
ASPS ชี้ตลาดโลกผวา “เงินเฟ้อพุ่ง-ดอกเบี้ยขาขึ้น” แนะหลบภัยหุ้นปันผลสูง-ESG รับกองทุน TISA
ASPS ประเมินตลาดหุ้นโลกเผชิญแรงเทขายอย่างหนักหลังความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ปะทุ ดันราคาน้ำมันดิบเบรนท์พุ่งเหนือ 93 ดอลลาร์ และเงินเฟ้อสหรัฐฯ แตะ 4.2% เร่งตัวสูงสุดในรอบกว่า 3 ปี กดดันธนาคารกลางทั่วโลกจ่อขึ้นดอกเบี้ย แนะกลยุทธ์ลงทุน "หุ้นปันผลสูง ควบคู่เรตติ้ง ESG ระดับ AAA" ชี้เป็นหลุมหลบภัยชั้นดีและเป็นเป้าหมายสำคัญของกองทุน TISA
บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด (มหาชน) หรือ ASPS เปิดเผยว่า ท่ามกลางสภาวะตลาดที่มีความผันผวนสูง แนะนำกลยุทธ์การลงทุนโดยมองหาหลุมหลบภัยในตลาดหุ้นไทย มุ่งเน้นไปที่หุ้นที่มีอัตราการจ่ายเงินปันผลสูง (High Dividend Yield) ควบคู่กับมีผลการประเมินเรตติ้ง ESG ในระดับ AAA ซึ่งคาดว่าจะตกเป็นเป้าหมายสำคัญในการเข้าซื้อของนักลงทุนสถาบันและนักลงทุนต่างชาติ หากโครงการกองทุน TISA (Thailand Individual Savings Account) มีความคืบหน้าเพิ่มขึ้น
โดยกลุ่มหุ้นเป้าหมายที่โดดเด่น ประกอบด้วย กลุ่มธนาคารและค้าปลีก ได้แก่ บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCB, ธนาคารเกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) หรือ KKP, บริษัท ทิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TISCO, ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTB, ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KBANK และ บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ HMPRO ส่วนกลุ่มพลังงานและกลุ่มอื่นๆ ได้แก่ บริษัท แลนด์แอนด์เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) หรือ LH, บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TOP, บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT, บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ CPF และ บริษัท ราช กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ RATCH
ขณะเดียวกัน หุ้นเด่นประจำวัน (Prime Picks) ที่แนะนำ ได้แก่ บริษัท กรุงเทพประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) หรือ BLA, บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ CPALL และ บริษัท แพลน บี มีเดีย จำกัด (มหาชน) หรือ PLANB นอกจากนี้ ในส่วนของประเด็นการลงทุนในต่างประเทศเพิ่มเติม แนะนำให้ลงทุนในหุ้นที่น่าสนใจผ่านผลิตภัณฑ์ Global Gem ประจำวัน ได้แก่ ตราสารแสดงสิทธิในหลักทรัพย์ต่างประเทศ (DR) ตัวแทนหุ้นเป๊ปซี่โค คือ PEP80 และตัวแทนหุ้นไนกี้ คือ NIKE80
สำหรับกลยุทธ์การลงทุน เมื่ออ้างอิงจากสถิติในอดีตช่วงเดือนธันวาคม 2564 ถึงเดือนมีนาคม 2565 ซึ่งเป็นช่วงที่ธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) เริ่มปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยก่อนธนาคารกลางสหรัฐฯ พบว่าตลาดหุ้นโลกปรับตัวลดลง -7.9% แต่ตลาดหุ้นไทย (SET Index) กลับสามารถปรับตัวเพิ่มขึ้นสวนทางได้ +0.84% เนื่องจากเม็ดเงินมักจะไหลเข้าสู่หุ้นกลุ่มปลอดภัย (Defensive) และหุ้นคุณค่า (Value) เช่น กลุ่มการแพทย์ ปรับตัวเพิ่มขึ้น +11.97% กลุ่มสื่อสาร ปรับตัวเพิ่มขึ้น +8.91% รวมถึงกลุ่มธนาคาร กลุ่มพลังงาน และกลุ่มพาณิชย์
ทั้งนี้ ตลาดหุ้นโลกกำลังเผชิญกับแรงเทขายอย่างหนักจนเกิดสภาวะดิ่งลงรุนแรง ล่าสุดตลาดหุ้นสหรัฐอเมริการ่วงลงแรงประมาณ -1.6% ถึง -2.0% นำโดยแรงเทขายในกลุ่มเทคโนโลยี ท่ามกลางปัจจัยกดดันสำคัญที่กลับมารบกวนบรรยากาศการลงทุนอีกครั้ง
โดยปัจจัยกดดันดังกล่าวประกอบด้วย ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ หลังจากสหรัฐฯ ได้เปิดฉากโจมตีเป้าหมายหลายแห่งในประเทศอิหร่านเป็นวันที่ 2 ติดต่อกัน ส่งผลให้ความหวังในการเจรจาหยุดยิงสั่นคลอนและมีความเสี่ยงที่จะยืดเยื้อ สถานการณ์นี้ผลักดันให้ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (BRENT) พุ่งสูงขึ้นจนยืนเหนือระดับ 93 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล
ขณะเดียวกัน ดัชนีราคาผู้บริโภคหรืออัตราเงินเฟ้อทั่วไป (CPI) ของสหรัฐฯ ประจำเดือนพฤษภาคม 2026 ขยายตัวถึง 4.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งเป็นการเร่งตัวขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบกว่า 3 ปี โดยมีสาเหตุหลักมาจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นจนแซงหน้าการเติบโตของค่าจ้างแรงงาน ปัจจัยนี้อาจเพิ่มความเสี่ยงกดดันให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) ต้องกลับมาพิจารณาปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในช่วงปลายปี นอกจากนี้ ตลาดการเงินโลกยังอยู่ในช่วงรอยต่อของการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย โดยคาดว่าธนาคารกลางยุโรป (ECB) จะเริ่มปรับทิศทางอัตราดอกเบี้ยเป็นขาขึ้นในวันนี้ (11 มิถุนายน) และตามด้วยธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ในวันที่ 16 มิถุนายน 2026
จากสถานการณ์ดังกล่าว ฝ่ายวิจัยระบุว่า ตลาดการเงินกำลังส่งสัญญาณก้าวเข้าสู่สภาวะ “DE-RISKING MODE” หรือการเทขายสินทรัพย์เพื่อลดความเสี่ยงอย่างชัดเจน ผ่าน 3 สัญญาณเตือนสำคัญ ได้แก่ ประการแรก เม็ดเงินลงทุนต่างชาติ (Fund Flow) ไหลออกอย่างหนัก โดยนับตั้งแต่ต้นเดือนที่ผ่านมา เม็ดเงินต่างชาติได้ไหลออกจากตลาดหุ้นทั่วภูมิภาคเอเชีย นำโดยประเทศเกาหลีใต้ มียอดไหลออก -1.4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ไต้หวัน -1.1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ อินเดีย -4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ รวมถึงตลาดหุ้นไทยที่มีเม็ดเงินไหลออก -5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ประการที่สอง สินทรัพย์ปลอดภัย (Safe Haven) เริ่มส่งสัญญาณอ่อนแอ โดยราคาทองคำที่เคยปรับตัวขึ้นสูงสุดถึง +30% ในปีนี้ กลับเผชิญแรงเทขายอย่างหนักจนทำให้ผลตอบแทนพลิกกลับมาติดลม -5.7% นับตั้งแต่ต้นปี สะท้อนถึงการที่นักลงทุนหันมาเลือกถือครองเงินสดเพื่อลดความเสี่ยงแทน และประการที่สาม ตลาดได้เปลี่ยนมุมมองต่อหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) จากเดิมที่เน้นเรื่องการเติบโต ไปสู่ความเสี่ยงด้านงบดุลและกระแสเงินสด (Balance Sheet Risk) แทน
โดยเพิ่มความระมัดระวังเกี่ยวกับกระแสเงินสดและภาระหนี้สิน ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ หุ้นของ Oracle Corporation หรือ ORCL US ที่แม้จะรายงานผลกำไรและรายได้ในไตรมาสที่ 4 ของปี 2026 ดีกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ แต่ราคาหุ้นในช่วงนอกเวลาทำการ (After-hours) กลับร่วงลงถึง -10% หลังจากบริษัทประกาศแผนระดมทุนเพิ่มอีก 4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อนำไปลงทุนด้าน AI ซึ่งสร้างความกังวลให้แก่ตลาดในเรื่องกระแสเงินสดที่อาจติดลบ
อย่างไรก็ตาม ความต้องการชิป AI ในภาพรวมยังคงแข็งแกร่ง สะท้อนจากรายได้ประจำเดือนพฤษภาคมของ Taiwan Semiconductor Manufacturing Company Limited หรือ TSMC ที่ทำสถิติสูงสุดใหม่ด้วยการเติบโตถึง +30% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
