พาราสาวะถี

อรชุน


ถือฤกษ์ 24 มิถุนายนสำหรับกลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมืองต่าง ๆ นัดหมายชุมนุมหลายสถานที่ แต่มีเป้าหมายเหมือนกันคือขับไล่ผู้นำเผด็จการสืบทอดอำนาจ ที่เป็นไฮไลท์สำคัญคงเป็นเวทีของกลุ่มไทยไม่ทน ที่มีแกนนำหลักอย่าง จตุพร พรหมพันธุ์ นัดหมายสี่โมงเย็นที่สะพานผ่านฟ้าลีลาศ จัดเวทีใหญ่ปราศรัยก่อนที่จะเคลื่อนพลพากันไปบุกทำเนียบรัฐบาล แน่นอนว่า ตั้งแต่ค่ำคืนที่ผ่านมา คงมีการระดมขนตู้คอนเทนเนอร์มาตั้งเป็นจุดสกัดรายล้อมพื้นที่ไว้หมดแล้ว

ไม่มีอะไรยากสำหรับเกมการสกัดการเคลื่อนไหวในซีกของรัฐบาลสืบทอดอำนาจ ยกเอาสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 มาเป็นการ์ดป้องกันตัว พร้อมขู่ฟ่อ ๆ ไปยังกลุ่มเคลื่อนไหวฝ่าฝืนกฎหมายหลายฉบับ จะต้องมีการไล่จับกันเรียงตัว มากไปกว่านั้น มีการขู่มาจากกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม การปลุกระดมให้คนมาร่วมม็อบผ่านโซเชียลมีเดีย ระวังไว้ให้ดีจะถูกเล่นงานโทษฐานผิดพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ คาดโทษกันไว้ แต่ไม่มีใครกลัว

อย่างที่บอกไว้ตั้งแต่แรกท่ามกลางสถานการณ์ที่เผชิญกันอยู่โควิด-19 น่ากลัวอยู่แล้ว แต่ปากท้องของประชาชนนั้นน่ากลัวยิ่งกว่า คนส่วนใหญ่จึงให้ความสนใจต่อประเด็นความเดือดร้อนของตัวเองเป็นด้านหลัก ไม่มีกะจิตกะใจที่จะไปร่วมชุมนุมใด ๆ แม้รู้ทั้งรู้เห็นทั้งเห็นผู้นำเผด็จการสืบทอดอำนาจ บ่มิไก๊ไร้ปัญญาในการแก้ไขปัญหาวิกฤติของบ้านเมือง ก็ต้องปล่อยให้เป็นไปแบบนี้จนกว่าความอดทนจะถึงที่สุด ซึ่งก็ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ เพราะตั้งแต่เข้ามาทำหน้าที่กว่า 7 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลเผด็จการแจกสะบัดกันอย่างต่อเนื่อง

มันไม่ได้สร้างความมั่งคั่ง ยั่งยืนอะไร แต่ก็พอกล้อมแกล้มแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนเฉพาะหน้าไปได้อยู่บ้าง รู้กันอยู่ว่าต่อให้มีพลังของประชาชนในระดับรากหญ้าออกมากันมากขนาดไหน ถ้าคนชั้นกลางหรือบรรดาผู้ดีตีนแดงทั้งหลายไม่เข้าร่วมเป็นพลังขับเคลื่อนมันก็ยากที่จะโค่นล้มรัฐบาลประเภทนี้ได้ ยิ่งมีการวางหมากกลเพื่อสนับสนุนการอยู่ยาวกันอย่างแน่นหนา ยิ่งยากขึ้นไปอีกหลายเท่าตัว บางทีอาจต้องรอฟ้าดินลงโทษ ซึ่งก็ไม่รู้ว่าจะเป็นเมื่อใด

ยิ่งมาได้เห็นการชงแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยส.ส.ปัดเศษของพรรคสืบทอดอำนาจ ชนิดไม่เกรงหน้าอินทร์หน้าพรหม แม้จะเกิดอาการสะดุดแต่ไม่ถึงกับหัวคะมำกรณีมาตรา 144 และ 185 นั่นก็ไม่ใช่สาระสำคัญ เพราะจุดหมายปลายทางของผู้นำเผด็จการสืบทอดอำนาจและองคาพยพที่วางแผนกันไว้อย่างแยบยล มองไปถึงผลการเลือกตั้งครั้งหน้าที่คาดกันว่าจะกวาดคะแนนเสียงได้ถล่มทลาย ชนะเลือกตั้งและเป็นแกนนำตั้งรัฐบาลได้อย่างสง่างาม ไม่ต้องถูกประณามเหมือนครั้งที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม พรรคการเมืองใดที่ย่ามใจว่า ร่างขอแก้ไขของพรรคสืบทอดอำนาจที่ชงเรื่องบัตรเลือกตั้งสองใบ ในอีกมุมถูกมองอย่างเลี่ยงไม่ได้ว่าเพื่อประโยชน์ของตัวเองที่จะไม่ต้องสูญเสียส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ กรณีได้ส.ส.เขตมาเป็นจำนวนมาก หากยังใช้รัฐธรรมนูญแบบเดิม แต่หากพิจารณาไปถึงสิ่งที่เป็นไส้ในของร่างที่เสนอนั้น การให้มีบัตรเลือกตั้ง 2 ใบ เลือกส.ส.สองแบบ เงื่อนไขที่ซามูไรกฎหมายระบุไว้ก็คือ พรรคที่จัดส่งบัญชีรายชื่อได้นั้นต้องส่งส.ส.เขตให้ได้ 100 เขตขึ้นไป

ตรงนี้จะเป็นจุดตายของการเสนอข้อแก้ไขรายมาตราหากได้ผ่านความเห็นชอบของที่ประชุมรัฐสภาไปแล้วหรือไม่ เพราะพรรคเล็กก็เล็งที่จะยื่นร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเหมือนกัน เนื่องจากเป็นการปิดกั้นพรรคการเมืองขนาดเล็ก ขณะที่เมื่อไปพิจารณาถึงเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ถ้าจะพูดกันให้ตรง ๆ คือตีกันพรรคเพื่อไทย แต่ในเนื้อหาสาระมีการออกแบบมาเพื่อไม่ให้พรรคการเมืองใดใหญ่เกินไป และต้องการให้มีพรรคการเมืองจำนวนมาก

ถ้ายึดตามแนวทางที่ศาลรัฐธรรมนูญเคยทำหนังสือถามผู้ยกร่างรัฐธรรมนูญ จนนำมาสู่การวินิจฉัยเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญในหนแรกจนต้องถูกตีตกในวาระ 3 นั้น ก็อยากจะฟังความเห็นจากทั้ง มีชัย ฤชุพันธุ์ และบรรดากรรมการร่างรัฐธรรมนูญทั้งหลายเหมือนกันว่า เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ที่มีต่อพรรคการเมืองนั้น ต้องการแบบไหนกันแน่ แต่ถ้าฟังคำตอบจาก วิษณุ เครืองาม ที่ถูกถามเรื่องนี้คงไม่ใช่เจตนาใหญ่ไปทั้งหมด เป็นเรื่องของความเคยชินที่ชินแบบใดมากกว่า สรุปว่าทุกอย่างมีเหตุผลในตัวของมันทั้งหมด ได้ยินแล้ววังเวง

ส่วนประเด็นการแก้ไขมาตรา 144 และ 185 ที่วางหลักการว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต โดยเฉพาะการหากินกับงบประมาณประจำปีของส.ส.และส.ว.ทั้งหลายนั้น เจตนาของผู้เสนอนั้นชัดเจน แต่บังเอิญว่าส.ว.ที่ไม่ใช่พวกเสือหิวไม่อยากให้ตัวเองกลายเป็นแพะรับบาปจึงต้องแตะเบรกกันหัวทิ่ม สุดท้ายจึงยอมถอย ก็อย่างที่วิษณุว่า ของเดิมออกแบบมาในหลักการที่ดี ถ้าคิดว่าแก้ไขแล้ว ชัดเจน รัดกุมมากขึ้นก็โอเค แต่ถ้าแก้แล้วมันแย่กว่าเดิมก็กรุณาอย่าแก้

เรื่องผลประโยชน์ไม่เข้าใครออกใครจริง ๆ สิ่งที่เกิดขึ้นในการประชุมรัฐสภาเมื่อ วันชัย สอนศิริ เสียดสีกล่าวหาส.ส.อย่าเอาดีใส่ตัวเอาชั่วใส่ส.ว. การเสนอขอแก้ไขเป็นเรื่องของการได้เปรียบเสียเปรียบทางการเมือง เป็นเรื่องการเอาชนะทางการเมือง ไม่ใช่เรื่องของประชาชน เป้าใหญ่คือระบบของการเลือกตั้งแพ้ชนะกันทางการเมือง มองว่าใครจะได้ส.ส.มากกว่ากันในการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในครั้งหน้า โจมตีกล่าวหากันตลอดว่ามีการทุจริตมีการซื้อสิทธิ์ขายเสียง แต่ไม่เคยคิดแก้รัฐธรรมนูญเพื่อการนี้

ทำเอาส.ส.พรรคสืบทอดอำนาจต้องลุกขึ้นประท้วงทันควัน กล่าวหาว่าวันชัยคือรอยด่างในระบอบประชาธิปไตย ประเภทไก่เห็นตีนงูจริง ๆ เพราะหากจะหาต้นตอว่าใครสร้างความด่างพร้อยให้ประชาธิปไตยของประเทศก็พอกันทั้งคู่ คนหนึ่งชงคำถามพ่วงให้ส.ว.โหวตเลือกนายกฯ ได้ อีกพวกก็ตั้งพรรคเพื่อการสืบทอดอำนาจใช้พลังดูดสารพัด เลือกตั้งแล้วแพ้ยังใช้เล่ห์กลจนได้เป็นแกนนำตั้งรัฐบาล แจกกล้วยงูเห่าไม่สนภาพที่ผู้นำเผด็จการสร้างขึ้นมาว่าผุดผ่องปลอดโกง มองไปแล้วแยกไม่ออกจริง ๆ ว่าใครสามานย์กว่ากัน

Back to top button