เส้นทางนักลงทุน : เปิดงบไตรมาสแรกกลุ่มเหล็ก


ปี 2560 เหมือนจะเป็นปีที่ทำให้ผู้ประกอบการในแวดวงอุตสาหกรรมเหล็กในประเทศมีความหวังมากขึ้น วัดจากภาพรวมของราคาเหล็กในตลาดโลกเริ่มขยับราคาสูงขึ้น ประกอบกับการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานภาครัฐเริ่มขยับได้มากขึ้นกว่าปี 2559

ส่วนการลงทุนภาคเอกชน โดยเฉพาะภาคอสังหาฯหลายค่ายยังไม่มั่นใจจะเปิดโครงการใหม่ๆ แต่ต้องการระบายสต๊อกเก่าเร่งขายให้หมดก่อน เช่น คอนโดมิเนียมที่สร้างแล้ว ยังไม่ปิดโครงการทำให้การบริโภคเหล็กเพื่อไปสู่ภาคที่อยู่อาศัยยังขยายตัวได้ไม่มากนัก อีกทั้งการบริโภคเหล็กยังเกิดขึ้นได้ไม่เต็มที่เท่าที่ควร

นั่นก็หมายความว่า จะมีทั้งบริษัทที่ได้รับประโยชน์ และไม่ได้รับประโยชน์ ควบคู่กันไป ซึ่งดูได้จากผลการดำเนินงานไตรมาสแรกของบริษัทกลุ่มเหล็ก

โดยผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ (หมวดเหล็ก) ที่มีการซื้อขายในตลาดรอง SET แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์ฯอัพเดตงบไตรมาส 1 สิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม 2560 พบว่า บริษัทที่มีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น จากงวดเดียวกันของปีก่อน ได้แก่  TWP, TSTH, INOX, GJS, CSP, TYCN, LHK, AMC, SMIT และ CITY ส่วนบริษัทที่พลิกมีกำไรสุทธิ จากงวดเดียวกันของปีก่อนที่ขาดทุนสุทธิ ได้แก่ GSTEL, MAX และ TGPRO

ขณะที่บริษัทมีกำไรสุทธิลดลง จากงวดเดียวกันของปีก่อน ได้แก่ SSSC, TMT, PERM, BSBM, PAP, MILL และ THE  พร้อมกับบริษัทขาดทุนสุทธิลดลง จากงวดเดียวกันของปีก่อนที่ขาดทุนสุทธิ ได้แก่ CEN อีกทั้งบริษัทขาดทุนสุทธิเพิ่มขึ้น จากงวดเดียวกันของปีก่อนที่ขาดทุนสุทธิ ได้แก่ TIW และบริษัทที่พลิกขาดทุนสุทธิ จากงวดเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ ได้แก่ MCS, SAM และ RICH

สำหรับรายละเอียดรายตัวที่น่าสนใจ สามารถทำกำไรไตรมาส 1/60 เติบโตกระฉูด ดังตัวอย่างเช่น บริษัท จี สตีล จำกัด (มหาชน) หรือ GSTEL ผลการดำเนินงานไตรมาส 1 สิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม 2560 สามารถพลิกมามีกำไร 1,244.27 ล้านบาท หรือ 0.18 บาทต่อหุ้น เพิ่มขึ้น 3,707.61%  จากงวดเดียวกันของปีก่อนที่ขาดทุนสุทธิ 34.49 ล้านบาท หรือ  0.01 บาทต่อหุ้น เป็นผลจากราคาขายเฉลี่ยของเหล็กแผ่นร้อนที่เพิ่มขึ้น และด้วยบริษัทมีการบันทึกกำไรพิเศษ เนื่องจากมีความคืบหน้าในการปรับโครงสร้างหนี้ส่วนที่เหลือจากรายการพิเศษเป็นกำไรจากผลการดำเนินงาน

ต่อมา บริษัท ไทยไวร์โพรดัคท์ จำกัด (มหาชน) หรือ  TWP ผลการดำเนินงานไตรมาส 1 สิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม 2560 มีกำไรสุทธิ 34.87 ล้านบาท หรือ 0.13 บาทต่อหุ้น เพิ่มขึ้น 2,092%  จากงวดเดียวกันของปีก่อนมีกำไรสุทธิ 1.59 ล้านบาท หรือ  0.06 บาทต่อหุ้น เนื่องจากอัตรากำไรขั้นต้นปรับตัวสูงขึ้น โดยมีสาเหตุมาจากราคาขายเพิ่มขึ้น ประกอบกับการบริหารจัดการต้นทุนขายให้มีประสิทธิภาพ

ขณะที่ บริษัท แมกซ์ เมทัล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ MAX ผลการดำเนินงานไตรมาส 1 สิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม 2560 สามารถพลิกมีกำไรสุทธิ 13.39 ล้านบาท หรือ 0.00068 บาทต่อหุ้น เพิ่มขึ้น 1,544.23%  จากงวดเดียวกันของปีก่อนที่ขาดทุนสุทธิ 0.93 ล้านบาท หรือ  0.00005 บาทต่อหุ้น โดยมีสาเหตุหลักมาจากการจำหน่ายเงินลงทุนในบริษัทย่อย

ส่วนบริษัท โพสโค-ไทยน๊อคซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ INOX ผลการดำเนินงานไตรมาส 1 สิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม 2560 มีกำไรสุทธิ 227.69 ล้านบาท หรือ 0.0292 บาทต่อหุ้น เพิ่มขึ้น 761.36% จากงวดเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 26.43 ล้านบาท หรือ 0.0034 บาทต่อหุ้น โดยมีสาเหตุหลักจากกำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้น 241.4 ล้านบาท, กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนสุทธิเพิ่มขึ้นจำนวน 18.3 ล้านบาท, ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารเพิ่มขึ้น 3.6 ล้านบาท และค่าใช้จ่ายภาษีเงินได้เพิ่มขึ้นจำนวน 56.5 ล้านบาท

รวมถึงบริษัท จี เจ สตีล จำกัด (มหาชน) หรือ GJS ผลการดำเนินงานไตรมาส 1 สิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม 2560 มีกำไรสุทธิ 967.26 ล้านบาท หรือ 0.091 บาทต่อหุ้น เพิ่มขึ้น 674.23% จากงวดเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 124.93 ล้านบาท หรือ 0.012 บาทต่อหุ้น เป็นผลจากราคาขายของเหล็กแผ่นรีดร้อนที่เพิ่มขึ้น ซึ่งการเพิ่มขึ้นของราคานี้เป็นไปในทิศทางเดียวกันกับราคาของเหล็กแผ่นรีดร้อนในต่างประเทศ

นี่เป็นเพียงตัวอย่างของบริษัทที่สามารถสร้างกำไรสุทธิก้าวกระโดดในไตรมาส 1/60 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนเท่านั้น ส่วนตัวเลขผลประกอบการทั้งหมดในหมวดเหล็ก ดูรายละเอียดที่น่าสนใจจากตารางประกอบ

อย่างไรก็ดีราคาเหล็กในไทยยังได้รับแรงหนุนจากความต้องการใช้เหล็กที่มากขึ้น จากโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ อาทิ รถไฟฟ้า ทางรถไฟ และถนนเส้นต่างๆ เป็นต้น ซึ่งโครงการลงทุนเหล่านี้จะช่วยให้ความต้องการใช้เหล็กในประเทศมากขึ้น และจะช่วยผลักดันให้หลายๆ บริษัทได้รับประโยชน์ต่อไป

Back to top button