BANPU-LANNA วิ่งคึก 3% รับถ่านหินพุ่ง 150 เหรียญ หนีวิกฤตน้ำมัน-ก๊าซแพง

BANPU-LANNA บวกกว่า 3% หลัง “แบงก์ ออฟ อเมริกา” ประเมินวิกฤต LNG “พลิกขั้วพลังงานโลก” ดันถ่านหินปีนี้พุ่งแตะ 150 ดอลลาร์/ตัน ไฟตะวันออกกลางลามทุบกาตาร์ ซัพพลายตึงขั้นวิกฤต เอเชียแห่หนีแก๊ส ปรากฏการณ์ Gas-to-Coal Switching ระเบิดดีมานด์ถ่านหินพุ่ง โบรกประเมิน BANPU-LANNA รับอานิสงส์เต็มพอร์ต มาร์จิ้นพุ่ง อัพกำไรปี 69 พุ่ง 63% ยีลด์ 6.5%


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (23 มี.ค.69) ราคาหุ้น บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) หรือ BANPU ณ เวลา 10:14 น. อยู่ที่ระดับ 6.35 บาท บวก 0.20 บาท หรือ 3.25% สูงสุดที่ระดับ 6.35 บาท ต่ำสุดที่ระดับ 6.20 บาท ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 349.97 ล้านบาท

ขณะที่ บริษัท ลานนารีซอร์สเซส จำกัด (มหาชน) หรือ LANNA อยู่ที่ระดับ 16 บาท บวก 0.50 บาท หรือ 3.23% สูงสุดที่ระดับ 16.10 บาท ต่ำสุดที่ระดับ 15.50 บาท ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 35.12 ล้านบาท

จากความตึงเครียดตะวันออกกลางที่ลุกลาม เข้าสู่การโจมตีโครงสร้างพื้นฐานการผลิตก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) เริ่มส่งแรงกระแทกต่ออุปทานในตลาดเอเชียอย่างมีนัยสำคัญ หลังจากกาตาร์ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ส่งออก LNG รายใหญ่ของโลก โดยมี “ตลาดหลัก” อยู่ในภูมิภาคเอเชีย ซึ่งประเทศในเอเชียต้องพึ่งพา LNG จากกาตาร์ในสัดส่วนมากกว่า 80% ของปริมาณส่งออกทั้งหมดของกาตาร์ กำลังเผชิญความเสี่ยงด้านการผลิต ส่งผลให้ราคา LNG พุ่งสูง และกระตุ้นการเปลี่ยนผ่านไปใช้ถ่านหิน (Gas to Coal Switching) อย่างชัดเจน หนุนความต้องการถ่านหินเร่งตัว และผลักดันราคาถ่านหินในตลาดโลกให้ปรับตัวขึ้นตามดีมานด์ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

โดยเมื่อวันที่ 20 มี.ค. 2569 สำนักข่าวรอยเตอร์ รายงานว่า ซาอัด อัล-คาบี ซีอีโอของ บริษัท กาตาร์เอ็นเนอร์จี เปิดเผยว่า การโจมตีของอิหร่านส่งผลให้กำลังการส่งออกก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ของกาตาร์ หายไปประมาณ 17% หรือราว 12.8 ล้านตันต่อปี ส่งผลกระทบต่อการจัดส่งพลังงานไปยังยุโรปและเอเชีย

ทั้งนี้รายงานวิจัยจากแบงก์ ออฟ อเมริกา หรือ Bank of America (BofA) เปิดเผยว่า ได้ปรับเพิ่มคาดการณ์ราคาถ่านหินความร้อน (Thermal Coal) สำหรับปี 2569 ขึ้น 22% จากประมาณการเดิม สู่ระดับเฉลี่ย 150 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน จากเดิมที่ 123 ดอลลาร์ต่อตัน สะท้อนมุมมองว่าความตึงเครียดในอิหร่านจะผลักดันราคาก๊าซธรรมชาติให้ปรับตัวสูงขึ้น และกระตุ้นการเปลี่ยนมาใช้ถ่านหินแทนก๊าซ (gas-to-coal switching)

ทั้งนี้ การปรับประมาณการดังกล่าว ครอบคลุมทุกไตรมาสปี 2569 โดยมีรายละเอียดเปรียบเทียบราคาใหม่กับประมาณการเดิม ดังนี้ ไตรมาส 1/2569 ปรับเป็น 120 ดอลลาร์/ตัน จากเดิม 110 ดอลลาร์/ตัน เพิ่มขึ้น 9%, ไตรมาส 2/2569 ปรับเป็น 170 ดอลลาร์/ตัน จากเดิม 120 ดอลลาร์/ตัน เพิ่มขึ้น 42%, ไตรมาส 3/2569 ปรับเป็น 160 ดอลลาร์/ตัน จากเดิม 130 ดอลลาร์/ตัน เพิ่มขึ้น 23% และไตรมาส 4/2569 ปรับเป็น 150 ดอลลาร์/ตัน จากเดิม 130 ดอลลาร์/ตัน เพิ่มขึ้น 15% ภาพรวมตลอดทั้งปี 2569 เฉลี่ยอยู่ที่ 150 ดอลลาร์/ตัน เทียบกับประมาณการเดิมที่ 123 ดอลลาร์/ตัน เพิ่มขึ้น 22%

โดย BofA ระบุว่า ปัจจัยหลักที่หนุนราคาถ่านหินมาจากแนวโน้มราคาก๊าซธรรมชาติที่อยู่ในระดับสูงจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ ส่งผลให้หลายประเทศ โดยเฉพาะในเอเชีย มีแนวโน้มหันมาใช้ถ่านหินมากขึ้นในฐานะพลังงานทางเลือกที่มีต้นทุนต่ำกว่าในระยะสั้น นอกจากนี้ การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวยังช่วยหนุนราคาถ่านหินในตลาดส่งออก (seaborne coal) รวมถึงส่วนต่างด้านคุณภาพของถ่านหินในตลาดโลก

อย่างไรก็ดี นักวิเคราะห์มองว่า แม้แนวโน้มราคาถ่านหินจะได้รับแรงหนุนระยะสั้นถึงกลาง แต่ยังคงต้องติดตามสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ และทิศทางราคาพลังงานโลกอย่างใกล้ชิด เนื่องจากอาจส่งผลให้ราคาพลังงานมีความผันผวนสูงในระยะข้างหน้า

ด้านบริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) ประเมินกลุ่มพลังงานและอุตสาหกรรมรับอานิสงส์-แรงกดดันจากราคาถ่านหินที่ปรับตัวสูงขึ้น โดยมองว่าผู้ประกอบการเหมืองถ่านหินจะได้ประโยชน์โดยตรง ขณะที่กลุ่มผู้ใช้ถ่านหินเป็นต้นทุน มีผลกระทบจำกัดจากการบริหารต้นทุนล่วงหน้า

ในฝั่งบวก บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) หรือ BANPU และบริษัท ลานนารีซอร์สเซส จำกัด (มหาชน) หรือ LANNA ถูกมองว่าจะได้รับปัจจัยหนุนจากทั้งปริมาณขายที่เพิ่มขึ้น ราคาขายที่สูงขึ้น รวมถึงอัตรากำไรที่ขยายตัวตามทิศทางราคาถ่านหินในตลาดโลก

ขณะเดียวกัน บริษัท ดับบลิวเอชเอ ยูทิลิตี้ส์ แอนด์ พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ WHAUP มีแนวโน้มเชิงบวก โดยเฉพาะโรงไฟฟ้า Gheco-I ที่คาดว่าจะถึงจุดคุ้มทุน (breakeven) ได้เร็วขึ้น จากสูตรการคำนวณค่าไฟฟ้า (EP) ที่อิงกับราคาถ่านหินที่ปรับตัวสูงขึ้น

ด้านผลกระทบเชิงลบ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCC และบริษัท เอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SCGP อาจเผชิญต้นทุนเชื้อเพลิงเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม ผลกระทบยังอยู่ในระดับจำกัด เนื่องจากมีการจัดซื้อถ่านหินล่วงหน้าไว้บางส่วน และมีการใช้เชื้อเพลิงทางเลือก (Alternative Fuels) ในสัดส่วนประมาณ 30-40% ของการใช้เชื้อเพลิงทั้งหมด

ส่วนบริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC มีความเสี่ยงจากต้นทุนถ่านหินที่สูงขึ้นในกลุ่มโรงไฟฟ้า SPP ซึ่งอาจกดดันอัตรากำไร หากการปรับขึ้นค่าไฟฟ้าเป็นไปในทิศทางที่ช้ากว่าการเพิ่มขึ้นของราคาถ่านหินในตลาดโลก

บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ปรับเพิ่มประมาณการกำไรของ BANPU ในปี 2569 ขึ้น 63% สู่ระดับ 6.5 พันล้านบาท สะท้อนแนวโน้มผลประกอบการที่แข็งแกร่งขึ้น ขณะที่ราคาหุ้นปัจจุบันยังซื้อขายที่ระดับ P/BV เพียง 0.5 เท่า ถือว่ายังมีความน่าสนใจด้านมูลค่า (Valuation)

นอกจากนี้ คาดว่า BANPU จะให้ Dividend Yield ในปี 2569 อยู่ที่ประมาณ 6.5% หรือคิดเป็นเงินปันผลราว 0.39 บาทต่อหุ้น ขณะเดียวกัน เงินปันผลสำหรับงวดครึ่งหลังปี 2568 เตรียมขึ้นเครื่องหมาย XD วันที่ 16 เมษายนนี้ ในอัตรา 0.18 บาทต่อหุ้น คิดเป็นอัตราผลตอบแทนประมาณ 3%

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า อีกหนึ่งบริษัทที่จะได้รับประโยชน์จากราคาถ่านที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นคือ บริษัท พีเอสจี คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ PSGC ที่ดำเนินธุรกิจถ่านหินผ่านบริษัท Nam Tien Limited Liability Company หรือ NT (PSGC ถือหุ้น 64%)

สำหรับ NT ยังได้รับสิทธิแต่เพียงผู้เดียวในการดำเนินงาน และรับซื้อถ่านหินจากบริษัท Xekong Power Plant Limited (XPPL) ซึ่งเป็นสัมปทานเหมืองถ่านหินที่ใหญ่ที่สุดใน สปป.ลาว มีปริมาณถ่านหินสำรองกว่า 600 ล้านตัน และเพื่อสร้างรายได้ทันที NT ได้ทำสัญญาซื้อขายถ่านหินระยะยาว (Off-take Agreements) กับรัฐวิสาหกิจด้านพลังงานรายใหญ่ของเวียดนาม 2 แห่ง พร้อมได้รับการสนับสนุนวงเงินสินเชื่อขนาดใหญ่จากธนาคารพาณิชย์ชั้นนำของเวียดนามอีกด้วย

โดยสัญญาขายกับรัฐวิสาหกิจดังกล่าวรองรับปริมาณถ่านหินในระดับ 4-5 ล้านตันต่อปี ภายใต้ข้อตกลงระยะยาว 10 ปี และ NT สามารถที่จะขยายศักยภาพในการส่งมอบได้ถึง 10 ล้านตันต่อปี เพิ่มแนวโน้มความชัดเจนของรายได้ในอนาคต

Back to top button