
พาราสาวะถี
เหลืออีกแค่ 2 สัปดาห์เศษ คนกรุงเทพฯ ก็จะได้หย่อนบัตรเลือกผู้ว่าฯ กทม. เวลาที่เหลือจึงถือเป็นช่วงจังหวะสำคัญสำหรับการหาเสียง
เหลืออีกแค่ 2 สัปดาห์เศษ คนกรุงเทพฯ ก็จะได้หย่อนบัตรเลือกผู้ว่าฯ กทม. เวลาที่เหลือจึงถือเป็นช่วงจังหวะสำคัญสำหรับการหาเสียง ความเข้มข้นจะทวีขึ้นตามลำดับ ไม่แปลกใจกับการรุมแฉความไม่โปร่งใสในการบริหารจัดการเรื่องการแต่งตั้งโยกย้ายภายใต้การบริหารเมืองหลวงของ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ โดยมีคีย์แมนจัดการผลประโยชน์ตามข้อกล่าวหาคือ “ระบบอากง” ซึ่งการจำเพาะเจาะจงไปเช่นนี้ย่อมเท่ากับชี้เป้าตัวบุคคลไปในตัวว่าหมายถึงใคร
ในทีมผู้บริหารกทม. ต่อศักดิ์ โชติมงคล ประธานที่ปรึกษาผู้ว่าฯ กทม.ก็คือคนที่ถูกลากเข้ามาอยู่ในวงจรข้อกล่าวหาที่เกิดขึ้นในช่วงเลือกตั้งนี้ เพราะในรอบรั้วเสาชิงช้าต่างรู้กันคนใกล้ชิดต่างพากันเรียกว่าประธานที่ปรึกษาของชัชชาติ “อาเฮีย” หรือ “อากง” กันทั้งนั้น แม้แต่ผู้ว่าฯ จอมพลังเองก็ยอมรับกับคำถามที่เกิดขึ้นว่า ระบบอากงคงหมายถึงต่อศักดิ์ นั่นเอง เนื่องจากเป็นประธานที่ปรึกษาผู้ว่าฯ กทม. และภาพของการทำงานที่ผ่านมาก็ทำงานกันเป็นทีม ดังนั้น จึงง่ายต่อการที่จะสร้างข้อกล่าวหาโจมตี
อย่างไรก็ตาม ชัชชาติยืนยันว่า ระบบอากงไม่เคยมี มันเป็นแนวทางการดำเนินงานตนเป็นผู้ว่าฯ กทม. เป็นหัวหน้าทีม ต้องรับผิดชอบทั้งหมด โดยเฉพาะข้อกล่าวหาเรื่องซื้อตำแหน่ง ตนเชื่อว่าไม่มีแน่นอน เพราะ หากใครที่รับผลประโยชน์จะตกเป็นทาสของคนจ่ายเงินไปตลอดชีวิต น่าเสียดายที่มีการเปิดโปงเรื่องนี้ช้าไป ควรจะแจ้งตอนที่ตนอยู่ในตำแหน่ง หากเกิดขึ้นจริงจะได้รีบดำเนินการแก้ไข มาแจ้งตอนใกล้เลือกตั้ง คนทั่วไปย่อมมองได้ว่า ผู้ปูดข้อมูลมีเป้าหมายอย่างไร
เช่นเดียวกันกับ ต่อศักดิ์ที่ปฏิเสธจะพูดถึงเรื่องการถูกกล่าวหา บอกแค่ว่า ใครผิด-ใครถูกมีกระบวนการพิจารณาอยู่แล้ว คนที่ออกมาเปิดเผยข้อมูลมีสิทธิที่จะไปยื่นร้องเรียนกับหน่วยงานซึ่งมีหน้าที่ตรวจสอบและเอาผิดผู้กระทำผิด หากเป็นเรื่องจริงตามที่กล่าวอ้าง ขณะเดียวกัน คนที่ถูกพาดพิงก็มีสิทธิที่จะฟ้องคนที่กล่าวหาได้เช่นกันข้อสำคัญคือ เวลานี้อยู่ในช่วงเลือกตั้ง ทุกอย่างควรว่ากันไปตามกระบวนการ อย่าใช้วาทกรรมมาเล่นกันอย่างนี้ เพราะจะทำให้ระบอบประชาธิปไตยเสียหาย
ถือว่ายึดการชี้แจงไปในแนวทางเดียวกัน สำหรับทีมงานของชัชชาติกับการต่อสู้ในประเด็นที่ถูกโจมตี ส่วนประเด็นอันเกี่ยวข้องกับการแต่งตั้งผู้อำนวยการเขตที่มีการขุดคุ้ยนั้น หากการลงนามแต่งตั้งไม่เป็นไปตามที่คณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรมข้าราชการกรุงเทพมหานครและบุคลากรกรุงเทพมหานคร หรือ กพค.กทม.มีมติไป ก็ต้องไปร้องตามกระบวนการ อย่างที่บอกไปการจงใจเปิดข้อมูลในลักษณะนี้ มีแค่สองทางคือ กระทบต่อเสียงที่จะสนับสนุนชัชชาติหรือไปช่วยเพิ่มคะแนนนิยมให้กับอดีตผู้ว่าฯ กทม.
หากใครที่ติดตามการเลือกตั้งท้องถิ่นในสนามเมืองหลวงมาอย่างยาวนาน จะเห็นได้ชัดว่า ไม่ได้เป็นไปในทิศทางเดียวกันกับการเลือกตั้ง สส.ประเภทที่มองกันว่าด้วยข่าวอื้อฉาวที่ออกมาในช่วงนี้จะทำให้ชัชชาติเสียรังวัด แล้วไปเพิ่มคะแนนให้กับคู่แข่งคนสำคัญจากพรรคประชาชนคือ ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ถือว่าคิดผิดถนัด เนื่องจากคนกรุงเทพO ส่วนใหญ่ จะแยกความต้องการตามระดับของบทบาท สถานะที่ต้องการให้ไปเป็นตัวแทน
กรณีของการเลือกตั้ง สส.ที่เลือกคนของพรรคประชาชนทั้งหมดนั้น มีเหตุผลมาจากไม่ต้องการเห็นภูมิใจไทยกุมอำนาจแบบเบ็ดเสร็จ และ ต้องการสะท้อนภาพให้เห็นว่าคนเมืองหลวงไม่เห็นด้วยกับการเป็นตัวแทนสายตรงของฝ่ายอนุรักษ์นิยม จึงเลือกคนของพรรคสีส้มเพื่อเข้าไปตรวจสอบ คานอำนาจ และเป็นการแสดงพลังให้เห็นว่า พื้นที่กทม.นั้นกลไกของเผด็จการสืบทอดอำนาจที่วางไว้ รวมไปถึงวิธีการที่ใช้ได้ผลในต่างจังหวัด ไม่สามารถใช้ได้กับคนกรุงเทพฯ
ไม่ได้ต่างจากเมืองใหญ่ ๆ ในต่างจังหวัดที่คนส่วนใหญ่เลือกพรรคสีส้มด้วยจุดประสงค์เดียวกัน นั่นจึงเป็นที่มาของสิ่งที่เรียกว่า พรรคประชาชนชนะใจคนเมืองใหญ่ แต่ไม่ชนะใจคนส่วนใหญ่ได้ ขณะที่การเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.กับ สก.นั้น ถือเป็นเรื่องที่เกี่ยวพันกับชีวิตประจำวันของคนเมืองหลวงโดยตรง ดังนั้น จึงต้องเลือกคนที่เชื่อว่าจะเข้าไปทำงานเพื่อแก้ไขปัญหาชีวิตให้กับคนกรุงเทพฯ ได้ ซึ่งจะเห็นได้ว่า ผลสำรวจความเห็นที่ออกมา ปัญหาที่คนกทม.อยากให้แก้มากที่สุด ไม่ใช่เรื่องปากท้อง ความเป็นอยู่ ต่างกับคนต่างจังหวัด
อันดับต้น ๆ ของปัญหาที่คนกรุงเทพฯ อยากให้ผู้ว่าฯ กทม. เข้าไปแก้ไขคือเรื่องการจราจร การเดินทางเพื่อไปประกอบอาชีพให้เกิดความสะดวก สบาย รวดเร็ว แก้ปัญหาน้ำท่วม ปัญหาฝุ่น PM2.5 นอกจากนั้น ยังเห็นว่า ผู้สมัครอิสระจะสามารถตอบโจทย์ตามความต้องการของคนเมืองหลวงได้มากกว่า ด้วยความเชื่อที่ว่า สามารถตัดสินใจเรื่องสำคัญได้อย่างรวดเร็ว ไม่ต้องรอมติพรรค ไม่ต้องคำนึงถึงคะแนนเสียง หรือเกรงว่าคู่แข่งจากพรรคการเมืองตรงข้ามจะได้รับความนิยมไปด้วย
ความต้องการของคนกรุงเทพฯ นั้น ไม่ใช่เป็นการคาดเดาจากความรู้สึก แต่เป็นการได้สัมผัสโดยตรงของคนที่ทำงานในพื้นที่ทุกชุมชนของกทม. นั่นจึงเป็นสาเหตุที่ว่าทำไมเพื่อไทยจึงไม่ส่งผู้สมัคร สก. แม้กระทั่งชัชชาติเองก็ไม่ได้ประกาศตัวว่าหนุนหลังกลุ่มผู้สมัคร สก.กลุ่มไหนเป็นพิเศษ เพราะรู้ดีว่าแต่ละเขตใครคือของจริง สู้ทำตัวเป็นมิตรกับทุกฝ่าย ถ้าได้รับเลือกไปเป็นผู้ว่าฯ กทม. อีกสมัย ก็จะสามารถประสานความร่วมมือได้กับทุกพรรค ทุกฝ่าย
ความจริงหากจะพูดถึงระบบอากงว่าไปเกี่ยวพันกับเรื่องการแต่งตั้งโยกย้าย บทบาทที่ถูกมองข้ามเป็นเรื่องของการประสานความลงตัวต่อฐานเสียงสนับสนุนในสภากทม. มากกว่า ทุกเรื่องที่ฝ่ายบริหารต้องการเสียงสนับสนุนจากความเป็นผู้ว่าฯ ในนามอิสระนั้น งานของฝ่ายนิติบัญญัติจำเป็นที่จะต้องอาศัย ไหว้วาน พึ่งพา การเมืองใหญ่อาจแบ่งฝ่ายแบ่งพรรคกันชัดเจนระหว่างฝ่ายค้านกับฝ่ายรัฐบาล แต่ การเมืองกทม. ไม่มีเรื่องต่างพรรคต่างพวก คุยกันได้ตกลงกันเข้าใจทุกอย่างก็วิน-วิน
อรชุน