WTI ปิดร่วง 2.83 เหรียญ รับสัญญาณสหรัฐ-อิหร่านจ่อบรรลุข้อตกลง

ราคาน้ำมันดิบ WTI ปิดร่วง 2.83 ดอลลาร์ แตะ 84.88 ดอลลาร์/บาร์เรล หลังนักลงทุนเชื่อมั่นมากขึ้นว่าสหรัฐฯ และอิหร่านอาจบรรลุข้อตกลงสันติภาพในเร็ว ๆ นี้ ช่วยคลายกังวลภาวะตึงตัวด้านอุปทาน แม้ตลาดยังจับตาสถานการณ์ช่องแคบฮอร์มุซและสต็อกน้ำมันโลกที่อยู่ในระดับต่ำ


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ตลาดนิวยอร์กปิดร่วงลงกว่า 3% ในวันศุกร์ (12 มิ.ย.) หลังนักลงทุนมีความเชื่อมั่นมากขึ้นว่าข้อตกลงสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านอาจเกิดขึ้นในเร็ว ๆ นี้

ทั้งนี้ สัญญาน้ำมันดิบ WTI ส่งมอบเดือนก.ค. ลดลง 2.83 ดอลลาร์ หรือ 3.23% ปิดที่ 84.88 ดอลลาร์/บาร์เรล

สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ (BRENT) ส่งมอบเดือนส.ค. ลดลง 3.05 ดอลลาร์ หรือ 3.37% ปิดที่ 87.33 ดอลลาร์/บาร์เรล

สัญญาน้ำมันดิบ WTI ร่วงลงสู่ระดับต่ำสุดนับตั้งแต่วันที่ 17 เม.ย. ขณะที่สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ร่วงลงสู่ระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ต้นเดือนมี.ค.

นักวิเคราะห์จาก Again Capital กล่าวว่า ปัจจัยที่กดดันตลาดคือการที่อิหร่านระบุว่ามีบันทึกความเข้าใจร่วมกับสหรัฐฯ

สื่อรายงานเมื่อวันศุกร์ว่า บันทึกความเข้าใจระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านเพื่อยุติสงครามในอ่าวเปอร์เซีย อาจได้รับการลงนามเร็วที่สุดในวันอาทิตย์นี้ (14 มิ.ย.) โดยนครเจนีวาถูกมองว่าเป็นสถานที่ที่มีความเป็นไปได้มากที่สุด

อย่างไรก็ตาม อับบาส อารักชี รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่านกล่าวว่า บันทึกความเข้าใจดังกล่าวยังไม่ได้รับการลงนาม และรายละเอียดต่าง ๆ ยังสามารถเปลี่ยนแปลงได้

ก่อนหน้านี้ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ได้ยกเลิกแผนโจมตีทางอากาศต่ออิหร่านเมื่อวันพฤหัสบดี (11 มิ.ย.) ขณะที่สำนักข่าว Mehr ของอิหร่านรายงานว่า การเจรจาขั้นสุดท้ายเกี่ยวกับบันทึกความเข้าใจจะมุ่งเน้นประเด็นด้านนิวเคลียร์และเศรษฐกิจ โดยจะไม่มีการหารือเกี่ยวกับโครงการขีปนาวุธของอิหร่าน

ด้านสำนักข่าว IRNA ของอิหร่านรายงานว่า การเจรจาด้านนิวเคลียร์จะเกิดขึ้นภายในระยะเวลา 60 วัน หลังจากมีการลงนามบันทึกความเข้าใจ

นักวิเคราะห์จาก PVM Oil Associates กล่าวว่า ข่าวเกี่ยวกับการเจรจายังคงเป็นปัจจัยหลักที่ขับเคลื่อนตลาด เนื่องจากนักลงทุนเชื่อมั่นมากขึ้นว่าจะมีการบรรลุข้อตกลงในที่สุด และช่องแคบฮอร์มุซจะกลับมาเปิดใช้งานอีกครั้ง

อย่างไรก็ตาม เขาเตือนว่าปริมาณน้ำมันคงคลังทั้งในระดับภูมิภาคและระดับโลกยังอยู่ในระดับต่ำ และอาจลดลงต่อไปได้ แม้จะมีข้อตกลงเกิดขึ้น เนื่องจากต้องใช้เวลาในการทำให้การขนส่งน้ำมันกลับมาดำเนินได้อย่างราบรื่น

เมื่อวันพฤหัสบดี (11 มิ.ย.) อิหร่านประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซโดยสมบูรณ์ พร้อมระบุว่าจะโจมตีเรือทุกลำที่พยายามผ่านช่องแคบดังกล่าว ส่งผลให้การสัญจรในเส้นทางขนส่งที่ปกติรองรับน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลวประมาณ 20% ของโลก ถูกจำกัดอย่างมากจากผลกระทบของสงคราม

อย่างไรก็ตาม กองทัพสหรัฐฯ ระบุผ่านสื่อสังคมออนไลน์ว่า เรือพาณิชย์ยังคงสามารถเดินทางผ่านเส้นทางดังกล่าวได้

นักวิเคราะห์ของ ING ระบุในรายงานว่า ตลาดน้ำมันอาจเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญในช่วงปลายเดือนก.ค. หากยังไม่เห็นการฟื้นตัวของการส่งออกน้ำมันก่อนถึงเวลานั้น โดยระดับสต็อกน้ำมันที่ลดลงและอุปสงค์ตามฤดูกาลที่แข็งแกร่งขึ้น อาจผลักดันให้ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นสู่ระดับ 120-130 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล

นักวิเคราะห์กล่าวว่า ข้อตกลงสันติภาพไม่อาจเกิดขึ้นได้ในช่วงเวลาที่เหมาะสมไปกว่านี้อีกแล้ว เพราะหากสถานการณ์ยืดเยื้อออกไปอีก โลกอาจเผชิญภาวะขาดแคลนน้ำมัน

ด้าน Goldman Sachs ปรับลดคาดการณ์ราคาน้ำมันดิบเบรนท์เฉลี่ยในปี 2570 ลงสู่ระดับ 80 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล จากแนวโน้มอุปทานที่เพิ่มขึ้นและอุปสงค์ที่อ่อนแอลง แต่ยังคาดว่าราคาน้ำมันจะสูงกว่าค่าเฉลี่ยของปี 2568 จากการสะสมสต็อกน้ำมันเชิงพาณิชย์ของประเทศสมาชิก OECD และส่วนเพิ่มด้านความเสี่ยงจากความไม่มั่นคงของอุปทาน

ขณะเดียวกัน กลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมันหรือโอเปก (OPEC) ได้ปรับลดคาดการณ์การเติบโตของอุปสงค์น้ำมันโลกในปี 2569 ลงเหลือ 970,000 บาร์เรลต่อวัน จากเดิม 1.17 ล้านบาร์เรลต่อวัน นับเป็นการปรับลดคาดการณ์ติดต่อกันเป็นครั้งที่ 2

อย่างไรก็ตาม โอเปกเชื่อว่าอุปสงค์น้ำมันจะกลับมาฟื้นตัวในที่สุด โดยคาดว่าความต้องการใช้น้ำมันในปี 2570 จะเพิ่มขึ้น 1.73 ล้านบาร์เรลต่อวัน สูงกว่าประมาณการก่อนหน้าที่ 190,000 บาร์เรลต่อวัน

Back to top button