PTT วางหมากโตระยะยาว ชู “LNG-Trading” เสริมเสถียรภาพพลังงานไทย

PTT เดินหน้าขับเคลื่อนยุทธศาสตร์เติบโตระยะยาว เร่งขยายธุรกิจ LNG และ Trading สู่การเป็น Global LNG Player พร้อมกระจายแหล่งจัดหาน้ำมันดิบ ลดความเสี่ยงจากตะวันออกกลางและความเสี่ยงจากวิกฤตพลังงานโลก และย้ำบทบาทบริษัทพลังงานแห่งชาติในการดูแลความมั่นคงพลังงานไทย


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (20 พ.ค.69) ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานไตรมาส 1/2569 บริษัทมีกำไรสุทธิ 25,738 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2,423 ล้านบาท หรือ 10.4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

ทั้งนี้ ท่ามกลางสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางและความผันผวนของราคาพลังงานโลก ปตท. ยังคงเดินหน้าบริหารจัดการความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศอย่างใกล้ชิด โดยอาศัยเครือข่ายธุรกิจการค้าระหว่างประเทศที่มีสำนักงานกระจายอยู่ทั่วโลก ทำให้สามารถปรับแผนจัดหาน้ำมันดิบจากแหล่งต่าง ๆ เพื่อทดแทนแหล่งจากตะวันออกกลางได้อย่างรวดเร็ว

ขณะเดียวกัน โรงกลั่นในกลุ่ม ปตท. ได้ลงทุนล่วงหน้ากว่า 111,000 ล้านบาท ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา เพื่อเพิ่มความเสถียรของเครื่องจักร (Reliability) และความยืดหยุ่น (Flexibility) ในการรองรับน้ำมันดิบจากหลายแหล่ง ประกอบกับมีการซ้อมแผนฉุกเฉินอย่างสม่ำเสมอ ทำให้กลุ่ม ปตท. สามารถรับมือภาวะวิกฤตได้ทันที

 

นอกจากนี้ กลุ่ม ปตท. ยังได้จัดตั้งศูนย์บริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ (PTT Incident Command System: PTT ICS) เพื่อบริหารจัดการธุรกิจตลอดห่วงโซ่อุปทาน โดยในช่วงเดือนมีนาคมและเมษายนที่ผ่านมา โรงกลั่นในกลุ่ม ปตท. เดินเครื่องเต็มกำลังมากกว่า 100% ภายใต้มาตรฐานความปลอดภัย ขณะที่ธุรกิจปิโตรเคมีเดินเครื่องเต็มกำลัง เพื่อสร้างความมั่นคงด้านอุปทานให้แก่อุตสาหกรรมต่อเนื่อง

สำหรับธุรกิจก๊าซธรรมชาติ ปตท. ได้ปรับแผนการจัดหาและการผลิตเพื่อส่งให้โรงไฟฟ้าและภาคอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง โดยจัดหา Spot LNG จากประเทศนอกกลุ่มตะวันออกกลางตามที่ได้รับมอบหมายจากภาครัฐ พร้อมเลื่อนแผนซ่อมบำรุงโรงแยกก๊าซฯ หน่วยที่ 6 เพื่อให้ทุกหน่วยเดินเครื่องเต็มกำลัง และสามารถผลิต LPG เข้าสู่ระบบได้ตามแผน

ปตท. ยังบริหารสภาพคล่องทางการเงินเพื่อรองรับการรักษาความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ โดยจัดเตรียมสภาพคล่องเพิ่มขึ้นถึง 230,000 ล้านบาท ประกอบด้วย หลักประกันในการจัดซื้อน้ำมันดิบประมาณ 63,000 ล้านบาท เงินทุนหมุนเวียนสำหรับการจัดหาน้ำมันและก๊าซฯ ประมาณ 137,000 ล้านบาท และเงินค้างชำระของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงจากการชดเชยราคาประมาณ 35,000 ล้านบาท ส่งผลให้มีต้นทุนทางการเงินเพิ่มขึ้นกว่า 600 ล้านบาทต่อเดือน หรือประมาณ 7,000 ล้านบาทต่อปี

ด้านแผนธุรกิจ ปตท. ยังคงเดินหน้าขับเคลื่อนธุรกิจหลัก Hydrocarbon โดย ปตท.สผ. เร่งสำรวจและผลิตเพื่อเสริมความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศและขยายการเติบโตในต่างประเทศ ขณะที่ธุรกิจ LNG เร่งขยายพอร์ตสู่การเป็น Global LNG Player ตามเป้าหมาย 10 ล้านตันต่อปี ภายในปี 2573 และเพิ่มเป็น 15 ล้านตันต่อปี ภายในปี 2578

ส่วนธุรกิจปิโตรเคมีและการกลั่น ปตท. ในฐานะผู้ถือหุ้นของบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC สนับสนุนการศึกษาความร่วมมือทางธุรกิจระหว่าง PTTGC และบริษัท เอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCGC ในธุรกิจโอเลฟินส์และพอลิโอเลฟินส์ ตามยุทธศาสตร์ P&R Portfolio Reshape เพื่อสร้าง Synergy และยกระดับอุตสาหกรรมปิโตรเคมีไทยสู่ National Champion

ขณะเดียวกัน ปตท. ยังให้ความสำคัญกับการดำเนินงานด้านความยั่งยืน โดยได้รับคัดเลือกให้อยู่ในดัชนี Dow Jones Best-in-Class Index ต่อเนื่องเป็นปีที่ 14 พร้อมเดินหน้าพัฒนาโครงการดักจับและกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ หรือ CCS โดยมี ปตท.สผ. เป็นผู้นำร่องโครงการ CCS ที่แหล่งก๊าซธรรมชาติโครงการอาทิตย์ในอ่าวไทย ซึ่งตั้งเป้าเริ่มกระบวนการเก็บกักคาร์บอนในปี 2571

ดร.คงกระพัน กล่าวเพิ่มเติมว่า ภาพรวมสถานการณ์พลังงานของประเทศในปัจจุบันยังอยู่ในระดับที่สามารถบริหารจัดการได้ โดยเฉพาะการจัดหาน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์น้ำมัน ซึ่งกลุ่ม ปตท. ยังมีวัตถุดิบและปริมาณสำรองเพียงพอต่อความต้องการใช้ภายในประเทศ ไม่ได้อยู่ในภาวะขาดแคลนสินค้า แม้สถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางและความผันผวนของราคาพลังงานโลกจะสร้างแรงกดดันต่อต้นทุนและระบบจัดหาก็ตาม

อย่างไรก็ตาม จากราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น ทำให้ความต้องการใช้น้ำมันบางประเภทเริ่มชะลอตัว โดยเฉพาะดีเซลและผลิตภัณฑ์น้ำมันบางกลุ่ม ส่งผลให้ปริมาณสินค้าในถังเก็บและคลังน้ำมันของโรงกลั่นบางแห่งเพิ่มสูงขึ้น จึงอาจจำเป็นต้องปรับลดกำลังการผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการใช้จริงในตลาด โดยการบริหารกำลังการผลิตของแต่ละโรงกลั่นจะขึ้นอยู่กับข้อจำกัดด้านวัตถุดิบ ลูกค้า ประเภทผลิตภัณฑ์ และความสามารถในการจัดเก็บ

ในส่วนของน้ำมันดิบจำนวนหนึ่งเป็นการสั่งซื้อล่วงหน้าหลายเดือนก่อนหน้า ในช่วงที่ตลาดมีความกังวลต่อความเสี่ยงด้านอุปทาน แต่เมื่อสินค้ามาถึงในช่วงที่ความต้องการใช้ลดลงและพื้นที่จัดเก็บเริ่มจำกัด บางโรงกลั่นอาจต้องพิจารณาขายต่อหรือบริหารจัดการสินค้าในรูปแบบอื่น แม้อาจไม่ใช่รายการที่สร้างกำไรสูง แต่เป็นสิ่งที่ต้องดำเนินการเพื่อให้การบริหารระบบโดยรวมเป็นไปอย่างเหมาะสม

สำหรับประเด็นการแทรกแซงราคาหน้าโรงกลั่นจากภาครัฐ ดร.คงกระพันระบุว่า ปตท. มองว่าเป็นมาตรการระยะสั้นในช่วงสถานการณ์ไม่ปกติ และกลุ่ม ปตท. พร้อมให้ความร่วมมือกับภาครัฐภายใต้แนวทางที่เหมาะสม ขณะที่ผลประกอบการธุรกิจโรงกลั่นยังต้องติดตามต่อเนื่อง โดยเฉพาะไตรมาส 2/2569 จากปัจจัยค่าพรีเมียมวัตถุดิบและต้นทุนเดิมที่อาจสะท้อนเข้ามาในช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคม

ทั้งนี้ ธุรกิจโรงกลั่นไม่ได้รับประโยชน์จากความผันผวนของราคาน้ำมันเสมอไป เนื่องจากในช่วงราคาขาขึ้นอาจดูเหมือนมีแรงหนุน แต่หากราคาปรับตัวลงแรง ธุรกิจจะได้รับผลกระทบจากมูลค่าสต๊อกและต้นทุนวัตถุดิบที่ซื้อไว้ก่อนหน้า ดังนั้น โดยพื้นฐานแล้วธุรกิจโรงกลั่นต้องการภาวะราคาที่มีเสถียรภาพมากกว่า

ส่วนแนวโน้มธุรกิจของกลุ่ม ปตท. ในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 ดร.คงกระพันประเมินว่า ธุรกิจต้นน้ำ หรือธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียม รวมถึงธุรกิจ Trading จะเป็นกลุ่มสำคัญที่ช่วยสนับสนุนผลประกอบการ ขณะที่ธุรกิจปิโตรเคมีมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น ส่วนธุรกิจโรงกลั่นยังต้องติดตามผลกระทบจากต้นทุนวัตถุดิบ ค่าพรีเมียม และความผันผวนของราคาน้ำมันอย่างใกล้ชิด

ดร.คงกระพัน ย้ำว่า ปตท. มี 2 บทบาทสำคัญ คือการเป็นรัฐวิสาหกิจและบริษัทพลังงานแห่งชาติ ควบคู่กับการเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่ต้องดูแลผู้ถือหุ้น โดยในภาวะปกติบริษัทจะบริหารสมดุลทั้งสองด้านไปพร้อมกัน แต่ในช่วงวิกฤตพลังงานระดับโลก ปตท. จำเป็นต้องให้ความสำคัญกับบทบาทด้านความมั่นคงพลังงาน การช่วยเหลือประชาชน และการสนับสนุนภาครัฐเป็นลำดับแรก

สำหรับแผนการจัดหาวัตถุดิบและการกระจายความเสี่ยงด้านน้ำมันดิบ ดร.คงกระพันระบุว่า ก่อนเกิดวิกฤต กลุ่ม ปตท. มีสัดส่วนการนำเข้าน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางประมาณ 60-70% แต่ในช่วงที่สถานการณ์ตึงเครียดที่สุด บริษัทสามารถลดสัดส่วนดังกล่าวลงเหลือประมาณ 30% โดยอาศัยเครือข่ายจัดหาจากหลายภูมิภาค ทั้งสหรัฐฯ แอฟริกา ลาตินอเมริกา และแหล่งอื่น ๆ ควบคู่กับการบริหารต้นทุน ค่าขนส่ง ค่าพรีเมียม และความเหมาะสมของวัตถุดิบแต่ละเกรดต่อการกลั่น

ในประเด็นข้อจำกัดด้านการส่งออกผลิตภัณฑ์น้ำมัน ดร.คงกระพันกล่าวว่า โรงกลั่นได้หารือกับภาครัฐแล้ว และอยู่ระหว่างกระบวนการพิจารณาที่เกี่ยวข้อง เนื่องจากหากไม่สามารถส่งออกได้ตามความเหมาะสม อาจส่งผลให้โรงกลั่นต้องปรับลดกำลังการผลิตเพิ่มเติม โดยเฉพาะในช่วงที่มีเรือขนาดใหญ่ทยอยเข้ามาและพื้นที่จัดเก็บเริ่มมีข้อจำกัด

สำหรับธุรกิจ LNG ดร.คงกระพันระบุว่า เป็นธุรกิจที่ต่อยอดจากความเชี่ยวชาญหลักของ ปตท. เนื่องจากบริษัทมีประสบการณ์ในธุรกิจก๊าซมากว่า 30-40 ปี มีโครงสร้างพื้นฐาน ระบบซื้อขาย และความสามารถด้าน Trading อยู่แล้ว โดยปีที่ผ่านมา ปริมาณ LNG Trading อยู่ที่ประมาณ 3 ล้านตัน และปีนี้มีนโยบายให้เพิ่มปริมาณมากขึ้น แต่ยังเร็วเกินไปที่จะระบุตัวเลขเป้าหมายที่ชัดเจน

ด้านการหาพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ ดร.คงกระพันกล่าวว่า ปตท. ยังคงเดินหน้าพูดคุยกับพันธมิตรระดับโลก โดยภาพพื้นฐานและเหตุผลเชิงยุทธศาสตร์ยังไม่เปลี่ยนแปลง อย่างไรก็ตาม ภายใต้สถานการณ์โลกที่ไม่ปกติ ทั้ง ปตท. และพันธมิตรจำเป็นต้องประเมินเงื่อนไขการลงทุนอย่างรอบคอบมากขึ้น เนื่องจากราคาพลังงาน ค่าพรีเมียมวัตถุดิบ ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ และผลตอบแทนทางเศรษฐศาสตร์ของโครงการอาจเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม

สำหรับแผน Monetization เพื่อเสริมสภาพคล่องราว 100,000 ล้านบาท ดร.คงกระพันระบุว่า แผนดังกล่าวยังเดินหน้าอยู่ โดยบางรายการอาจต้องทบทวนตามสถานการณ์ ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติ ทั้งนี้ Monetization ไม่ได้มีเป้าหมายเพียงเพื่อเพิ่มสภาพคล่องเท่านั้น แต่ยังเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารสินทรัพย์ เช่น โครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ ให้ถูกจัดวางในรูปแบบที่เหมาะสมและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อกลุ่ม ปตท.

ขณะที่นโยบายเปลี่ยนผ่านพลังงานไปสู่พลังงานสะอาด ดร.คงกระพันระบุว่า ปตท. สนับสนุนนโยบายดังกล่าว แต่การเปลี่ยนผ่านต้องใช้เวลาอีกหลายปี เนื่องจากพลังงานสะอาดยังมีข้อจำกัดด้านความต่อเนื่องของการผลิต โครงสร้างพื้นฐาน และต้นทุน ดังนั้น ก๊าซธรรมชาติยังคงเป็นพลังงานสำคัญในช่วงเปลี่ยนผ่านอีก 10-20 ปีข้างหน้า ควบคู่กับการลดคาร์บอนและสนับสนุนการลงทุนด้านพลังงานสะอาดผ่านบริษัทในกลุ่ม เช่น GPSC

สำหรับการดำเนินงานเพื่อสังคม ปตท. ช่วยลดภาระค่าครองชีพด้านพลังงานของประชาชน เบื้องต้นมีมูลค่ารวมประมาณ 13,000 ล้านบาท พร้อมให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ ส่งเสริมผู้ด้อยโอกาส ผู้สูงวัย เกษตรกร และชุมชนให้มีอาชีพและรายได้ที่ยั่งยืน

ทั้งนี้ ที่ประชุมผู้ถือหุ้นได้อนุมัติจ่ายเงินปันผลในอัตรา 2.30 บาทต่อหุ้น โดยเป็นเงินปันผลจ่ายสำหรับผลประกอบการประจำปี 2.10 บาทต่อหุ้น และเงินปันผลพิเศษเป็นครั้งแรกอีก 0.20 บาทต่อหุ้น พร้อมอนุมัติวงเงินกู้เพื่อสำรองการดำเนินงานและการขยายงานในอนาคต

“แม้สถานการณ์พลังงานโลกในปีนี้ยังมีความผันผวนสูง แต่ ปตท. จะเดินหน้าบริหารจัดการอย่างเต็มความสามารถ เพื่อรักษาความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ ควบคู่กับการดูแลผลประกอบการและผลตอบแทนผู้ถือหุ้นอย่างเหมาะสม โดยทุกมาตรการบริหารความเสี่ยงมีต้นทุน แต่เป็นต้นทุนที่ ปตท. เลือกดำเนินการ เพื่อให้ประเทศมีพลังงานใช้อย่างต่อเนื่องและมั่นคงในทุกสถานการณ์” ดร.คงกระพัน กล่าวทิ้งท้าย

Back to top button