GULF-BGRIM-GPSC วิ่งคึก! รับแผน PDP 2026-Direct PPA หนุนดีมานด์ดาต้าเซ็นเตอร์

GULF-BGRIM-GPSC กอดคอบวก รับความคืบหน้า PDP 2026 จ่อเปิดร่างเดือน ก.ย. หนุนลงทุนโรงไฟฟ้าใหม่-Direct PPA รองรับดาต้าเซ็นเตอร์ ด้าน KKPS แนะนำ “ซื้อ” ทั้ง 3 หุ้น ให้ราคาเป้าหมาย GULF อยู่ที่ 75 บาท BGRIM อยู่ที่ 25 บาท และ GPSC อยู่ที่ 60 บาท


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (25 ส.ค. 2569) ราคาหุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้าปรับตัวเพิ่มขึ้น โดย ณ เวลา 10:58 น. หุ้นบริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BGRIM อยู่ที่ระดับ 19.30 บาท บวก 0.70 บาท หรือ 3.76% ราคาสูงสุด 19.40 บาท ราคาต่ำสุด 18.70 บาท ด้วยมูลค่าซื้อขาย 556.24 ล้านบาท

บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF ราคาหุ้นอยู่ที่ระดับ 63.75 บาท บวก 0.75 บาท หรือ 1.19% ราคาสูงสุด 63.75 บาท ราคาต่ำสุด 63.25 บาท ด้วยมูลค่าซื้อขาย 226.36 ล้านบาท

บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC ราคาหุ้นอยู่ที่ระดับ 52.75 บาท บวก 2.25 บาท หรือ 4.46% ราคาสูงสุด 52.75 บาท ราคาต่ำสุด 51.00 บาท ด้วยมูลค่าซื้อขาย 599.90 ล้านบาท

บริษัทหลักทรัพย์ เกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) หรือ KKPS ปรับมุมมองต่อกลุ่มสาธารณูปโภคไทยเป็นเชิงบวกมากขึ้น หลังเห็นสัญญาณสนับสนุนจากการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสีเขียวของประเทศไทย ทั้งการซื้อขายไฟฟ้าโดยตรง หรือ Direct PPA เพื่อรองรับศูนย์ข้อมูล และโอกาสเพิ่มกำลังผลิตภายใต้แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าฉบับใหม่ หรือ PDP 2026

หลังปรับสมมติฐานการดำเนินงานและรวมรายได้จาก Direct PPA ซึ่งคาดว่าจะเริ่มรับรู้ในช่วงปี 2572-2573 ฝ่ายวิจัยปรับเพิ่มประมาณการกำไรปี 2570-2573 ของ GULF ขึ้น 12-26% ขณะที่ปรับเพิ่มประมาณการกำไรของ GPSC เฉลี่ย 6% และ BGRIM เฉลี่ย 15%

KKPS มองว่าร่าง PDP 2026 ซึ่งคาดว่าจะเปิดเผยในเดือนกันยายน 2569 อาจเปิดทางให้เกิดการลงทุนกำลังผลิตไฟฟ้าเพิ่มเติม และเป็นจุดเริ่มต้นของการปรับเพิ่มมูลค่าหุ้นทั้งกลุ่ม อย่างไรก็ตาม ผลบวกจากการประมูลโครงการภายใต้ PDP 2026 ยังไม่รวมอยู่ในประมาณการและราคาเป้าหมายปัจจุบัน จึงมีโอกาสสร้างอัพไซด์เพิ่มเติมหากทั้ง 3 บริษัทได้รับโครงการใหม่

สำหรับ Direct PPA ฝ่ายวิจัยประเมินกำลังผลิตของ GULF ที่ 2,000 เมกะวัตต์, GPSC จำนวน 500 เมกะวัตต์ และ BGRIM จำนวน 300 เมกะวัตต์ โดยคาดว่าจะเริ่มรับรู้รายได้ในช่วงปี 2572-2573 และสร้างมูลค่าเพิ่มต่อหุ้น 4.59 บาท, 3.50 บาท และ 1.45 บาท ตามลำดับ

ขณะที่อัตราผลตอบแทนโครงการคาดอยู่ในช่วง 12.9-18% ขึ้นอยู่กับขนาดโครงการ ต้นทุนทางการเงิน และศักยภาพการดำเนินงานของแต่ละบริษัท โดยความต้องการใช้ไฟฟ้าจากศูนย์ข้อมูลในประเทศไทยอาจเพิ่มขึ้นแตะ 9 กิกะวัตต์ภายในปี 2579 เปิดโอกาสให้กำลังผลิตขยายตัวสูงกว่าสมมติฐานปัจจุบัน

นอกจากนี้ กำลังผลิตจากโครงการเดิมของทั้ง 3 บริษัทมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่องอยู่แล้ว โดยช่วงปี 2569-2573 คาดว่ากำลังผลิตของ GPSC จะเพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 16% ส่วน GULF และ BGRIM เพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 6% ขณะที่การประมูลโครงการภายใต้ PDP 2026 จะเข้ามาเสริมการเติบโตเพิ่มเติม

KKPS ระบุว่า ปัจจัยชี้ขาดความได้เปรียบในการประมูลประกอบด้วยต้นทุนทางการเงินที่แข่งขันได้ ต้นทุนการก่อสร้างและจัดซื้อที่เหมาะสม ตลอดจนศักยภาพในการดำเนินโครงการ โดยมองว่า GULF มีความได้เปรียบในการแข่งขันสูงสุด หากมีการเปิดประมูลโครงการใหม่ภายใต้ PDP 2026

จากสถิติในอดีต การประกาศแผน PDP มักเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของมูลค่าหุ้นกลุ่มสาธารณูปโภค โดยหลังการประกาศ ราคาหุ้นกลุ่มดังกล่าวปรับขึ้นเฉลี่ย 10% เทียบกับดัชนี SET ที่เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 5% ขณะที่อัตราส่วนราคาต่อกำไรขยายตัว 14-38% โดยการปรับขึ้นเด่นมักเกิดในช่วง 6-12 เดือนหลังการประกาศแผน

สำหรับ GULF ยังมีปัจจัยสนับสนุนเฉพาะตัว หลังบริษัทร่วมทุน 3 แห่งลงนามสัญญาเงินกู้กับสถาบันการเงินชั้นนำทั้งในและต่างประเทศรวม 6 แห่ง วงเงินไม่เกิน 8,600 ล้านบาท ระยะเวลากู้ 22 ปี เพื่อพัฒนาโรงไฟฟ้าพลังงานลมในประเทศไทย 3 โครงการ มูลค่าลงทุนรวม 11,700 ล้านบาท

โครงการดังกล่าวประกอบด้วย โครงการอีสานพลังงานสะอาด จังหวัดมุกดาหาร ขนาด 90 เมกะวัตต์, โครงการอัลฟ่า วัน จังหวัดชุมพร ขนาด 48 เมกะวัตต์ และโครงการอัลฟ่า ทู จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ขนาด 70 เมกะวัตต์ รวมกำลังผลิตติดตั้ง 208 เมกะวัตต์ โดยมีกำหนดเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ในปี 2570

ทั้งนี้ KKPS ปรับราคาเป้าหมาย GULF เป็น 75 บาท พร้อมคงคำแนะนำ “ซื้อ”, ปรับราคาเป้าหมาย GPSC เป็น 60 บาท พร้อมเพิ่มคำแนะนำเป็น “ซื้อ” และปรับราคาเป้าหมาย BGRIM เป็น 25 บาท พร้อมคงคำแนะนำ “ซื้อ” สะท้อนสมมติฐานใหม่ ผลตอบแทนจาก Direct PPA และการเลื่อนฐานประเมินมูลค่าไปยังสิ้นปี 2570

ด้าน บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) ระบุว่า ร่าง PDP 2026 อยู่ระหว่างเสนอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานพิจารณา โดยคาดว่าจะเปิดรับฟังความคิดเห็นในเดือนกันยายน 2569 ก่อนเสนอให้คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) พิจารณาในช่วงเดือนตุลาคม-พฤศจิกายน 2569

ฝ่ายวิจัยมองว่าความคืบหน้าดังกล่าวเป็นปัจจัยบวกต่อกลุ่มโรงไฟฟ้า เนื่องจากจะช่วยเพิ่มความชัดเจนแก่นโยบายที่เกี่ยวข้อง ทั้ง Direct PPA, การเปิดใช้ระบบโครงข่ายไฟฟ้าแก่บุคคลที่สาม หรือ TPA, โครงสร้างค่าไฟฟ้าเฉพาะสำหรับศูนย์ข้อมูล และโครงการโซลาร์ชุมชนขนาดรวม 1,500 เมกะวัตต์

สำหรับ GPSC ตั้งเป้าคว้าส่วนแบ่งกำลังผลิตใหม่ราว 25% ของ PDP 2026 ครอบคลุมโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ 2.2 กิกะวัตต์ โรงไฟฟ้าพลังงานลม 0.5 กิกะวัตต์ โรงไฟฟ้าพลังน้ำ 0.5 กิกะวัตต์ และโรงไฟฟ้า IPP ขนาดรวม 2-5 กิกะวัตต์

บล.กรุงศรีประเมินว่า ในกรณีดีที่สุด หาก GPSC ได้รับโครงการตามเป้าหมาย จะใช้เงินลงทุนรวม 1.95-2.36 แสนล้านบาท และเมื่อโครงการทั้งหมดเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ จะสร้างกำไรส่วนเพิ่ม 7.95 พันล้านบาท พร้อมเพิ่มมูลค่าเหมาะสมของหุ้นอีก 27.90 บาทต่อหุ้น อย่างไรก็ตาม โครงการดังกล่าวยังไม่รวมอยู่ในประมาณการปัจจุบัน

ส่วน BGRIM มีปัจจัยสนับสนุนจากการทยอยเปิดดำเนินการโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลมนอกชายฝั่ง Nakwol 1 ในเกาหลีใต้ ขนาด 365 เมกะวัตต์ ปัจจุบันเปิดดำเนินการแล้ว 33 ต้น จากทั้งหมด 64 ต้น และคาดว่าจะเปิดครบทั้งโครงการภายในปลายปี 2569

ทั้งนี้ บล.กรุงศรีคงคำแนะนำ “ซื้อ” GPSC ราคาเป้าหมายปี 2570 ที่ 61 บาท พร้อมเลือกเป็นหนึ่งในหุ้นเด่นของกลุ่มโรงไฟฟ้า ส่วน BGRIM คงคำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมายปี 2570 ที่ 23 บาท โดยคาดว่ากำไรปกติปี 2570-2571 จะเพิ่มขึ้น 22% และ 17% จากปีก่อน

Back to top button