JAS-JTS-ADVANC-GULF บวก! รับข่าวจัสมินส่งดาวเทียมสิ้นปี จับมือ NT-AIS ขยายโครงข่าย 30 ดวง

JAS-JTS-ADVANC-GULF บวก! รับข่าว JTS ลุยธุรกิจอวกาศ เตรียมยิงดาวเทียม LEO ดวงแรกปลายปี จับมือ EOS รองรับภารกิจความมั่นคง เกษตร และชลประทาน พร้อมผนึก NT-ADVANC ปั้นเพิ่ม 30 ดวง ขยายบรอดแบนด์ครอบคลุมพื้นที่อับสัญญาณทั่วภูมิภาค


ผู้สื่อข่าวรายงานวันนี้ (11 มี.ค.69) ว่า บริษัท จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ JAS ณ เวลา 10:23 น. อยู่ที่ระดับ 1.20 บาท บวก 0.07 บาท หรือ 6.19% สูงสุดที่ระดับ 1.21 บาท ต่ำสุดที่ระดับ 1.17 บาท ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 30.63 ล้านบาท

บริษัท จัสมิน เทคโนโลยี โซลูชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ JTS อยู่ที่ระดับ 58.50 บาท บวก 2.00 บาท หรือ 3.54% สูงสุดที่ระดับ 60.50 บาท ต่ำสุดที่ระดับ 57.50 บาท ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 36.72 ล้านบาท

บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF อยู่ที่ระดับ 56.75 บาท บวก 0.75 บาท หรือ 1.34% สูงสุดที่ระดับ 56.75 บาท ต่ำสุดที่ระดับ 55.75 บาท ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 642.46 ล้านบาท

บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ ADVANC อยู่ที่ระดับ 366.00 บาท บวก 1.00 บาท หรือ 0.27% สูงสุดที่ระดับ 368.00 บาท ต่ำสุดที่ระดับ 364.00 บาท ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 595.33 ล้านบาท

สำหรับราคาหุ้นปรับตัวขึ้นมา ตอบรับ จากกรณี JTS ซึ่งมี JAS เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ ได้แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยว่า คณะกรรมการบริษัทมีมติอนุมัติให้บริษัทเข้าลงทุนใน อีออส ออร์บิท จำกัด (EOS) โดยการจองซื้อหุ้นสามัญเพิ่มทุนที่ออกใหม่ของ EOS ภายหลังการทำรายการแล้วเสร็จ JTS จะถือหุ้น EOS สัดส่วน 19.23% โดยบริษัทจะชำระค่าตอบแทนสำหรับการเข้าลงทุนครั้งนี้เป็นเงินสด วงเงินไม่เกิน 500 ล้านบาท

ทั้งนี้ EOS ประกอบธุรกิจด้านการพัฒนาเทคโนโลยีดาวเทียม และระบบอวกาศแบบครบวงจรของประเทศไทย ครอบคลุมตั้งแต่การออกแบบ ผลิต ประกอบและทดสอบดาวเทียมขนาดเล็ก (Small Satellite/CubeSat) รวมถึงการพัฒนาเทคโนโลยีภาคพื้นดิน และระบบสื่อสารที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างพื้นฐานด้านอวกาศ

ดร.โสรัชย์ อัศวะประภา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร JAS เปิดเผยว่า JTS ซึ่งเป็นบริษัทย่อย มีแผนส่งดาวเทียมวงโคจรต่ำ (Low Earth Orbit: LEO) ดวงแรกที่ติดตั้งกล้องกำลังสูงขึ้นสู่อวกาศภายในสิ้นปีนี้ หรืออย่างช้าในไตรมาส 1 ปี 2570 โดยขณะนี้ได้เริ่มกระบวนการพัฒนาและผลิตดาวเทียมแล้ว ซึ่งเป็นการใช้เทคโนโลยีที่บริษัทพัฒนาขึ้นเองทั้งหมด

สำหรับดาวเทียมดังกล่าวจะรองรับภารกิจสำคัญหลายด้าน อาทิ งานด้านความมั่นคง การเกษตรแม่นยำ (Precision Agriculture) และระบบบริหารจัดการชลประทาน ภายหลังจากที่บริษัทได้เข้าถือหุ้นในบริษัท EOS Orbit เพื่อเสริมศักยภาพและต่อยอดธุรกิจดาวเทียมวงโคจรต่ำของกลุ่มบริษัท

นอกจากนี้ภายในระยะเวลาประมาณ 2 ปีข้างหน้า JTS ยังมีแผนพัฒนาบริการสื่อสารผ่านดาวเทียม เพื่อรองรับสัญญาณโทรศัพท์มือถือในพื้นที่ที่โครงข่ายภาคพื้นดินไม่สามารถเข้าถึงได้ เช่น พื้นที่ห่างไกล กลางทะเล หรือบนเครื่องบิน โดยปัจจุบันอยู่ระหว่างการหารือความร่วมมือกับ บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือ NT

ขณะเดียวกัน บริษัทเตรียมเจรจาความร่วมมือกับบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ ADVANC เพื่อร่วมพัฒนาโครงข่ายอินเทอร์เน็ตบรอดแบนด์ (Broadband Internet) และบริการโทรศัพท์มือถือผ่านดาวเทียม LEO ในอนาคต ซึ่งคาดว่าจะต้องใช้ดาวเทียมประมาณ 30 ดวง โดยมีต้นทุนเฉลี่ยราว 400-500 ล้านบาทต่อดวง ซึ่งถือว่ามีต้นทุนต่ำกว่าการติดตั้งเสาสัญญาณโทรศัพท์มือถือในระบบภาคพื้นดินในปัจจุบัน

ทั้งนี้บริษัทมองว่าระยะยาวธุรกิจดาวเทียมวงโคจรต่ำ (LEO) จะกลายเป็น New S-Curve สำคัญ ที่ช่วยสร้างรายได้และขับเคลื่อนการเติบโตของ JTS อย่างมีนัยสำคัญในอนาคต

สำหรับการรุกเข้าสู่ธุรกิจดาวเทียมวงโคจรต่ำ (LEO) ของ JTS  ข้อมูลล่าสุด ณ เดือนมีนาคม 2569 ระบุว่า JTS ไม่ได้เริ่มจากศูนย์ แต่ใช้กลยุทธ์ “ทางลัด” ผ่านการลงทุนในพันธมิตรที่มีเทคโนโลยีและวงโคจรพร้อมอยู่แล้ว ดังนี้ 1) การลงทุนใน EOS Orbit (หัวใจหลักของวงโคจร) โดยเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 บอร์ดของ JTS ได้อนุมัติเงินลงทุนกว่า 500 ล้านบาท เข้าถือหุ้นใน บริษัท อีออส ออร์บิท จำกัด (EOS) ในสัดส่วน 19.23%

ทั้งนี้ EOS เป็นบริษัทสัญชาติไทยเพียงรายเดียวในขณะนี้ที่มีดาวเทียม LEO เป็นของตัวเอง และใช้งานเชิงพาณิชย์ได้จริงแล้ว ขณะที่ EOS พัฒนาเทคโนโลยีตั้งแต่การออกแบบ ผลิต และทดสอบดาวเทียมขนาดเล็ก (CubeSat) เอง รวมถึงมีสิทธิ์ในการใช้งานวงโคจรผ่านการขออนุญาตตามขั้นตอนของ กสทช. และประสานงานระดับนานาชาติ (ITU) ไว้เรียบร้อยแล้ว การเข้าซื้อหุ้นครั้งนี้จึงทำให้ JTS ได้สิทธิ์ในการใช้โครงสร้างพื้นฐานอวกาศของ EOS ทันที

2) โมเดลธุรกิจ Space Data Intelligence วงโคจรที่ JTS จะใช้นั้นไม่ได้เน้นแค่การให้บริการอินเทอร์เน็ตบรอดแบนด์ (แข่งกับ Starlink) แต่เน้นไปที่การรับส่งข้อมูลและการประมวลผลภาพถ่ายดาวเทียมความละเอียดสูง  โดย JTS จะนำ GPU Farm ที่มีอยู่เดิมมาใช้ประมวลผลข้อมูล AI จากดาวเทียมของ EOS ใช้ในภารกิจด้านความมั่นคง, การเกษตรแม่นยำ และการวางผังเมือง

3) การเชื่อมโยงกับกลุ่ม JAS ทั้งนี้ JTS ได้รับการสนับสนุนทางการเงินจาก JSTC (บริษัทในเครือ JAS) จำนวน 550 ล้านบาท เพื่อดีลนี้โดยเฉพาะ ซึ่งเป็นการย้ำชัดว่ากลุ่ม Jasmine กำลังขยับจากการส่งข้อมูล “ใต้น้ำ” (Submarine Cable) และ “บนดิน” (Fiber) ขึ้นไปสู่ “อวกาศ” (LEO Satellite) เพื่อสร้าง Digital Sovereignty ให้กับประเทศไทย

ดร.โสรัชย์ เปิดเผยเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันจำนวนสมาชิกที่สมัครรับชมการแข่งขันพรีเมียร์ลีกอังกฤษ ผ่านแพลตฟอร์มของบริษัทเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดมียอดสมาชิกอยู่ที่ประมาณ 1.6 ล้านราย ขณะที่ตลาดต่างประเทศ อย่างประเทศเวียดนาม มีการเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยยอดสมาชิกพุ่งแตะ 1 ล้านราย ภายในระยะเวลาไม่นาน

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ฐานผู้ชมในเวียดนามขยายตัวเร็ว มาจากการที่รัฐบาลเวียดนามเดินหน้าปราบปรามเว็บไซต์ถ่ายทอดสดเถื่อนอย่างจริงจัง ส่งผลให้แฟนฟุตบอลจำนวนมากหันมาใช้บริการแพลตฟอร์มที่ถูกลิขสิทธิ์แทน ทั้งนี้ JAS ได้ขยายธุรกิจคอนเทนต์กีฬาในเวียดนามผ่านความร่วมมือกับแพลตฟอร์ม FPT Play เพื่อถ่ายทอดสดการแข่งขันพรีเมียร์ลีกอย่างเป็นทางการ ครอบคลุมระยะเวลา 6 ฤดูกาล ตั้งแต่ฤดูกาล 2025/26 ถึงฤดูกาล 2030/31

สำหรับฤดูกาลแรกของการถ่ายทอดสดเริ่มต้นไปแล้วในวันที่ 16 สิงหาคม 2568 ซึ่งเป็นวันเปิดฤดูกาล 2025/26 ของพรีเมียร์ลีก ขณะที่ฤดูกาลที่ 2 (2026/27) จะเริ่มต้นประมาณช่วงเดือนสิงหาคม 2569 ตามปฏิทินการแข่งขันปกติของลีก

ดร.โสรัชย์ ระบุว่า บริษัทคาดว่าจะเริ่มเห็นจุดคุ้มทุน และสามารถทำกำไรได้ตั้งแต่ฤดูกาลที่ 2 ของการถ่ายทอดสด เนื่องจากฐานสมาชิกมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะตลาดเวียดนามซึ่งมีขนาดใหญ่ และยังมีโอกาสเติบโตได้อีกมาก เมื่อเทียบกับสิทธิ์การถ่ายทอดสดทั้งหมด 6 ฤดูกาล ที่บริษัทถือครองอยู่ในปัจจุบัน

Back to top button