
คลังเปิดเกณฑ์คัดเลือกโครงการกู้เงิน 4 แสนล้าน ชูพลังงานสะอาด-คาร์บอนเครดิต
กระทรวงการคลัง เผยกรอบพิจารณาโครงการกลุ่มที่ 2 ภายใต้ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท มุ่งลดการใช้พลังงานฟอสซิล ส่งเสริมพลังงานหมุนเวียน ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และการสร้างรายได้จากคาร์บอนเครดิต
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยผลการประชุมคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ ภายใต้พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 ครั้งที่ 3/2569 หรือ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท โดยมีนายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เป็นประธาน
การประชุมครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อกำหนดกรอบแนวคิดสำหรับการพิจารณาแผนงานหรือโครงการกลุ่มที่ 2 ภายใต้พ.ร.ก.กู้เงินฯ ให้เกิดความโปร่งใส และเป็นไปตามหลักเกณฑ์และระเบียบที่เกี่ยวข้อง เพื่อใช้เป็นกรอบแนวทางในการพิจารณาเสนอแผนงานหรือโครงการของส่วนราชการ และประกอบการพิจารณากลั่นกรองโครงการต่อไป
สำหรับแผนงานที่ 2.1 เป็นแผนงาน โครงการ หรือกิจกรรมที่มีวัตถุประสงค์เพื่อลดการใช้พลังงานฟอสซิล การใช้เทคโนโลยีเพื่อให้การใช้พลังงานมีประสิทธิภาพ ส่งเสริมการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และสร้างรายได้จากคาร์บอนเครดิต
โดยกรอบแนวคิดการพิจารณาแผนงานหรือโครงการในกลุ่มดังกล่าว จะต้องเป็นโครงการที่ช่วยลดการใช้พลังงานฟอสซิลได้ทันที ลดการพึ่งพาการนำเข้าพลังงานฟอสซิลจากต่างประเทศ ช่วยบรรเทาผลกระทบด้านราคาพลังงานให้ภาคส่วนต่าง ๆ เพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียน ลดความเข้มข้นของการใช้พลังงาน และเพิ่มประสิทธิภาพพลังงาน
นอกจากนี้ ต้องมีการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนเพื่อใช้เอง หรือ Self-Consumption หรือในระดับชุมชน เช่น Smart Grid หรือ Microgrid มีการนำเทคโนโลยีมาใช้ควบคุมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน สามารถตรวจวัดหรือพิสูจน์ผลปริมาณการลดก๊าซเรือนกระจกได้อย่างชัดเจน รวมถึงเป็นโครงการพัฒนาหรือปรับปรุงระบบไฟฟ้า เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านไปสู่การใช้พลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือกที่จะมีมากขึ้น
ส่วนแผนงานที่ 2.2 เป็นแผนงานหรือโครงการปรับเปลี่ยนยานพาหนะจากเครื่องยนต์สันดาปภายในไปสู่ยานยนต์ไฟฟ้า หรือ EV หรือยานพาหนะพลังงานสะอาดอื่น รวมทั้งการลงทุนหรือสนับสนุนการติดตั้งสถานีบรรจุไฟฟ้า สถานีสับเปลี่ยนแบตเตอรี่ หรือโครงสร้างพื้นฐานอื่น ๆ
ทั้งนี้ กรอบแนวคิดการพิจารณาแผนงานหรือโครงการในกลุ่มนี้ จะครอบคลุมโครงการปรับเปลี่ยนยานพาหนะของภาครัฐ สาธารณะ หรือประชาชน จากเครื่องยนต์สันดาปภายในไปสู่ยานยนต์ไฟฟ้า หรือยานพาหนะพลังงานสะอาดอื่น การลงทุนหรือสนับสนุนการติดตั้งสถานีบรรจุไฟฟ้า สถานีสับเปลี่ยนแบตเตอรี่ หรือโครงสร้างพื้นฐานอื่นที่สนับสนุนการใช้ยานยนต์พลังงานสะอาด รวมถึงการใช้เทคโนโลยีของสถานีชาร์จหรือยานพาหนะ เพื่อรองรับการบริหารจัดการพลังงานอย่างชาญฉลาด
ขณะที่แผนงานที่ 2.3 เป็นหลักสูตรหรือแนวทางการพัฒนาทักษะ หรือ Upskill/Reskill ให้แก่ประชาชน แรงงาน หรือผู้ประกอบการ เพื่อรองรับการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไปสู่ยุคพลังงานสะอาด และเพื่อให้การพิจารณากลั่นกรองแผนงานหรือโครงการเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ภายใต้ พ.ร.ก.กู้เงินฯ ที่มุ่งแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงาน และสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ
นอกจากนี้ คณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ฯ ได้มีมติเห็นชอบแต่งตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อทำหน้าที่พิจารณากลั่นกรองความเหมาะสมของโครงการภายใต้ พ.ร.ก.กู้เงินฯ โดยมีนายกุลิศ สมบัติศิริ เป็นประธานอนุกรรมการ
สำหรับผู้ทรงคุณวุฒิที่เป็นอนุกรรมการ ประกอบด้วย นายชาญวิทย์ อมตะมาทุชาติ นางธิดา พัทธธรรม และนายประเสริฐศักดิ์ เชิงชวโน รวมถึงผู้แทนจากหน่วยงานราชการต่าง ๆ ได้แก่ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สำนักงบประมาณ กรมบัญชีกลาง สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน และสำนักงานบริหารกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน
คณะอนุกรรมการดังกล่าวมีหน้าที่และอำนาจในการจัดทำกรอบแนวคิดและแนวทางการพิจารณาโครงการที่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการใช้พลังงานให้เกิดประสิทธิภาพ รองรับการเปลี่ยนผ่านจากการพึ่งพิงพลังงานฟอสซิลไปสู่การใช้เทคโนโลยีพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก รวมทั้งพิจารณากลั่นกรองความเหมาะสมของโครงการและวงเงินของโครงการภายใต้ พ.ร.ก.กู้เงินฯ
ทั้งนี้ กระทรวงการคลังระบุว่า การดำเนินการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อให้การใช้จ่ายเงินกู้เกิดประโยชน์สูงสุด คุ้มค่า โปร่งใส ตรวจสอบได้ และนำไปสู่การแก้ไขปัญหาด้านพลังงานของประเทศอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน โดยยึดหลักความจำเป็น ความพร้อม ความคุ้มค่า และผลสัมฤทธิ์ เพื่อให้ทุกโครงการตอบโจทย์การแก้ไขวิกฤตการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศอย่างแท้จริง

