ดอลล์แข็งค่า ตลาดคาด BOJ ขยายนโยบายดอกเบี้ยติดลบ

สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักๆ ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กเมื่อคืนนี้ (22 เม.ย.) โดยดอลลาร์พุ่งขึ้นเมื่อเทียบกับเงินเยน หลังจากมีการคาดการณ์ว่า ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) จะขยายนโยบายอัตราดอกเบี้ยติดลบ ขณะที่เงินยูโรร่วงลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์ หลังจากมีการคาดการณ์ว่า ธนาคารกลางยุโรป (ECB) จะใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม


สำนักข่าวอินโฟเควสท์รายงานว่า ค่าเงินยูโร (22 เม.ย.) ร่วงลงสู่ระดับ 1.1227 ดอลลาร์สหรัฐ จากระดับ 1.1289 ดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่เงินปอนด์ขยับขึ้นสู่ระดับ 1.4411 ดอลลาร์สหรัฐ จากระดับ 1.4321 ดอลลาร์สหรัฐ และดอลลาร์ออสเตรเลียอ่อนค่าลงสู่ระดับ 0.7709 ดอลลาร์สหรัฐ จากระดับ 0.7736 ดอลลาร์สหรัฐ

ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับเงินเยนที่ระดับ 111.71 เยน จากระดับ 109.56 เยน และแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับฟรังค์สวิสที่ระดับ 0.9789 ฟรังค์ จากระดับ 0.9744 ฟรังค์ สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐพุ่งขึ้นกว่า 2% เมื่อเทียบกับเงินเยน หลังจากมีข่าวว่า B0J กำลังพิจารณาใช้นโยบายอัตราดอกเบี้ยติดลบให้ครอบคลุมถึงโครงการเงินกู้ที่ BOJ ปล่อยให้กับสถาบันการเงิน โดย BOJ หวังให้ธนาคารพาณิชย์เพิ่มการปล่อยกู้แก่ลูกค้าหรือบริษัทที่มีศักยภาพสูง นอกเหนือจากการใช้นโยบายอัตราดอกเบี้ยติดลบสำหรับเงินสำรองของธนาคารพาณิชย์ที่ฝากไว้กับ BOJ

ส่วนยูโรร่วงลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์ หลังจากมีกระแสคาดการณ์ว่า ECB อาจจะใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม โดยนายมาริโอ ดรากี ประธานธนาคารกลางยุโรป (ECB) กล่าวภายหลังการประชุมเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมาว่า เขาจะใช้เครื่องมือทางการเงินทั้งหมดนานเท่าที่มีความจำเป็น เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจยูโรโซน พร้อมกับกล่าวว่า ECB จะเข้าซื้อตราสารหนี้ของภาคเอกชนตามนโยบายผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) ในเดือนมิ.ย.นี้

สำหรับการประชุมครั้งล่าสุดนั้น ECB มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ซึ่งเป็นอัตราดอกเบี้ยซื้อคืนพันธบัตร ที่ระดับ 0% ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ และคงวงเงินในการซื้อพันธบัตรตามมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) ที่ระดับ 8 หมื่นล้านยูโร/เดือน

นอกจากนี้ ECB ยังได้คงอัตราดอกเบี้ยเงินฝากที่ธนาคารพาณิชย์ฝากไว้กับ ECB ที่ระดับ -0.4% ซึ่งหมายความว่าธนาคารพาณิชย์จะต้องจ่ายค่าฝากแก่ ECB หากมีการนำเงินส่วนเกินมาพักไว้ที่ ECB ซึ่งมาตรการดังกล่าวของ ECB มีขึ้นเพื่อสนับสนุนให้ธนาคารพาณิชย์นำเงินไปปล่อยกู้แก่ภาคธุรกิจ แทนที่จะนำมาพักไว้ที่ ECB ขณะที่นักลงทุนจับตาดูการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐ (FED) ในวันที่ 26-27 เม.ย.นี้ พร้อมกับจับตาแถลงการณ์หลังการประชุมเพื่อดูทิศทางการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐ

Back to top button