล้องกับภาวะตลาด ตลอดจนการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานภายใน ส่งผลให้อัตราการลดลงของต้นทุนสูงกว่าการลดลงของรายได้
ตามด้วย บริษัท เอเอสเอ็น โบรกเกอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ ASN มีกำไรสุทธิ 1.85 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2,183.95% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 0.08 ล้านบาท โดยปัจจัยหลักมาจากผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น หรือ ECL ซึ่งในไตรมาส 1/2569 กลุ่มบริษัทมีการกลับรายการขาดทุนด้านเครดิตจำนวน 1.57 ล้านบาท เทียบกับไตรมาส 1/2568 ที่มีการตั้งสำรองขาดทุนด้านเครดิตจำนวน 3.01 ล้านบาท ส่งผลให้กำไรสุทธิเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
ขณะที่ บริษัท ไนท คลับ แคปปิตอล โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ KCC มีกำไรสุทธิ 266.30 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,824.64% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 13.84 ล้านบาท ถือเป็นบริษัทที่มีกำไรสุทธิสูงสุดในกลุ่มหุ้น mai ที่มีกำไรเติบโตเกิน 100%
สำหรับไตรมาส 1/2569 KCC มีกำไรสุทธิเติบโตอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับทั้งช่วงเดียวกันของปีก่อนและไตรมาสก่อนหน้า สะท้อนความสามารถในการบริหารสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ การสร้างรายได้จากหลายแหล่ง และการควบคุมต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ภายใต้ภาวะเศรษฐกิจที่ยังมีความผันผวน
ปัจจัยสนับสนุนหลักมาจากการเพิ่มขึ้นของรายได้จากการดำเนินงานรวม ซึ่งได้รับแรงหนุนจากการขายทรัพย์รอการขาย หรือ NPA ที่เพิ่มขึ้น หลังบริษัทปรับกลยุทธ์การรีโนเวทและการทำตลาดให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้ซื้อได้มากขึ้น ส่งผลให้สามารถเร่งการขายและเพิ่มมูลค่าทรัพย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
นอกจากนี้ บริษัทมีกำไรจากเงินลงทุน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์การลงทุนที่ได้มาควบคู่กับการซื้อพอร์ตหนี้ ซึ่งเป็นธุรกิจหลักของบริษัท ขณะเดียวกันด้านต้นทุน บริษัทสามารถบริหารค่าใช้จ่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยทั้งค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยและค่าใช้จ่ายดำเนินงานปรับลดลงจากช่วงก่อนหน้า ส่งผลให้โครงสร้างกำไรแข็งแกร่งขึ้น และช่วยเพิ่มความสามารถในการทำกำไรได้อย่างชัดเจน
ภาพรวมผลประกอบการไตรมาสนี้สะท้อนพัฒนาการของบริษัทในการต่อยอดรายได้จากทั้งธุรกิจบริหารสินทรัพย์ หรือ AMC การบริหารทรัพย์ NPA และการบริหารเงินลงทุนควบคู่กันอย่างสมดุล ซึ่งช่วยสนับสนุนทั้งการเติบโตของผลประกอบการ กระแสเงินสด และความมั่นคงทางการเงินในระยะยาว โดยในไตรมาส 1/2569 บริษัทมีรายได้จากการดำเนินงานรวมเติบโตโดดเด่น เพิ่มขึ้นกว่า 558% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 109% จากไตรมาสก่อนหน้า
ส่วนบริษัท จักรไพศาล เอสเตท จำกัด (มหาชน) หรือ JAK มีกำไรสุทธิ 17.54 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 669.72% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 2.28 ล้านบาท และบริษัท ยูเนี่ยน ปิโตรเคมีคอล จำกัด (มหาชน) หรือ UKEM มีกำไรสุทธิ 99.71 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 557.84% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 15.16 ล้านบาท
นอกจากนี้ ยังมีหุ้นที่มีกำไรสุทธิเติบโตโดดเด่นและอยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับกลุ่ม mai ได้แก่ บริษัท พีเอสจี คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ PSGC มีกำไรสุทธิ 242.08 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 145.11%, บริษัท ถิรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ TRT มีกำไรสุทธิ 162.82 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 249.63%, บริษัท เอส พี วี ไอ จำกัด (มหาชน) หรือ SPVI มีกำไรสุทธิ 54.23 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 181.99% และบริษัท คัมเวล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ KUMWEL มีกำไรสุทธิ 37.81 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 188.84%
ขณะเดียวกัน หากพิจารณาในเชิงการลงทุน หุ้นที่น่าสนใจไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะบริษัทที่มีอัตราการเติบโตสูงสุดเท่านั้น แต่ควรพิจารณาควบคู่กับขนาดกำไรสุทธิ ฐานกำไรที่เริ่มแข็งแรง และความต่อเนื่องของผลประกอบการในไตรมาสถัดไป โดยกลุ่มที่มีกำไรสุทธิระดับสูงและเติบโตเกิน 100% เช่น KCC, PSGC, TRT, UKEM และ SPVI ถือเป็นกลุ่มหุ้นที่นักลงทุนควรติดตามอย่างใกล้ชิด
สำหรับภาพรวมดังกล่าวสะท้อนว่า หุ้น mai หลายบริษัทเริ่มมีสัญญาณฟื้นตัวชัดเจน ทั้งจากการขยายรายได้ การบริหารต้นทุนที่ดีขึ้น และการฟื้นตัวของธุรกิจเฉพาะตัว อย่างไรก็ตาม นักลงทุนยังควรติดตามความสามารถในการรักษาระดับกำไรในช่วงที่เหลือของปี 2569 รวมถึงปัจจัยเฉพาะของแต่ละบริษัท ก่อนใช้ประกอบการตัดสินใจลงทุน


