GULF บวก 2% หลังโบรกชี้ปม THCOM กระทบจำกัด เหลือราว 300 ล้านบาท

GULF บวก 2% หลังโบรกคลายกังวลข้อพิพาท THCOM คาดผลกระทบทางการเงินอาจลดจาก 1.3 พันล้านบาท เหลือราว 300 ล้านบาท พร้อมประเมินไม่กระทบการดำเนินงาน


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (7 ก.ย. 69) ราคาหุ้น บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF  ณ เวลา 10:40 น. อยู่ที่ระดับ 63.00 บาท บวก 1.25 บาท หรือ 2.02% สูงสุดที่ระดับ 63.25 บาท ต่ำสุดที่ระดับ 61.50 บาท ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 1,416.26 ล้านบาท

นายสารัชถ์ รัตนาวะดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร GULF เปิดเผยในการประชุมนักวิเคราะห์ว่า กรณีที่ปรากฏข่าวเกี่ยวกับมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้ดำเนินการทางกฎหมายกับ GULF และ บริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน) หรือ THCOM จากข้อพิพาทเรื่องการส่งมอบทรัพย์สินภายหลังสิ้นสุดสัญญาสัมปทานดาวเทียมนั้น มีรายละเอียดบางส่วนคลาดเคลื่อน และอาจทำให้ผู้ลงทุนเข้าใจว่าเป็นการดำเนินคดีอาญา คดีทุจริต หรือคดีแพ่ง

ข้อเท็จจริงเป็นข้อพิพาทภายใต้สัญญาสัมปทาน ซึ่งกำหนดให้คู่สัญญานำข้อพิพาทเข้าสู่กระบวนการอนุญาโตตุลาการ เพื่อให้ทั้งสองฝ่ายนำเสนอข้อเท็จจริงและพยานหลักฐาน ก่อนให้องค์คณะอนุญาโตตุลาการพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาด ไม่ใช่การดำเนินคดีต่อศาลตามที่มีการนำเสนอข่าวก่อนหน้านี้

สำหรับที่มาของข้อพิพาท ภายหลังสัญญาสัมปทานดาวเทียมไทยคม 4 และไทยคม 6 สิ้นสุดลงเมื่อประมาณ 5 ปีก่อน THCOM มีหน้าที่ส่งมอบดาวเทียมและอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องคืนแก่กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม โดยบริษัทได้ดำเนินการส่งมอบทรัพย์สินทั้งหมดแล้ว และได้รับหนังสือยืนยันจากหน่วยงานภาครัฐว่าการส่งมอบเป็นไปอย่างครบถ้วน

อย่างไรก็ตาม หนังสือดังกล่าวมีเงื่อนไขท้ายหนังสือว่า หากภาครัฐตรวจพบทรัพย์สินเพิ่มเติมที่เห็นว่าควรอยู่ภายใต้สัญญาสัมปทาน ก็ยังสามารถเรียกร้องให้ส่งมอบเพิ่มเติมได้ จึงนำไปสู่ข้อโต้แย้งเกี่ยวกับทรัพย์สินบางรายการ

THCOM เห็นว่า ทรัพย์สินที่เป็นข้อโต้แย้งบางส่วนถูกสร้างขึ้นภายหลัง เพื่อรองรับการดำเนินงานของดาวเทียมดวงอื่น ได้แก่ ไทยคม 7 ไทยคม 8 ไทยคม 9 และไทยคม 10 ซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องกับไทยคม 4 และไทยคม 6 จึงไม่อยู่ในขอบเขตทรัพย์สินที่ต้องส่งมอบตามสัญญาสัมปทานเดิม

นายสารัชถ์ระบุว่า มูลค่าทรัพย์สินที่เป็นประเด็นโต้แย้งจริงอยู่ที่ประมาณ 300 ล้านบาท ไม่ใช่ 1,200-1,300 ล้านบาทตามที่ปรากฏเป็นข่าว ขณะที่ส่วนต่างอีกประมาณ 800-900 ล้านบาท เป็นจำนวนที่ภาครัฐระบุว่าเป็นค่าเสียโอกาส ดอกเบี้ย และรายการอื่น ซึ่งบริษัทยังไม่ทราบว่าภาครัฐใช้หลักเกณฑ์หรือวิธีการใดในการคำนวณ

สำหรับทรัพย์สินที่อยู่ระหว่างข้อพิพาท ส่วนใหญ่เป็นอุปกรณ์รับส่งสัญญาณดาวเทียม หรืออุปกรณ์ Uplink และ Downlink โดยบางรายการติดตั้งภายหลังการเริ่มต้นสัญญาสัมปทานมาเป็นเวลานาน และตั้งอยู่บนพื้นที่ของ THCOM ที่ลาดหลุมแก้ว ขณะที่อุปกรณ์หลายรายการมีอายุใช้งานประมาณ 30 ปี จึงอยู่ในสภาพล้าสมัย หมดสภาพ หรือไม่ได้ใช้งานแล้ว ทำให้เหลือทรัพย์สินที่ยังเป็นประเด็นอยู่เพียงไม่กี่รายการ

ด้านผลกระทบทางบัญชี นายสารัชถ์ยืนยันว่า บริษัทไม่จำเป็นต้องตั้งสำรองสำหรับทรัพย์สินที่ยังมีข้อโต้แย้งมูลค่าประมาณ 300 ล้านบาท เนื่องจากหากตรวจสอบแล้วพบว่าเป็นทรัพย์สินที่สามารถส่งมอบให้แก่ภาครัฐได้ บริษัทก็พร้อมดำเนินการเพื่อให้ข้อพิพาทยุติลง

ส่วนจำนวนอีกประมาณ 800-900 ล้านบาท บริษัทไม่จำเป็นต้องตั้งสำรองเช่นกัน เนื่องจากไม่เกี่ยวข้องโดยตรงกับมูลค่าทรัพย์สินที่เป็นข้อพิพาท และไม่ใช่ความเสียหายจากการทุจริต การฉ้อโกง หรือการหลีกเลี่ยงการปฏิบัติตามสัญญา ดังนั้น จึงไม่มีความจำเป็นต้องตั้งสำรองเต็มจำนวนประมาณ 1,200-1,300 ล้านบาท

สำหรับสาเหตุที่กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมต้องนำเรื่องเสนอขออนุมัติจาก ครม. เนื่องจากข้อเรียกร้องดังกล่าวใกล้ครบกำหนดอายุความ 5 ปีในวันที่ 11 ก.ย. 2569 หากคู่สัญญายังไม่สามารถตกลงกันได้และไม่มีการดำเนินการภายในกำหนด สิทธิเรียกร้องอาจสิ้นสุดลง

ขณะเดียวกัน หน่วยงานของรัฐไม่สามารถนำข้อพิพาทเข้าสู่กระบวนการอนุญาโตตุลาการได้เอง จึงต้องขอความเห็นชอบจาก ครม. ก่อนดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายและสัญญา

นายสารัชถ์ยืนยันว่า GULF ไม่ได้เป็นผู้ดำเนินธุรกิจดาวเทียม และไม่ได้เกี่ยวข้องกับการส่งมอบทรัพย์สินโดยตรง เนื่องจากสัญญาสัมปทานดังกล่าวจัดทำขึ้นเมื่อประมาณ 30 ปีก่อน โดย บริษัท ชินวัตรคอมพิวเตอร์และการสื่อสาร จำกัด ซึ่งต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น บริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และ บริษัท อินทัช โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) ก่อนที่ GULF จะควบรวมกิจการกับอินทัช

การควบรวมดังกล่าวส่งผลให้ภาระผูกพันที่อาจเกิดขึ้นตามสัญญาเดิมติดตามมาด้วยในลักษณะหนี้สินที่อาจเกิดขึ้น หรือ Contingent Liability อย่างไรก็ตาม ภาระความรับผิดทั้งหมดจากข้อพิพาทดังกล่าวอยู่ที่ THCOM ไม่ได้อยู่ที่ GULF

ทั้งนี้ การที่ชื่อ GULF ปรากฏอยู่ในเรื่องดังกล่าว เป็นผลจากภาระผูกพันตามสัญญาเดิมที่เกิดจากโครงสร้างผู้ถือหุ้นเดิม ก่อนที่ GULF จะเข้ามาเกี่ยวข้องภายหลังการควบรวมกิจการ โดย GULF จะเข้าไปให้ความช่วยเหลือในฐานะผู้ถือหุ้นเท่านั้น

ส่วนธุรกิจดาวเทียมดวงใหม่ของ THCOM รวมถึงไทยคม 8 ไทยคม 9 และไทยคม 10 เป็นการดำเนินงานภายใต้กรอบธุรกิจใหม่ และไม่เกี่ยวข้องกับสัญญาสัมปทานเดิม

สำหรับการให้บริการบริหารจัดการดาวเทียมไทยคม 4 และไทยคม 6 แก่ บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือ NT นายสารัชถ์ระบุว่า ไม่ได้รับผลกระทบจากข้อพิพาทดังกล่าว เนื่องจากการส่งมอบทรัพย์สินและการรับจ้างบริหารจัดการดาวเทียมเป็นคนละส่วนกัน

เมื่อสิ้นสุดสัมปทาน THCOM ได้ส่งมอบดาวเทียม กุญแจ และอำนาจควบคุมการปฏิบัติการทั้งหมดให้แก่ภาครัฐ โดยบริษัทเคยมีจุดยืนว่าจะไม่รับบริหารจัดการต่อ แต่หากยุติการปฏิบัติการทันที อาจส่งผลให้ระบบโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมในประเทศไม่สามารถให้บริการได้ ภาครัฐจึงว่าจ้าง THCOM ให้บริหารจัดการดาวเทียมต่อ และปัจจุบันบริษัทยังคงให้บริการดังกล่าวตามปกติ

อย่างไรก็ตาม ไทยคม 4 และไทยคม 6 มีอายุการใช้งานเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้ประสิทธิภาพของระบบและแผงพลังงานแสงอาทิตย์ทยอยลดลงตามสภาพ จึงเป็นหน้าที่ของ THCOM ที่ต้องจัดหาดาวเทียมดวงใหม่เพื่อทดแทนในอนาคต

นอกจากนี้ นายสารัชถ์ยืนยันว่า การเข้าสู่กระบวนการอนุญาโตตุลาการจะไม่กระทบคุณสมบัติของ THCOM ในการเข้าร่วมประมูลงานภาครัฐ รวมถึงการประมูลงาน USO 3 เนื่องจากบริษัทไม่ได้ถูกพิจารณาว่าเป็นผู้ทิ้งงาน และไม่ได้มีกรณีไม่สามารถปฏิบัติงานให้แล้วเสร็จหรือผิดสัญญา แต่เป็นเพียงความเห็นต่างระหว่างคู่สัญญาเกี่ยวกับขอบเขตของทรัพย์สินที่ต้องส่งมอบเท่านั้น

ขณะเดียวกัน บริษัทไม่คาดว่าจะมีค่าเสียหายหรือข้อเรียกร้องรายการอื่นเพิ่มเติมจากที่ปรากฏอยู่ในปัจจุบัน เนื่องจากข้อพิพาทได้ถูกกำหนดขอบเขตและยื่นเข้าสู่กระบวนการแล้ว ดังนั้น จำนวนเงินจึงมีแนวโน้มอยู่ในระดับเดิมหรือลดลงตามผลการพิจารณา และไม่สามารถเพิ่มรายการเรียกร้องขึ้นมาใหม่โดยไม่มีที่มาได้

ทั้งนี้ บริษัทจะรอผลการพิจารณาของอนุญาโตตุลาการ โดยคู่สัญญาทั้งสองฝ่ายจะนำเสนอข้อเท็จจริงและพยานหลักฐาน ก่อนให้องค์คณะอนุญาโตตุลาการวินิจฉัยชี้ขาด ขณะที่นายสารัชถ์เชื่อว่า มูลค่าข้อพิพาทไม่ได้อยู่ในระดับสูง และน่าจะสามารถหาข้อยุติได้ไม่ยาก

“เรื่องนี้เป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับการส่งมอบทรัพย์สินว่าครบถ้วนหรือไม่ ไม่ใช่เรื่องทุจริต ฉ้อโกง หรือหลีกเลี่ยงการปฏิบัติตามสัญญา ภาระความรับผิดอยู่ที่ THCOM ไม่ได้อยู่ที่ GULF และเชื่อว่าจำนวนเงินไม่ได้สูงมาก จึงน่าจะสามารถหาข้อยุติได้” นายสารัชถ์กล่าว

ด้าน บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KS ระบุในบทวิเคราะห์ ภายหลัง GULF และ THCOM จัดประชุม Conference Call เมื่อวันที่ 7 ก.ย. 2569 เวลา 10:05 น. เพื่อชี้แจงกรณีข้อพิพาททางกฎหมายเกี่ยวกับการโอนสินทรัพย์ภายใต้สัญญาสัมปทานให้แก่กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

KS ระบุว่า มูลค่าที่กระทรวงดิจิทัลฯ เรียกร้องรวมประมาณ 1.3 พันล้านบาท แบ่งเป็นมูลค่าสินทรัพย์คงเหลือประมาณ 300 ล้านบาท ขณะที่ส่วนที่เหลือเป็นค่าเสียโอกาส หรือ Opportunity Cost

ทั้งนี้ สิทธิในการดำเนินการทางกฎหมายของกระทรวงดิจิทัลฯ จะครบกำหนดในวันที่ 11 ก.ย. 2569 ขณะที่ THCOM มีแผนเจรจากับกระทรวงดิจิทัลฯ เกี่ยวกับการโอนสินทรัพย์ภายใต้สัญญาสัมปทานเพิ่มเติม

นอกจากนี้ THCOM ไม่คาดว่าจะต้องตั้งสำรองสำหรับกรณีดังกล่าว และประเมินว่าข้อพิพาทจะไม่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานของดาวเทียม ไทยคม 4 (TC4) และ ไทยคม 6 (TC6)

ฝ่ายวิจัย KS ระบุว่า ภายหลังการชี้แจงของฝ่ายบริหาร ทำให้มีมุมมองเชิงลบต่อประเด็นดังกล่าวลดลง เนื่องจากผลกระทบทางการเงินที่อาจเกิดขึ้นมีโอกาสลดลงจากเดิมประมาณ 1.3 พันล้านบาท หรือ 1.15 บาทต่อหุ้น เหลือเพียงประมาณ 300 ล้านบาท หรือ 0.27 บาทต่อหุ้น และคาดว่าจะไม่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานของบริษัท

อย่างไรก็ตาม ฝ่ายวิจัยยังคงมีมุมมองระมัดระวัง เนื่องจากข้อพิพาทดังกล่าวเป็นประเด็นที่ไม่ได้คาดการณ์ไว้ก่อน และยังมีความเป็นไปได้ที่จะเกิดผลกระทบทางการเงิน แม้ประเมินว่าจะอยู่ในระดับไม่มาก

ทั้งนี้ KS ยังคงคำแนะนำ “Neutral” สำหรับ THCOM พร้อมราคาเป้าหมาย 12.47 บาท โดยมองว่า หากราคาหุ้นถูกขายจากความกังวลในระยะสั้น อาจเป็นโอกาสสำหรับการซื้อขายระยะสั้น หรือ Trading Opportunity เนื่องจากผลกระทบทางการเงินมีแนวโน้มจำกัด ขณะที่ราคาหุ้นปัจจุบันเข้าใกล้มูลค่าทางบัญชี หรือ Book Value และต้นทุนการลงทุนของ GULF

อีกทั้ง นายสารัชถ์ รัตนาวะดี กรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร GULF รายงานการเปลี่ยนแปลงการถือหลักทรัพย์และสัญญาซื้อขายล่วงหน้าของผู้บริหาร (แบบ 59) โดยเข้าซื้อหุ้น GULF ต่อเนื่อง 2 วันทำการ รวมจำนวน 12.80 ล้านหุ้น คิดเป็นมูลค่ารวมประมาณ 787.28 ล้านบาท เมื่อวันที่ 2 ก.ย.69 ที่ผ่านมา

โดยนายสารัชถ์เข้าซื้อหุ้น GULF จำนวน 8 ล้านหุ้น ราคาเฉลี่ย 61.66 บาทต่อหุ้น คิดเป็นมูลค่าประมาณ 493.28 ล้านบาท ส่งผลให้จำนวนหุ้นที่ถือครองเพิ่มขึ้นจาก 4,374,904,693 หุ้น เป็น 4,382,904,693 หุ้น

ต่อมาในวันที่ 3 ก.ย. 2569 นายสารัชถ์เข้าซื้อหุ้น GULF เพิ่มอีก 4.80 ล้านหุ้น ที่ราคาเฉลี่ย 61.25 บาทต่อหุ้น คิดเป็นมูลค่าประมาณ 294 ล้านบาท ส่งผลให้จำนวนหุ้นที่ถือครองเพิ่มขึ้นเป็น 4,387,704,693 หุ้น สำหรับการซื้อหุ้นทั้ง 2 รายการเป็นการทำรายการผ่านตลาดหลักทรัพย์ในรูปแบบ Auto Matching ผ่านบริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน)

Back to top button