พาราสาวะถี


อรชุน

ย้ำแล้วย้ำอีกเรื่องวัคซีนนอกเหนือจากการขอโทษประชาชนด้วยภาวะจำยอมของผู้นำเผด็จการสืบทอดอำนาจแล้ว ต้องควบคู่กับการบอกความจริงต่อประชาชนวัคซีนที่มีอยู่นั้นไม่เพียงพอต่อการที่จะฉีดให้กับผู้ที่จองคิวไว้ได้ตามกำหนด ล่าสุด นายแพทย์เกียรติภูมิ วงศ์รจิตร ปลัดกระทรวงสาธารณสุขก็ออกมายอมรับเอง แอสตร้าเซเนกา ขอดีเลย์การส่งวัคซีนจากวันที่ 14 มิถุนายนนี้ไปอีกสองวัน คงไม่ต้องไปขอคำอธิบายในเมื่อฝ่ายไทยเองเปิดช่องเอาไว้แล้วว่าวัคซีนล็อตแรก 6 ล้านโดสจะส่งมอบกันภายในเดือนมิถุนายนนี้โดยไม่ระบุวันที่ชัดเจน

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นปัญหากับผู้ปฏิบัติงาน ตามที่ชมรมแพทย์ชนบทออกมาสื่อสารกับสังคม หลายโรงพยาบาลไม่มีวัคซีนเหลือแล้ว แม้จะพยายามดูดวัคซีนแอสตร้าฯ ให้ได้ขวดละ 12 โดส บวกกับซิโนแวคที่เสริมมาแล้วก็ยังไม่พอกับคนที่จองไว้ หลายโรงพยาบาลเริ่มท้อใจ เพราะผู้จองวัคซีนกับหมอพร้อมยังเดินทางมาขอฉีดวัคซีนตามนัด แต่ไม่มีวัคซีนให้ฉีด หลายคนยืนยันไหนรัฐมนตรีบอกว่าวัคซีนพอไง วัคซีนหายไปไหน  สร้างแรงกดดันกับเจ้าหน้าที่หน้างานและโอเปอร์เรเตอร์รับโทรศัพท์อย่างมาก

จะประกาศเลื่อนนัดออกสื่อก็ไม่ได้เพราะรัฐมนตรีขู่เพ่งโทษเอาไว้ ที่สำคัญคือคำพูดโดยไม่รับผิดชอบที่บอกว่าให้ฟังกระทรวงสาธารณสุขอย่าไปฟังโรงพยาบาล แต่ประชาชนที่เดือดดาลเพราะจองแล้วไม่เป็นไปตามนัดไปโวยวายเอากับเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาล ลำพังรับมือกับการระบาดของโควิด-19 ก็หนักหนาสาหัสมากพออยู่แล้ว ยังจะต้องให้คนเหล่านั้นมาแบกรับภาระความเครียดในเรื่องที่ไม่ได้ก่ออีก นี่ไงความล้มเหลวในการบริหารจัดการที่ผู้นำเผด็จการสืบทอดอำนาจและคณะผู้กำหนดนโยบายไม่แสดงความรับผิดชอบอะไร

บอกมาโดยตลอดและก็ไม่ได้ต่างจากที่แพทย์ชนบทแนะนำนั่นก็คือ การให้ข่าวของผู้บริหารระดับสูงควรบอกความจริง ไม่ใช่บอกว่าวัคซีนพอ โดยเอายอดภาพรวมเดือนมิถุนายนมาชี้แจงกับสื่อกับประชาชน แต่นั่นคือยอดที่จะมาสิ้นเดือนไม่ใช่ยอดในมือวันนี้ ความจริงคือปัจจุบันหลายพื้นที่วัคซีนไม่พอ ทำให้ประชาชนบางส่วนไปกดดันกับโรงพยาบาล เจ้าหน้าที่เครียดจนเริ่มไม่ไหวกันแล้ว รัฐมนตรีที่มีปากไว้สักแต่พูดแค่เปลี่ยนวิธีพูด แทนที่จะยืนยันว่าวัคซีนมีพอไม่มีการเลื่อน ก็พูดใหม่ว่าวัคซีนในช่วงต้นเดือนมิถุนายนมาน้อยกว่ายอดที่ควรจะได้รับ

พื้นที่ที่มียอดจองมากต้องมีการเลื่อนฉีดออกไป วัคซีนส่วนหนึ่งต้องเอาไปใช้ในพื้นที่ระบาดสูงด้วย โรงพยาบาลสามารถทำความเข้าใจบอกเลื่อนประชาชนได้ เชื่อว่าประชาชนจะเข้าใจ แค่นี้ แบบนี้ทำเป็นไหม เชื่อว่าคนส่วนใหญ่มองไม่ต่างกันกับที่ผู้มีหน้าที่โดยตรงอย่างแพทย์ชนบท ต่อกระบวนการบริหารจัดการเรื่องวัคซีนของฝ่ายกุมอำนาจที่เป็นปัญหาเวลานี้ การสื่อสารให้ประชาชนรู้ความจริงเท่านั้น  ที่จะช่วยให้เกิดความเข้าใจและแก้ปัญหาความโกลาหลของวัคซีนที่มีไม่พอ

เช่นเดียวกันกับกรณีปัญหาของแอปพลิเคชันหมอพร้อม ที่จู่ ๆ ก็สั่งยุติการจองคิวฉีดวัคซีนเอาดื้อ ๆ ซึ่งก็รู้กันอยู่แล้วว่าเพราะวัคซีนไม่มาตามนั้น แต่แทนที่จะยืนกระต่ายขาเดียวคือ การส่งข้อความแจ้งเตือนให้ไปฉีดวัคซีนตามนัดเดิมเท่านั้น ก็เปิดช่องให้ทางโรงพยาบาลสามารถเปลี่ยนข้อความได้ด้วย อาทิ เปลี่ยนมาเป็นว่า “โปรดรอการยืนยันจากทางโรงพยาบาล” หากได้รับจัดสรรวัคซีนเพียงพอ จะติดต่อนัดหมายท่านมาฉีดต่อไป เช่นนี้ก็จะยุติความโกลาหลลงได้มาก

แต่คงเป็นคงยากที่จะได้รับการตอบสนองจากผู้นำเผด็จการสืบทอดอำนาจและบรรดาลิ่วล้อสอพลอทั้งหลาย เพราะการทำเช่นนั้น ก็เท่ากับยอมรับความผิดพลาด ล้มเหลวของตัวเอง ยิ่งกับคนที่ไม่เคยรักษาคำพูดของตัวเองทั้งเรื่องการคืนความสุขให้คนไทยและจะเลือกตั้งโดยเร็วหลังการยึดอำนาจ จะไปถามหาความรับผิดชอบอะไรได้ ไม่ต้องพูดถึงวิสัยทัศน์ หากมีจริงประเทศไทยคงไม่เดินมาถึงจุดวิกฤติของสถานการณ์โควิด-19 เช่นทุกวันนี้ ทั้งการระบาดและการบริหารจัดการวัคซีน

อย่างไรก็ตาม ปมวัคซีนกับความต้องการของประชาชน กับข้อคำถามเรื่ององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหรืออปท.ขอใช้งบประมาณของตัวเองจัดซื้อ มุมหนึ่งมองได้ว่าเป็นความห่วงใยที่มีต่อประชาชนในพื้นที่ของตัวเอง ถ้ามัวแต่รอคิวฉีดจากวัคซีนของรัฐบาลเกรงว่าจะไม่ทันต่อสถานการณ์การระบาด อีกด้านคงมองเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้ว่าการขยับกันในลักษณะนี้หนีไม่พ้นตกเป็นขี้ปากว่าใช้วัคซีนเพื่อการสร้างคะแนนนิยมให้กับตัวเองและพรรคพวก ส่วนรัฐบาลสืบทอดอำนาจอยู่ในภาวะจำยอมขวางไปมีแต่เสียกับเสีย

ทั้งนี้ ความเห็นของ ชำนาญ จันทร์เรือง จากคณะก้าวหน้าก็ชวนให้คิดอยู่ไม่น้อย กับการที่บอกว่าไม่เห็นด้วยที่จะใช้เงินของอปท.ในการจัดซื้อวัคซีนมาฉีดให้ประชาชน แต่เห็นด้วยที่จะให้อปท.ดำเนินการเรื่องการบริหารจัดการวัคซีนในพื้นที่ตนเองเพราะไม่มีใครรู้ปัญหาของท้องถิ่นดีกว่าคนท้องถิ่น ซึ่งต้องเปิดเผย โปร่งใส ชัดเจน โดยใช้เงินงบประมาณจากส่วนกลางของรัฐบาลหรือให้ท้องถิ่นออกไปก่อนแล้วรัฐบาลชดใช้คืนทีหลัง และเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดระบบ “มือใครยาว สาวได้สาวเอา” เพราะอปท.เล็กใหญ่มีเงินไม่เท่ากันนั่นเอง

สิ่งสำคัญคือ กรณีการระบาดของโควิด-19 เป็นโรคระบาดขนาดใหญ่ ไม่มีเขตแดน ไม่มีแนวกำแพงกั้น ผู้ที่รับผิดชอบต้องเป็นรัฐบาล เพราะโรคระบาดแบบนี้ประชาชนต้องได้รับการบริการฟรี ตามรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 47 วรรคท้ายที่บัญญัติไว้ว่า บุคคลย่อมมีสิทธิได้รับการป้องกันและขจัดโรคติดต่ออันตรายจากรัฐโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย เพียงแต่ว่ารัฐบาลที่ไร้วิสัยทัศน์และบริหารจัดการไร้ประสิทธิภาพ มันจึงทำให้ประชาชนได้รับวัคซีนล่าช้ากว่าที่ควรจะเป็นอย่างมาก

แม้จะมองเห็นข้อผิดพลาดต่าง ๆ นานาของรัฐบาลและผู้นำเผด็จการสืบทอดอำนาจ แต่ด้วยกลไกที่วางกันเอาไว้ หากภาคประชาชนไม่เข้มแข็งและประสานเป็นหนึ่งเดียวกันได้ก็ยากที่จะทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลง ยิ่งฟังระดับนำของแต่ละพรรคแกนหลักรัฐบาลแล้ว คงต้องอยู่กันยาวแบบว่าครบเทอมได้ยิ่งดี อย่างที่พี่ใหญ่บูรพาพยัคฆ์ว่าไว้  “สถานการณ์ข้างหน้าผมคิดคนเดียวไม่ได้ ต้องคิดกันหลาย ๆ พรรค หลาย ๆ คนว่ามีความเหมาะสมขนาดไหนและสถานการณ์เป็นอย่างไร” สถานการณ์เวลานี้ยุบสภาไปพรรครัฐบาลเสียหายย่อยยับแน่นอน

Back to top button