KSS เปิดหุ้นได้-เสีย “เอลนีโญ” ชู GULF-GPSC นำทัพ

“บล.กรุงศรี” ประเมินกลุ่มโรงไฟฟ้าสดใสรับอานิสงส์ปรากฏการณ์เอลนีโญที่ผลักดันความต้องการใช้ไฟฟ้าพุ่งสูงขึ้น ชู GULF และ GPSC เป็นหุ้นเด่นรับแผน PDP ฉบับใหม่ พร้อมประเมินกำไรไตรมาส 2 โตเด่นจากต้นทุนก๊าซที่ลดลง ขณะเดียวกันเตือนนักลงทุนเลี่ยงหุ้นโรงไฟฟ้าพลังน้ำในลาวช่วงครึ่งปีหลังเหตุเสี่ยงภัยแล้ง


บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) หรือ KSS เปิดเผยว่า ปรากฏการณ์เอลนีโญ (El Nino) และซูเปอร์เอลนีโญ (Super El Nino) กำลังเปลี่ยนจากความเสี่ยงตามฤดูกาลให้กลายเป็นปัจจัยเชิงโครงสร้างระยะยาว เนื่องจากอุณหภูมิที่สูงขึ้นและภาวะร้อนจัดที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง จะเป็นตัวสนับสนุนให้ความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุดเพิ่มขึ้น ซึ่งถือเป็นหนึ่งในปัจจัยเร่งความจำเป็นที่จะต้องเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าใหม่ตามแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย (PDP26F)

ทั้งนี้ ในภาพรวม ฝ่ายวิจัยเลือก บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF และ บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC ให้เป็นหุ้นเด่นรับธีม PDP26F จากฐานทุนของบริษัทที่แข็งแกร่ง นอกจากนี้ยังคงคำแนะนำกลุ่มโรงไฟฟ้าในระยะยาว ว่าจะได้รับประโยชน์มหาศาลจากการลงทุน Data Center ที่กำลังขยายตัว

สำหรับแนวโน้มกำไรปกติในไตรมาสที่ 2 ของปี 2569 คาดการณ์ว่า GULF และ บริษัท ดับบลิวเอชเอ ยูทิลิตี้ส์ แอนด์ พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ WHAUP จะมีการเติบโตอย่างโดดเด่นทั้งเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า จากปัจจัยบวกเฉพาะตัว ในขณะที่กำไรของกลุ่มโรงไฟฟ้าขนาดเล็ก (SPP) แม้จะยังคงได้รับผลกระทบจากต้นทุนก๊าซที่เร่งตัวขึ้นในช่วงไตรมาสที่ 2 แต่ยังมีจังหวะให้เก็งกำไรได้จากทิศทางราคา JKM LNG (ก๊าซธรรมชาติเหลว) ที่ค่อยๆ ปรับตัวลดลงมาปิดความเสี่ยงขาลง (Downside) หลังจากที่สถานการณ์สงครามเริ่มคลี่คลายลง

ทั้งนี้ บล.กรุงศรี ให้น้ำหนักไปที่ผู้ประกอบการที่ถือหุ้นในโรงไฟฟ้า Gheco-1 อย่าง GPSC และ WHAUP เนื่องจากคาดว่าจะฟื้นตัวจากการขาดทุนสต็อกถ่านหิน (Coal Inventory Loss) ที่ลดลง โดยได้ประโยชน์จากราคาถ่านหินที่เป็นขาขึ้น ซึ่งจะเข้ามาช่วยลดทอนผลกระทบด้านต้นทุนและพยุงกำไรได้เป็นอย่างดี

ทางด้านปัจจัยสภาพภูมิอากาศระดับสากล องค์การบริหารมหาสมุทรและชั้นบรรยากาศแห่งชาติของสหรัฐอเมริกา (NOAA) ได้ประกาศการเข้าสู่ภาวะเอลนีโญอย่างเป็นทางการ โดยมีโอกาสถึง 63% ที่จะยกระดับเป็นซูเปอร์เอลนีโญ ซึ่งจะส่งผลให้พื้นที่บริเวณเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีแนวโน้มร้อนจัด ความต้องการใช้ไฟฟ้าที่สูงขึ้นในเอเชียนี้ ยังเป็นปัจจัยหนุนราคาถ่านหินอีกด้วย โดยอิงข้อมูลจาก S&P Global ที่คาดการณ์ว่าแนวโน้มการนำเข้าถ่านหินเพื่อผลิตไฟฟ้าของเอเชียในเดือนพฤษภาคม จะเพิ่มขึ้นถึง 23% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า ในขณะที่ด้านอุปทาน (Supply) ยังคงมีความตึงตัว จากทั้งนโยบายลดการผลิตและส่งออกถ่านหินจากผู้ผลิตหลักอย่างประเทศอินโดนีเซีย และการปิดเหมืองถ่านหินในประเทศจีนหลังเกิดเหตุระเบิดในเดือนพฤษภาคม ซึ่งปัจจุบันยังคงอยู่ระหว่างการตรวจสอบความปลอดภัย

สำหรับกลยุทธ์การลงทุนในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 แนะนำให้หลีกเลี่ยงการลงทุนในโรงไฟฟ้าพลังน้ำในประเทศลาว เนื่องจากคาดว่าจะมีความเสี่ยงจากภัยแล้งในลุ่มน้ำโขงที่เพิ่มมากขึ้น ซึ่งจะสร้างแรงกดดันต่อระดับน้ำไหลเข้าของเขื่อนไซยะบุรีและเขื่อนน้ำงึม 2 นอกจากนี้ คาดว่าเขื่อนต้นน้ำในจีน ได้แก่ เขื่อนเซี่ยววาน (Xiaowan) และเขื่อนนั่วจาตู้ (Nuozhadu) จะทยอยเข้าสู่ช่วงลดการปล่อยน้ำ ซึ่งจะเป็นแรงกดดันหลักต่อการผลิตไฟฟ้าของเขื่อนประเภท Run-of-river

อย่างไรก็ตาม สำหรับปริมาณน้ำในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) คาดว่าจะยังคงมีปริมาณน้ำเพียงพอต่อการจัดการความต้องการในปี 2569 โดยอิงจากปริมาณน้ำในเขื่อนหลัก ได้แก่ เขื่อนประแสร์ เขื่อนหนองปลาไหล และเขื่อนบางพระ ซึ่งปัจจุบันมีปริมาณน้ำคงเหลือราว 50-60% จากความจุสูงสุดที่ 576 ล้านลูกบาศก์เมตร

นอกจากนี้ บล.กรุงศรี ยังได้ประเมินราคาเป้าหมาย (Target Price) สำหรับปี 2569 ของหุ้นในกลุ่มสาธารณูปโภคไว้ดังนี้:

GULF แนะนำ “ซื้อ” ที่ราคาเป้าหมาย 74.0 บาท, GPSC แนะนำ “ซื้อ” ที่ราคาเป้าหมาย 48.0 บาท, WHAUP แนะนำ “ซื้อ” ที่ราคาเป้าหมาย 7.2 บาท, บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) หรือ EGCO แนะนำ “ซื้อ” ที่ราคาเป้าหมาย 133.0 บาท, บริษัท กันกุลเอ็นจิเนียริ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ GUNKUL แนะนำ “ซื้อ” ที่ราคาเป้าหมาย 4.0 บาท, บริษัท ราช กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ RATCH แนะนำ “ถือ” (Neutral) ที่ราคาเป้าหมาย 30.0 บาท, บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BGRIM แนะนำ “ถือ” ที่ราคาเป้าหมาย 15.0 บาท, บริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน) หรือ BCPG แนะนำ “ถือ” ที่ราคาเป้าหมาย 7.0 บาท, บริษัท ทีทีดับบลิว จำกัด (มหาชน) หรือ TTW แนะนำ “ถือ” ที่ราคาเป้าหมาย 9.7 บาท, บริษัท ซีเค พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ CKP แนะนำ “ลดน้ำหนักลงทุน” (Reduce) ที่ราคาเป้าหมาย 2.0 บาท

Back to top button