
GULF เด้ง 2% โบรกชูเป้า 69 บาท บุ๊กพิเศษขาย “โรงไฟฟ้าปากลาย” ไตรมาส 2 เฉียด 2 พันล้าน
GULF วิ่ง 2% โบรกแนะนำซื้อเป้า 69 บาท คาดเตรียมรับรู้กำไรพิเศษจากการขายหุ้น 51% ในโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำปากลายประมาณ 1.8-2.0 พันล้านบาท ภายในไตรมาส 2/69
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (3 เม.ย.69) ราคาหุ้น บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF ณ เวลา 10:18 น. อยู่ที่ระดับ 60.75 บาท บวก 1 บาท หรือ 1.67% สูงสุดที่ระดับ 60.75 บาท ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 577.49 ล้านบาท
บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KS เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 2 เมษายนที่ผ่านมา GULF ได้รายงานต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเกี่ยวกับการจำหน่ายสัดส่วนการถือหุ้น 51% ในโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำปากลาย (กำลังการผลิต 770 เมกะวัตต์ ตั้งอยู่ใน สปป.ลาว) ให้กับบริษัท JH International ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนระหว่าง J-Power และ Hazama Ando โดยคิดเป็นมูลค่ารวม 145 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 4.8 พันล้านบาท ทั้งนี้ สัดส่วนการจำหน่ายดังกล่าวประกอบด้วยการถือหุ้นทางตรง 40% และการถือหุ้นทางอ้อมอีก 11% ผ่านบริษัท GHH
สำหรับโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำปากลาย เป็นโรงไฟฟ้าประเภทน้ำไหลผ่านตลอดปี (Run-of-River) ที่ไม่มีอ่างเก็บน้ำ โดยมีสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (PPA) ระยะยาว 29 ปี กับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และมีกำหนดเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ (COD) ในปี 2576 การทำธุรกรรมในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงกลยุทธ์ที่สำคัญของ GULF ในการดึงพันธมิตรต่างชาติที่มีความแข็งแกร่งเข้ามาร่วมงาน เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการพัฒนาโครงการและกระจายความเสี่ยง โดย J-Power ถือเป็นพันธมิตรระยะยาวในหลายโครงการ ขณะที่ Hazama Ando มีความเชี่ยวชาญด้านโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่และการก่อสร้างเขื่อน
ด้านผลการดำเนินงาน ประเมินว่า GULF จะสามารถรับรู้กำไรจากการขายหุ้นและการปรับมูลค่ายุติธรรมรวมประมาณ 1.8 – 2.0 พันล้านบาท ในช่วงไตรมาส 2/2569 ซึ่งเมื่อย้อนกลับไปในเดือนกรกฎาคม 2568 บริษัทได้เข้าซื้อหุ้นเพิ่ม 60% จาก Sinohydro ด้วยมูลค่าประมาณ 128 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ทำให้สัดส่วนการถือหุ้นเพิ่มจาก 40% เป็น 100% ส่งผลให้การประเมินมูลค่าหุ้น (Equity Valuation) ของโครงการในขณะนั้นอยู่ที่ 213 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ขณะที่การขายหุ้นล่าสุดสะท้อนมูลค่าโครงการที่เพิ่มขึ้นไปถึง 284 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ถือเป็นการเติบโตอย่างมีนัยสำคัญในเวลาไม่ถึง 1 ปี โดยกำไรที่จะรับรู้จะช่วยหนุนผลประกอบการระยะสั้น เป็นปัจจัยบวกต่อราคาหุ้น และสะท้อนความสามารถในการบริหารจัดการเงินทุน (Capital Recycling) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ทั้งนี้ แม้กำไรในระยะใกล้จะเป็นบวก แต่การจำหน่ายหุ้นดังกล่าวจะทำให้สัดส่วนผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของ GULF ในสินทรัพย์ระยะยาวลดลง เนื่องจากโครงการนี้มีกระแสเงินสดที่มั่นคงและคาดการณ์ได้จากสัญญา PPA ถึง 29 ปี โดยมีการประเมินกำไรของโครงการจะอยู่ที่ประมาณ 3.0 – 3.5 พันล้านบาทต่อปี ซึ่งภายหลังจากการขายหุ้น คาดว่าส่วนแบ่งกำไรที่บริษัทจะรับรู้จะลดลงมาอยู่ที่ระดับ 1.5 – 1.7 พันล้านบาท
อย่างไรก็ดี โครงสร้างพอร์ตธุรกิจของ GULF ยังคงมีความมั่นคงและเน้นความเสี่ยงต่ำ เนื่องจากกำลังการผลิตส่วนใหญ่มีสัญญา PPA ระยะยาวกับ กฟผ. ทำให้มีความเสี่ยงจากกลุ่มลูกค้าอุตสาหกรรมค่อนข้างจำกัด โครงสร้างดังกล่าวถือว่าเหมาะสมอย่างยิ่งในภาวะที่ความไม่แน่นอนด้านพลังงานโลกเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่อาจผลักดันให้ราคาก๊าซปรับตัวสูงขึ้นตั้งแต่ไตรมาส 2/2569 เป็นต้นไป ขณะที่ค่าไฟฟ้าในประเทศมีแนวโน้มที่จะถูกตรึงราคาไว้ ดังนั้น บริษัทจึงยังคงศักยภาพในการบริหารความผันผวนด้านต้นทุนได้ดี และรักษาความชัดเจนของกำไรในระดับสูงไว้ได้
ด้านคำแนะนำการลงทุน KS ยังคงให้คำแนะนำ “ซื้อ” สำหรับหุ้น GULF แต่ปรับลดราคาเป้าหมายลงจาก 69.00 บาท เป็น 66.00 บาท เพื่อสะท้อนถึงสัดส่วนการถือครองหุ้นในโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำปากลายที่ลดลง โดยราคาเป้าหมายดังกล่าวคำนวณด้วยวิธี SOTP และใช้อัตราผลตอบแทนที่ต้องการ (WACC) ที่ 4.4% ทั้งนี้ ณ ระดับราคาปัจจุบัน หุ้นของบริษัทมีการซื้อขายที่ระดับอัตราส่วนราคาต่อกำไรสุทธิ (PER) และอัตราส่วนราคาต่อมูลค่าทางบัญชี (PBV) ของปี 2569 อยู่ที่ 26.5 เท่า และ 2.8 เท่า ตามลำดับ


