“พลังงาน” วิ่งคึก! หลังไทยบรรลุข้อตกลง “อิหร่าน” เปิดทางเรือน้ำมันผ่าน “ฮอร์มุซ” ฉลุย   

หุ้นพลังงานไทยพุ่งยกแผง รับข่าวดี "อนุทิน" เจรจาอิหร่านสำเร็จ เปิดทางเรือน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซฉลุย ลดความเสี่ยงซัพพลายขาดแคลน ด้านกลุ่ม ปตท. สั่งโรงกลั่นเร่งเครื่อง 105% พร้อมดึงน้ำมันสำรองป้อนตลาดในประเทศ ขณะที่ PTTGC มั่นใจเม็ดพลาสติก PE เพียงพอ โบรกฯ แนะ PTT-PTTEP-SPRC-TOP รับอานิสงส์


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (30 มี.ค.69) ราคาหุ้นกลุ่มพลังงานไทย ณ เวลา 10:35 น. ปรับตัวขึ้นยกแผง นำโดย บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)  หรือ PTT ราคาหุ้นอยู่ที่ระดับ 35.00 บาท บวก 0.50 บาท หรือ 1.45% สูงสุดที่ระดับ 35.25 บาท ต่ำสุดที่ระดับ 34.50 บาท ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 1,350.85 ล้านบาท

บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ PTTEP ราคาหุ้นอยู่ที่ระดับ 162.50 บาท บวก 3.00 บาท หรือ 1.88%  สูงสุดที่ระดับ 163.00 บาท ต่ำสุดที่ระดับ 161.50 บาท ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 2,116.95 ล้านบาท

บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TOP ราคาหุ้นอยู่ที่ระดับ 50.50 บาท บวก 2.00 บาท หรือ 4.12% สูงสุดที่ระดับ 50.75 บาท ต่ำสุดที่ระดับ 49.25 บาท ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 598.94 ล้านบาท

บริษัท สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ SPRC ราคาหุ้นอยู่ที่ระดับ 7.25 บาท บวก 0.30 บาท หรือ 4.32% สูงสุดที่ระดับ 7.30 บาท ต่ำสุดที่ระดับ 7.00 บาท ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 79.59 ล้านบาท

บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน)  หรือ PTTGC ราคาหุ้นอยู่ที่ระดับ 34.75 บาท บวก 1.75 บาท หรือ 5.30% สูงสุดที่ระดับ 35.00 บาท ต่ำสุดที่ระดับ 34.00 บาท ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 525.26 ล้านบาท

บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP ราคาหุ้นอยู่ที่ระดับ40.25 บาท บวก 0.75 บาท หรือ 1.90% บาท สูงสุดที่ระดับ 40.75 บาท ต่ำสุดที่ระดับ 40.00 บาท ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 131.33 ล้านบาท

บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) หรือ IRPC ราคาหุ้นอยู่ที่ระดับ 1.97 บาท บวก 0.05 บาท หรือ 2.60% สูงสุดที่ระดับ 2.00 บาท ต่ำสุดที่ระดับ 1.95 บาท ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 350.76 ล้านบาท

โดยจากวานนี้ (29 มีนาคม 2569) สื่อต่างประเทศหลายแห่งรายงานว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีไทย ได้เจรจากับอิหร่าน เพื่อเปิดเส้นทางการเดินเรือบรรทุกน้ำมันของไทยผ่านช่องแคบฮอร์มุซอย่างปลอดภัย เริ่มจากสำนักข่าว Channel NewsAsia (CNA) ของสิงคโปร์ ระบุว่า ไทยบรรลุข้อตกลงกับอิหร่าน เพื่อให้เรือบรรทุกน้ำมันไทยผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้อย่างปลอดภัย

โดยอ้างถึงคำให้สัมภาษณ์ของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ที่ระบุว่า ได้บรรลุข้อตกลงที่จะอนุญาตให้เรือบรรทุกน้ำมันของไทย แล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้อย่างปลอดภัย โดยรัฐบาลไทยยังคงปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป และปรับมาตรการเพื่อลดผลกระทบต่อประชาชนให้เหลือน้อยที่สุด

เช่นเดียวกับสำนักข่าว Anadolu Agency (AA) สื่อทางการของตุรกี รายงานเช่นกันว่า นายอนุทิน ได้ระบุว่า การเจรจาระหว่างไทยกับอิหร่าน จะช่วยให้การขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ สามารถดำเนินไปได้อย่างปลอดภัย โดยความคืบหน้าสำคัญประการหนึ่งคือ การเจรจากับอิหร่าน เพื่อรักษาเส้นทางการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซอย่างปลอดภัย จะช่วยลดความเสี่ยงที่จะเกิดการหยุดชะงักของอุปทานครั้งใหญ่

นายอนุทิน กล่าวว่า ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง “ยืดเยื้อนานกว่าที่คาดไว้” และ “ยังไม่มีทีท่าว่าจะสิ้นสุดลงในเร็ววัน” พร้อมทั้งเตือนว่า ราคาน้ำมันที่ผันผวนอาจพุ่งสูงขึ้นอีกครั้ง เนื่องจากความตึงเครียดในตะวันออกกลางยังอยู่ และช่องแคบฮอร์มุซยังคงปิดอยู่

นอกจากนี้สื่ออื่น ๆ อาทิ วอลล์สตรีทเจอร์นัล (WSJ), The Straits Times, China Daily, Tehran Times รายงานประเด็นดังกล่าวเช่นเดียวกัน

โดยสถานการณ์ตะวันออกกลาง ล่าสุด กลุ่มกบฏฮูตี พันธมิตรของอิหร่าน ประกาศโจมตีอิสราเอลจนกว่าการรุกรานในทุกแนวรบจะยุติลง พร้อมระบุว่า การปิดช่องแคบบับ เอล-มันเดบ (Bab al-Mandab Strait) เชื่อมทะเลแดงและคลองสุเอซกับทะเลอาหรับ เป็นหนึ่งในตัวเลือก

ทั้งนี้จากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน กำลังสร้างแรงกดดันต่อราคาพลังงานโลก โดยเฉพาะราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งมีผลกระทบโดยตรงต่อห่วงโซ่อุปทานของวัตถุดิบอุตสาหกรรมอื่น ๆ หนึ่งในนั้นคือเม็ดพลาสติกที่ใช้ผลิตบรรจุภัณฑ์สินค้า โดยความผันผวนของราคาน้ำมันทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น ขณะที่ปริมาณวัตถุดิบในตลาดเริ่มจำกัด ส่งผลให้ผู้ผลิตหลายรายเผชิญปัญหาขาดแคลนและต้องปรับกลยุทธ์ด้านการจัดซื้อ และการผลิตเพื่อรักษาเสถียรภาพในการผลิตสินค้า

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากสถานการณ์ราคาน้ำมันดิบตลาดโลกปัจจุบัน ปรับตัวสูงขึ้นกว่า 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แต่เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงอาหรับสปริง (พ.ศ. 2553-2555) พบว่า ภาพรวมตลาดขณะนี้มีความยืดหยุ่นและรองรับได้ดีกว่าอย่างชัดเจน โดยช่วงอาหรับสปริง ราคาน้ำมัน Brent พุ่งต่อเนื่อง 100-120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลหลายเดือนถึงปี เนื่องจากความไม่สงบในหลายประเทศผู้ผลิตน้ำมันสำคัญ เช่น ลิเบีย ส่งผลให้การส่งออกหยุดชะงัก ตลาดโลกขาดแคลนอุปทาน การขึ้นราคาน้ำมันเป็นเวลานานกระทบทั้งเศรษฐกิจและหุ้นพลังงาน

ขณะที่ราคาน้ำมันปัจจุบัน (พ.ศ. 2569) แม้อยู่ระดับสูง แต่สถานการณ์มีความแตกต่างจากช่วงอาหรับสปริงอย่างชัดเจน เนื่องจากปัจจัยเสี่ยงส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับเส้นทางขนส่ง เช่น ช่องแคบฮอร์มุซมากกว่าการถูกกระทบต่อการผลิตโดยตรงเหมือนเมื่อครั้งก่อน นอกจากนี้ โลกยังมีแหล่งผลิตสำรองและเชลล์ออยล์จากสหรัฐฯ คอยรองรับตลาด ทำให้แรงกระแทกต่อราคามีแนวโน้มปรับตัวลงเร็ว และไม่น่าจะยืดเยื้อเป็นปีเหมือนในช่วงอาหรับสปริง

ในส่วนของประเทศไทย ภาครัฐและกลไกตลาดมีมาตรการรองรับราคาน้ำมันสูงแล้ว ทั้งกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง การปรับภาษี และมาตรการชดเชยราคาพลังงานบางส่วน ทำให้ผลกระทบต่อค่าครองชีพและต้นทุนธุรกิจไม่ได้รุนแรงเหมือนอดีต

“แม้ราคาน้ำมันสูง แต่ตลาดและเศรษฐกิจไทยมีภูมิต้านทานมากขึ้น จากประสบการณ์ในอดีต และมาตรการรองรับที่มีอยู่ จึงทำให้หุ้นพลังงานและกลุ่มธุรกิจที่เกี่ยวข้องยังสามารถปรับตัวได้ และลดความเสี่ยงต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวม”

สำหรับเหตุการณ์อาหรับสปริง เกิดขึ้นในหลายประเทศตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือ เช่น ตูนิเซีย อียิปต์ ลิเบีย เยเมน ซีเรีย และบาห์เรน โดยประชาชนลุกฮือเรียกร้องการปฏิรูปการเมืองและสิทธิเสรีภาพ กระแสการประท้วงแพร่หลายจนสร้างความไม่แน่นอนทางการเมืองอย่างรุนแรง ความไม่สงบดังกล่าวส่งผลโดยตรงต่อการผลิตและส่งออกน้ำมัน โดยเฉพาะลิเบีย ซึ่งถือเป็นหนึ่งในผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ของโลก ทำให้การผลิตน้ำมันลดลงจากกว่า 1.6 ล้านบาร์เรลต่อวัน เหลือไม่ถึง 0.1 ล้านบาร์เรลต่อวัน ส่งผลให้ตลาดน้ำมันโลกเกิดความกังวลทันที ขณะเดียวกัน ประเทศอื่น ๆ เช่น อียิปต์และซีเรีย แม้ไม่ใช่ผู้ผลิตรายใหญ่ แต่ความเสี่ยงต่อเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญ อย่างคลองสุเอซและช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้ราคาน้ำมันพุ่งสูง

โดยราคาน้ำมันดิบโลกขณะนั้นแตะระดับสูงสุดกว่า 120 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลในบางช่วง สาเหตุสำคัญไม่ได้มาจากการขาดแคลนน้ำมันเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากความไม่แน่นอนทางการเมือง และความเสี่ยงด้านการลำเลียง ซึ่งทำให้ตลาดปรับราคาเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

ทั้งนี้วิกฤตอาหรับสปริง เป็นตัวเร่งสำคัญที่ทำให้เกิดการ “รื้อโครงสร้าง” และ “ปรับสูตร” ราคาน้ำมันไทยครั้งใหญ่ โดยเป้าหมายหลักคือการลดภาระกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง และเตรียมความพร้อมเข้าสู่ยุคพลังงานทดแทนอย่างจริงจัง

1) การยกเลิกน้ำมันเบนซิน 91 (ช่วง ม.ค. 2556) ถือว่าเป็นการปรับ “สูตรการจำหน่าย” ที่ชัดเจนสุด รัฐบาลขณะนั้นตัดสินใจยกเลิกการขายเบนซิน 91 เพื่อบีบให้ผู้ใช้รถหันไปใช้ แก๊สโซฮอล์ (E10, E20) แทน เหตุผลหลักเพื่อลดการนำเข้าน้ำมันดิบจากต่างประเทศ (ซึ่งราคาสูงมากจากวิกฤตการเมืองในตะวันออกกลาง) และเปลี่ยนมาใช้เอทานอลที่ผลิตได้เองในประเทศแทน

2) การปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตน้ำมัน โดยรัฐบาลมีการปรับ “สูตรภาษี” สลับไปมาเพื่อพยุงราคา โดยมีการลดภาษีสรรพสามิตดีเซลลงเหลือเพียง 0.005 บาท/ลิตร เป็นระยะเวลานาน เพื่อตรึงราคาไม่ให้เกิน 30 บาท ทำให้โครงสร้างราคาน้ำมันบิดเบือนไปจากกลไกตลาดมาก จนต้องมีการปฏิรูปครั้งใหญ่ช่วงปี 2557 (หลังอาหรับสปริงเริ่มซาลง) เพื่อดึงภาษีกลับมาสู่ระดับปกติ และทำให้ราคาแต่ละชนิดสะท้อนต้นทุนจริงมากขึ้น

3) การเปลี่ยนเกณฑ์การคำนวณราคาเอทานอล มีการปรับสูตรการคำนวณราคาอ้างอิงเอทานอล ให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น เพื่อจูงใจให้โรงกลั่นนำไปผสมในน้ำมันเบนซินมากขึ้น เป็นการสร้างความมั่นคงทางพลังงานระยะยาว ที่ไม่ต้องอิงกับสถานการณ์ในอ่าวเปอร์เซียเพียงอย่างเดียว

4) การปรับ “ส่วนต่างราคา” (Price Gap) ภาครัฐใช้กลไกกองทุนน้ำมันปรับสูตรส่วนต่างราคาระหว่าง เบนซิน กับ แก๊สโซฮอล์ E20 และ E85 ให้กว้างขึ้น (ทำให้ E20 และ E85 ถูกกว่ามาก) เพื่อส่งเสริมการใช้พลังงานทางเลือกอย่างก้าวกระโดดในช่วงที่น้ำมันดิบตลาดโลกปรับขึ้นทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

บริษัทหลักทรัพย์บั วหลวง จำกัด (มหาชน) ระบุว่า ราคาสินค้าพลังงานมีแนวโน้มอยู่ในระดับสูงต่อเนื่องอีกหลายเดือน แม้ว่าความขัดแย้งในอ่าวเปอร์เซียจะยุติลง และช่องแคบฮอร์มุซจะกลับมาเปิดให้การขนส่งน้ำมันเป็นปกติ เนื่องจากต้องใช้เวลาหลายเดือนในการซ่อมแซมโรงงานผลิตและโครงสร้างพื้นฐานที่เสียหาย รวมถึงการฟื้นฟูการผลิตในแหล่งน้ำมันที่ปิดไป ทำให้มีความเป็นไปได้สูงว่ากำไรของบริษัทพลังงานไทยในปี พ.ศ. 2569 จะปรับตัวเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม ในระยะถัดไป ราคาน้ำมันดิบมีแนวโน้มปรับตัวลดลงเมื่อสถานการณ์เริ่มคลี่คลาย

จากมุมมองเชิงกลยุทธ์ ได้ปรับคำแนะนำสำหรับกลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานจาก UNDERWEIGHT เป็น NEUTRAL หุ้นที่แนะนำเป็นพิเศษ ได้แก่ บริษัท สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ SPRC และบริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TOP สำหรับโอกาสระยะสั้นจากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ/อิสราเอล-อิหร่าน

หุ้นที่น่าสนใจได้แก่ บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) หรือ BANPU ซึ่งอาจได้รับประโยชน์จากการย้ายความต้องการของตลาดจากก๊าซเป็นถ่านหิน และบริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ PTTEP ซึ่งมีความสัมพันธ์เชิงบวกอย่างใกล้ชิดกับราคาน้ำมันดิบ

PTTGC เร่งผลิต PE

ล่าสุดรายงานจากบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC เปิดเผยว่า บริษัทยังคงเดินเครื่องการผลิตเม็ดพลาสติกโพลีเอทิลีน (Polyethylene: PE) เต็มกำลัง ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่มีความผันผวน พร้อมสร้างความเชื่อมั่นว่าซัพพลายเม็ดพลาสติก PE ในประเทศยังอยู่ในระดับเพียงพอ ทั้งยังทำงานร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ คู่ค้า ลูกค้า และพันธมิตร เพื่อส่งมอบผลิตภัณฑ์ให้กับลูกค้าในประเทศได้อย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ความสามารถในการรักษาความต่อเนื่องของการผลิตดังกล่าว เป็นผลจากโครงสร้างการดำเนินธุรกิจแบบบูรณาการ (Integrated Value Chain) ของ PTTGC ที่เชื่อมโยงตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ทำให้สามารถบริหารจัดการวัตถุดิบและการผลิตได้อย่างยืดหยุ่น รวมถึงใช้วัตถุดิบที่ผลิตได้เอง (Internal Feedstock) ช่วยลดความเสี่ยงจากความผันผวนของตลาดโลก และรองรับข้อจำกัดของห่วงโซ่อุปทานในช่วงเวลานี้

สำหรับเม็ดพลาสติก PE ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์หลักของ PTTGC ประกอบด้วย HDPE, LDPE และ LLDPE เป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวัน เช่น ถุงก๊อปแก๊ป ฝาขวดน้ำดื่ม ฟิล์มถนอมอาหาร ขวดขุ่น ที่นิยมใช้สำหรับขวดบรรจุภัณฑ์แชมพูและผลิตภัณฑ์ดูแลร่างกาย แกลลอนน้ำ แท็งก์น้ำ แหอวน รวมถึงอุปกรณ์โครงสร้างพื้นฐานอย่าง ท่อน้ำ (สีดำ) และท่อร้อยสายไฟ

โดยบริษัทยังคงเดินเครื่องผลิตอย่างเต็มที่ พร้อมมุ่งเน้นการจัดสรรผลิตภัณฑ์เพื่อรองรับความต้องการในประเทศเป็นลำดับแรก ควบคู่กับการบริหารการส่งมอบอย่างใกล้ชิด เพื่อสนับสนุนให้ซัพพลายเพียงพอต่อความต้องการของตลาด และสนับสนุนผู้ประกอบการให้สามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง

ขณะที่สถานการณ์ปัจจุบันส่งผลให้เม็ดพลาสติกบางประเภท เช่น โพลิโพรพิลีน (Polypropylene: PP) มีความตึงตัวในบางช่วง จากความผันผวนของห่วงโซ่อุปทานและข้อจำกัดด้านการนำเข้า ดังนั้นเพื่อช่วยบรรเทาความตึงตัวดังกล่าว PTTGC เตรียมกลับมาเดินเครื่องโรงงานโอเลฟินส์อีกหนึ่งหน่วยในเดือนเมษายนนี้ ภายหลังหยุดซ่อมบำรุงตามแผนแล้วเสร็จ ซึ่งจะช่วยเพิ่มศักยภาพในการผลิตโพรพิลีน (Propylene) วัตถุดิบตั้งต้นของเม็ดพลาสติก PP ให้แก่ผู้ผลิตภายในประเทศ และสนับสนุนห่วงโซ่อุตสาหกรรมโดยรวม

โรงกลั่นเดินเครื่องเกิน 100%

ขณะที่บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT เปิดเผยว่า ปัจจุบันโรงกลั่นกลุ่ม ปตท. ประกอบด้วย โรงกลั่นน้ำมันของบริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TOP, โรงกลั่นของบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC และโรงกลั่นของบริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) หรือ IRPC ยังคงเดินเครื่องผลิตเฉลี่ย 105% ของกำลังการผลิต และเปิดคลังน้ำมันตลอด 24 ชั่วโมง 7 วัน เพื่อกระจายน้ำมันไปยังสถานีบริการและผู้ค้าส่งทั่วประเทศอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้จากข้อมูลการบริหารจัดการโรงกลั่นของกลุ่ม ปตท. พบว่าปริมาณการผลิตน้ำมันดีเซลเพิ่มขึ้น 7% จากระดับปกติ 48 ล้านลิตรต่อวัน เป็น 51.4 ล้านลิตรต่อวัน เพื่อรองรับความต้องการใช้น้ำมันในประเทศที่สูงขึ้น โดยน้ำมันที่ผลิตได้ถูกจัดสรรเข้าสู่ตลาดในประเทศเพิ่มขึ้น ซึ่งการจำหน่ายดีเซลในประเทศเพิ่มขึ้นจาก 42 ล้านลิตรต่อวัน เป็น 49.3 ล้านลิตรต่อวัน ขณะที่การส่งออกได้ปรับลดลงจาก 6.3 ล้านลิตรต่อวัน เหลือ 2 ล้านลิตรต่อวัน เพื่อให้มีน้ำมันเพียงพอต่อความต้องการภายในประเทศ อย่างไรก็ตาม สาเหตุที่ส่งออกไปยังเมียนมาและลาว เพราะเป็นประเทศที่ไทยต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงานไฟฟ้า ทั้งการซื้อกระแสไฟฟ้าที่ผลิตเข้าระบบสายส่ง และก๊าซธรรมชาติ เพื่อให้โรงไฟฟ้าในประเทศผลิตกระแสไฟฟ้า

ขณะเดียวกัน เพื่อเพิ่มสภาพคล่องของน้ำมันในตลาด โรงกลั่นในกลุ่ม ปตท. ได้นำน้ำมันสำรองออกมาใช้เพิ่มเติม ส่งผลให้ระดับน้ำมันสำรองในระบบการผลิตของโรงกลั่นจากระดับปกติประมาณ 250 ล้านลิตร เหลือประมาณ 220 ล้านลิตร ซึ่งเป็นปริมาณต่ำที่สุดที่โรงกลั่นสามารถดำเนินการได้ และใกล้เคียงกับปริมาณสำรองขั้นต่ำตามที่กฎหมายกำหนด

สำหรับในส่วนของสถานีบริการ ปัจจุบันพีทีที สเตชั่น ของบริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR เปิดให้บริการครบทุก 2,255 สถานีทั่วประเทศ และมีการเพิ่มรอบการขนส่งน้ำมันทั้งทางรถบรรทุก ท่อส่ง และเรือ อย่างเต็มกำลัง โดยเฉพาะการขนส่งทางรถบรรทุกซึ่งได้เพิ่มรอบการขนส่งสูงสุดตลอด 24 ชั่วโมง ภายใต้มาตรฐานความปลอดภัยของการขนส่งน้ำมัน โดย OR มีปริมาณการจำหน่ายน้ำมันเบนซินและดีเซลให้กับสถานีบริการเพิ่มขึ้น 14% จาก 41.37 ล้านลิตรต่อวัน เป็น 47.1 ล้านลิตรต่อวัน โดยเฉพาะดีเซลเพิ่มขึ้นประมาณ 18% จากระดับปกติ

นอกจากนี้กลุ่ม ปตท. ยังได้จัดสรรน้ำมันดีเซลให้แก่ผู้ค้าส่ง (Jobber) อย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยกระจายน้ำมันไปยังผู้ใช้น้ำมันในภาคขนส่ง เกษตร และภาคอุตสาหกรรม โดยในภาวะปกติกลุ่ม ปตท. จำหน่ายน้ำมันให้ Jobber ประมาณ 5 ล้านลิตรต่อวัน และหลังจากสถานการณ์เริ่มคลี่คลายได้เพิ่มการจำหน่ายกลับมาใกล้ระดับปกติที่ประมาณ 4.94 ล้านลิตรต่อวัน โดยกำหนดราคาขาย Jobber เท่ากับราคาขายที่หน้าสถานีบริการในพื้นที่

โดยกลุ่ม ปตท. ยังได้ดำเนินการเปิดเผยข้อมูลปริมาณน้ำมันในระบบตลอด Supply Chain ตั้งแต่การจัดหาน้ำมันดิบ การกลั่น การจัดเก็บในคลัง การขนส่ง ไปจนถึงการจำหน่าย เพื่อให้เกิดความโปร่งใส และสามารถติดตามการไหลของน้ำมันในระบบได้อย่างชัดเจน โดยมีการรายงานข้อมูลดังกล่าวต่อหน่วยงานภาครัฐอย่างต่อเนื่อง

Back to top button