พาราสาวะถี

อรชุน


คงไม่มีผู้นำประเทศคนไหนจะมีความสุขได้มากไปกว่าผู้นำเผด็จการสืบทอดอำนาจในประเทศไทยได้อีกแล้ว เพราะท่ามกลางแรงกดดันจากความผิดพลาดล้มเหลวในการบริหารจัดการวัคซีน ที่ทำให้ตัวเองตกอยู่ในภาวะเครียดอย่างหนัก ก็มีช่องทางในการระบายและสร้างแรงบันดาลใจให้กับตัวเองได้ ด้วยการไปถามในที่ประชุมของส.ว.ลากตั้งที่ตัวเองตั้งมากับมือ “มีใครไม่เชื่อผมบ้างให้ยกมือขึ้น” ถามว่าจะมีแมวตัวไหนกล้าหือกับผู้มีพระคุณอย่างล้นเหลือบ้าง

กลายเป็นตลกที่คนไม่ขำตามไปด้วย ไม่เพียงเท่านั้น ผู้นำเผด็จการสืบทอดอำนาจยังไปแสดงความยิ่งใหญ่กับพวกที่ยอมศิโรราบแทบเท้าตัวเองอย่างไม่หือไม่อือด้วยการประกาศว่า ไม่สนใจประชาชนที่ออกมาขับไล่ ยิ่งไล่ผมยิ่งสู้” แถมยังยืนยันหนักแน่นด้วยว่าจะอยู่ครบวาระ เช่นเดียวกับการย้ำในที่ประชุมครม.เมื่อวันอังคารจะอยู่ด้วยกันไปจนครบเทอม ของอย่างนี้ถ้าไม่ใช่อำนาจสืบทอดที่ล็อกทุกอย่างไว้กับตัวเองหมดแล้ว ในทางการเมืองไม่มีใครกล้าอหังการขนาดนั้น

เพราะบทเรียนจากอดีตที่ผ่านมาเคยมีให้เห็นแล้วพวกที่เหลิงอำนาจส่วนใหญ่มักจะไม่ค่อยได้ไปจากตำแหน่งด้วยดี แต่ไม่ใช่กับผู้นำเผด็จการสืบทอดอำนาจรายนี้ เนื่องจากได้มีการวางแผนและกลไกต่าง ๆ เอาไว้รองรับการอยู่ในอำนาจของตัวเองไว้หมดแล้ว ทุกองคาพยพทั้งกระบวนการตรวจสอบ ทั้งสภาที่จะโหวตให้ตัวเองกลับมามีอำนาจ แม้กระทั่งภาคเอกชนขาใหญ่ของประเทศก็ประเคนผลประโยชน์ให้สวาปามกันพุงกางจนเกิดเป็นภาวะน้ำท่วมปากพูดอะไรมากไม่ได้

ดังนั้น จึงไม่แปลกทั้งที่เห็นกันอยู่ว่าวัคซีนมีการบริหารจัดการล้มเหลว ทำไมเสียงโวกเวกโวยวายจึงไม่มีพลังมากพอ ในทางกลับกันนอกจากการขอโทษรายวัน แล้วก็แก้ปัญหาปะผุกันเฉพาะหน้าแล้ว ก็ยังมีการเคลื่อนเกมในการแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างเนียน ๆ โดยอาศัยคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ห้ามแก้ทั้งฉบับผ่านการมีส.ส.ร. เป็นการแก้ไขรายมาตรา เดินหน้าโดย “ซามูไรกฎหมาย” ประจำพรรคสืบทอดอำนาจ เป้าหมายคือปลดล็อกรูปแบบบัตรเลือกตั้งเพื่อไม่ให้ติดกับดักที่ตัวเองวางไว้

ความพยายามเพื่อที่จะไม่ให้ตัวเองติดบ่วงไร้ส.ส.บัญชีรายชื่อเหมือนอย่างที่พรรคเพื่อไทยรับประทานแห้วมาแล้วจากการเลือกตั้งเมื่อ 24 มีนาคม 2562 ด้วยการชูธงบัตรเลือกตั้ง 2 ใบ ในขณะที่พรรคร่วมรัฐบาลที่ได้ผลประโยชน์จากบัตรใบเดียวแบบเต็ม ๆ พยายามเดินเกมค้านแบบหัวชนฝา ก็ไม่ได้ทำให้พรรคแกนนำรัฐบาลหวั่นไหว มิหนำซ้ำ ยังมองเห็นด้วยว่าการเดินเกมในลักษณะนี้พรรคแกนนำฝ่ายค้านเอาด้วย เพราะได้ประโยชน์ร่วมกันทั้งสองฝ่าย

จึงมีการปล่อยข่าวถึงขั้นที่จะผลักดันให้มีการหยิบเอาวาระการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญขึ้นมาพิจารณาก่อนวาระค้างพิจารณาของร่างพ.ร.บ.สองฉบับนั่นก็คือร่างกฎหมายว่าด้วยการออกเสียงประชามติและร่างพระราชบัญญัติยาเสพติด เพียงแต่ว่าดันไปเจอตอที่ จอมหลักการ” ชวน หลีกภัย ยึดมั่นในประเด็นข้อกฎหมาย ต้องพิจารณาร่างกฎหมายทั้งสองฉบับก่อน จึงจะไปถกร่างกฎหมายอื่นได้ ทำให้ต้องยอมใส่เกียร์ถอยคอยได้ เพราะยังไงกฎหมายของตัวเองก็ผ่านอยู่แล้ว

ถือเป็นความเหนือชั้นที่ไม่ใช่เกิดจากมันสมองของมือกฎหมายภายในพรรคสืบทอดอำนาจ หากแต่เป็นกลไกที่ได้วางไว้ทั้งหมดของขบวนการสืบทอดอำนาจ เพียงแต่ว่าเมื่อกฎหมายประชามติผ่านความเห็นชอบของที่ประชุมรัฐสภาไปแล้วและมีผลบังคับใช้ คำถามต่อไปคือ ใคร พวกไหนจะหยิบยกกฎหมายฉบับนี้มาใช้ให้เกิดประโยชน์ได้มากกว่ากัน ด้วยความช่ำชองในฐานะผู้ที่เขียนมากับมือย่อมเป็นฝ่ายรัฐบาลที่จะหาช่องนำมาใช้ให้เกิดมรรคผลกับตัวเอง

ประเด็นที่เพื่อไทยเสนอให้มีการแก้ไขมาตรา 256 ทั้งที่ศาลรัฐธรรมนูญก็ดักคอไว้แล้ว เรื่องนี้คงไม่ใช่ปัญหาถ้ามีกฎหมายประชามติ เพียงแต่ว่า มันจะผลักดันไปให้ถึงขั้นที่ว่าจะถามประชาชนว่าเห็นด้วยต่อการให้มีส.ส.ร.มาร่างรัฐธรรมนูญทั้งฉบับได้หรือไม่ อย่าลืมเป็นอันขาดว่า ด้วยเล่ห์กลของกฎหมายที่ถูกวางไว้โดยขบวนการสืบทอดอำนาจ และผู้ที่จะเสนอทำประชามติต้องเป็นรัฐบาลเท่านั้น แม้ในการแขวนร่างกฎหมายประชามติไว้เพราะฝ่ายค้านชนะโหวตที่ให้สภาและประชาชนมีส่วนร่วมเสนอการทำประชามติก็ตาม

เพราะเชื่อว่าท้ายที่สุดแล้ว ในการกลับมาพิจารณาของที่ประชุมรัฐสภาจะมีการคุมเสียงข้างมาก ไม่ให้เกิดการแตกแถวและปล่อยให้ฝ่ายเสียงข้างน้อยกลับมาชนะได้อีก เมื่อเป็นเช่นนั้นปลายทางของการทำประชามติที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ไม่มีทางที่ฝ่ายสืบทอดอำนาจจะปล่อยให้พวกตรงข้ามมาทำให้ขบวนการของตัวเองเสียหายอย่างแน่นอน เมื่อเป็นเช่นนั้นการแก้ไขรัฐธรรมนูญมันจึงจบที่สูตรได้บัตรเลือกตั้งสองใบ แต่ไม่แตะอำนาจของส.ว.ที่มีส่วนร่วมโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีอีกหนึ่งสมัย

คำถามที่จะตามมาแล้วภาคประชาชนที่เคยเคลื่อนไหวกันก่อนหน้านี้รับได้อย่างนั้นหรือ ด้วยสถานการณ์ของโควิด-19 ที่เป็นอยู่เวลานี้ ขบวนการคนหนุ่มสาวที่เคยแสดงศักยภาพเมื่อปีที่ผ่านมายังต้องรอจังหวะและเวลาที่เหมาะสม ปล่อยให้ทุกอย่างได้เดินไปสุดทางเสียก่อนแล้วค่อยขยับกันทีเดียวแบบโป้งปิดบัญชี ส่วนกลุ่มที่เคลื่อนไหวในขณะนี้อย่างไทยไม่ทน ก็ต้องดูการนัดหมายไปปักหลักกันหน้าทำเนียบรัฐบาลในวันที่ 24 มิถุนายนนี้จะมีแนวร่วมที่มีพลังหรือไม่

แม้จะเป็นการรวมตัวกันของกลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมืองในอดีตที่หลากหลาย แต่เมื่อหันไปมองถึงกลุ่มมวลชนที่เคยเป็นผู้ร่วมรบในอดีตต้องยอมรับความเป็นจริงกันว่าร่อยหรอกันเต็มที โดยเฉพาะในรายของ จตุพร พรหมพันธุ์ ประธานนปช.ที่ถูกมองจากแนวร่วมว่าเปลี่ยนไปอย่างมาก และคนเหล่านั้นก็หันหลังให้ไปแล้วจำนวนไม่น้อย สิ่งเดียวที่จะสามารถโค่นล้มผู้นำเผด็จการสืบทอดอำนาจและลิ่วล้อได้คือประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศที่เจอสารพัดปัญหารุมเร้า แต่เผด็จการคณะนี้ก็แจกสารพัดเพื่อซื้อเวลาให้ตัวเอง ต้องวัดกันว่าประชาชนจะอดทนกันได้ขนาดไหน

Back to top button