พาราสาวะถี

อรชุน


ขึ้นชื่อว่าหมอการเมืองไม่ว่าจะอธิบายเรื่องใด มักจะแทงกั๊กไม่บอกความจริงทั้งหมด เพื่อประโยชน์ส่วนตัวในการอุ้มสมฝ่ายกุมอำนาจที่ให้คุณให้โทษกับตัวเองได้ กับมติครม.ที่อนุมัติให้ซื้อวัคซีนคุณภาพต่ำที่สุดในบรรดาวัคซีนด้วยกันอย่างซิโนแวค 10.9 ล้านโดส เป็นเงินกว่า 6,100 ล้านบาท ฟัง นายแพทย์โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค พยายามอธิบายหวังโน้มน้าวให้ประชาชนเชื่อถึงเหตุความจำเป็นที่ต้องเดินหน้าซื้อกันต่อเนื่อง เชื่อว่าคนส่วนใหญ่มีความรู้สึก วังเวง” มากกว่าเชื่อมั่น

คุณหมอการเมืองรายนี้อธิบายว่าไม่มีวัคซีนตัวไหนที่สามารถป้องกันโควิด-19 ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ แล้วบอกต่อไปว่าที่ประเทศไทยใช้เวลานี้และกำลังจะมีใช้คือ แอสตร้าเซเนกา ไฟเซอร์และซิโนแวค ประสิทธิภาพในการป้องกันโรคอยู่ที่ 80, 90 และ 60 เปอร์เซ็นต์ โดยไม่บอกว่ายี่ห้อไหนที่ป้องกันได้ต่ำสุด ซึ่งนั้นเป็นการอ้างอิงหลักการวิจัยที่ถูกต้องเพียงส่วนหนึ่ง แต่ก็รู้กันอยู่แล้วว่าวัคซีนเจ้าไหนที่คุณภาพต่ำสุด โดยที่ความจริงประสิทธิภาพในการป้องกันอาจจะไม่ถึง 60 เปอร์เซ็นต์เสียด้วยซ้ำไป

ทั้งนี้ หมอรายนี้ยังไม่ได้บอกต่อไปด้วยว่า เมื่อเจอกับโควิดกลายพันธุ์โดยเฉพาะสายพันธุ์อินเดียที่กำลังจะเข้ามายึดประเทศไทยในระยะเวลาอันใกล้นี้ มันทำให้ภูมิที่ได้รับจากการฉีดวัคซีนซิโนแวคลดลงถึง 4.9 เท่า เท่ากับว่าประสิทธิภาพในการป้องกันก็ต่ำอยู่แล้ว พอมาเจอกับโควิดสายพันธุ์ที่กำลังจะเข้ามาระบาดในประเทศและคาดหมายกันว่าจะทำให้ตัวเลขผู้ติดเชื้อพุ่งสูงถึงหลักหมื่นคนต่อวันในระยะเวลาอันใกล้นี้ ทำไมจึงยังดันทุรังจัดซื้อกันเข้ามาอีก

สิ่งที่อธิบดีกรมควบคุมโรคยืนยันว่า วัคซีนจากจีนยี่ห้อนี้สามารถลดการป่วยหนัก ลดการนอนโรงพยาบาล ลดการใช้ไอซียู สามารถป้องกันการเสียชีวิตได้เกือบ 90 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งคุณสมบัติดังว่าก็ไม่ได้แตกต่างหรือดีเด่นไปกว่าวัคซีนยี่ห้ออื่น ทำไมไม่เร่งจัดซื้อวัคซีนที่สามารถป้องกันโรคได้ดีกว่าไปเสียทีเดียว จะได้ไม่ต้องเสียเงินซ้ำซ้อน เพราะถึงจะเร่งฉีดซิโนแวคไป 2 เข็ม สุดท้ายก็ต้องมาฉีดเข็มสามกันหมุดทุกคนเพื่อประสิทธิภาพในการป้องกัน ทำไมจึงไม่เลือกยี่ห้อที่สองเข็มแล้วจบเสียเลย

หากจะอ้างว่ายี่ห้ออื่นต้องใช้เวลารอนาน ก็ยังมีวัคซีนที่ไทยผลิตเองอย่างแอสตร้าเซเนกา ตามที่สภาเภสัชกรรมเรียกร้องมาคือ ต้องลดการนำวัคซีนที่ผลิตได้ส่งออกไปยังประเทศอื่นไว้ก่อนหรือไม่ โดยเจรจากับบริษัทผู้เป็นเจ้าของสิทธิบัตร แต่หากไม่ได้ก็ต้องมาเข้มงวดเรื่องของการจัดส่งตามแผนการจัดซื้อที่ว่าตั้งแต่เดือนกรกฎาคมเป็นต้นไปประเทศไทยจะต้องมีแอสตร้าฯ มาฉีดให้กับประชาชนเดือนละ 10 ล้านโดสเป็นอย่างน้อย ตรงนี้เป็นไปตามนั้นหรือไม่

เนื่องจากในสถานการณ์วิกฤติที่ผู้คนต่างตื่นตระหนกกันอยู่เวลานี้ และพยายามที่จะจุดกระแสกันเรื่องวัคซีนทางเลือกทั้งที่เสียตังค์เองอย่างโมเดอร์นา และที่จะจัดหามาฉีดให้ฟรีอย่างไฟเซอร์ ต้องมาคลี่สัญญาและติดตามกันให้ใกล้ชิดว่าที่ตกลงกับแอสตร้าเซเนกาไว้นั้น ดำเนินการกันได้ตามเป้าหรือไม่ ผลจากการเลื่อนฉีดกันแบบฉุกละหุกจนเกิดความวุ่นวายเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ถือเป็นความผิดพลาดในการเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์วิกฤติและเป็นการทำงานที่ไม่โปร่งใสของรัฐบาลสืบทอดอำนาจ

การอ้างว่าตามสัญญาจะมีการส่งมอบกันภายในเดือนนั้นเดือนนี้ไม่ได้บอกว่าต้องวันที่ 1 หรือวันไหน ได้หมดตั้งแต่วันแรกของเดือนจนถึงวันสุดท้ายของเดือนนับว่าเป็นความเฮงซวยในการบริหารจัดการ เพราะวิกฤติของการระบาดมันเกิดขึ้นเร็วเป็นรายวินาทีและนาทีไม่ใช่รายวัน ความล่าช้าที่เกิดขึ้นมันจึงหมายถึงความปลอดภัยในชีวิตของประชาชนและความมั่นคงของประเทศในทุกด้านเหมือนอย่างที่ผู้นำเผด็จการสืบทอดอำนาจชอบอ้างมาโดยตลอด

กรณีวัคซีนตัวใหม่ทั้งไฟเซอร์หรือโมเดอร์นาที่จะเข้ามาในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ก็เช่นเดียวกัน  ได้ยินที่ปรึกษาศบค.ชี้แจง ไม่ใช่ว่าจะได้ในวันที่ 1 ตุลาคมแต่นั้นแค่วันเริ่มต้นที่ทางบริษัทระบุว่าจะสามารถส่งมอบได้ ซึ่งตีความไปได้ถึงสิ้นไตรมาสสุดท้ายหรือวันที่ 31 ธันวาคมกันเลยทีเดียว เหมือนเป็นการปัดความรับผิดชอบกันล่วงหน้า ทั้งที่ ความจริงเมื่อมีการเซ็นสัญญาไปแล้ว โดยที่บริษัทผู้ผลิตย่อมไม่ผูกมัดตัวเอง แต่หลังจากนั้นมันเป็นเรื่องความสามารถในการบริหารและการเจรจาล้วน ๆ

ประเด็นนี้ที่ถือเป็นจุดอ่อนของผู้นำเผด็จการสืบทอดอำนาจ เพราะไม่มีใครอยากคบค้าสมาคมด้วย คงไม่ต่างจากรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอย่าง ดอน ปรมัตถ์วินัย แต่เชื่อได้ว่าบรรดาเจ้าสัวทั้งหลายที่ยืนอยู่เป็นเงาทะมึนเบื้องหลังรัฐบาลสืบทอดอำนาจนั้น น่าจะมีคอนเนคชั่นที่สามารถยกหูขอความเห็นใจจากบรรดาผู้ผลิตทั้งหลายได้บ้างว่า ขอเร่งรัดจัดสรรวัคซีนเหล่านั้นมาให้ประเทศไทยบ้างได้หรือไม่ เหมือนอย่างที่ ทักษิณ ชินวัตร หรือ โทนี่ วูดซัม เคยท้าทายก่อนหน้านี้

การที่ผู้นำเผด็จการสืบทอดอำนาจเอาแต่คอยพูดย้ำแล้วย้ำอีกว่า การจะได้มาซึ่งวัคซีนตัวใหม่ที่เป็นที่ต้องการของคนส่วนใหญ่ในประเทศนั้นมันไม่ง่ายภายใต้สถานการณ์แบบนี้ ต้องย้อนถามกลับไปว่าแล้วได้ลองเจรจากับบรรดาผู้ผลิตกันบ้างแล้วหรือไม่ ถ้าจะจับโกหกกันว่าไม่ได้ทำแค่ราคาคุยก็คำพูดที่ท่านผู้นำเคยบอกว่ายกหูหา วลาดิเมียร์ ปูติน ผู้นำรัสเซียเพื่อขอซื้อวัคซีนสปุตนิก วี แล้วนั่นปะไร ผ่านมานานเท่าไหร่แล้วไม่เห็นมีอะไรคืบหน้าแม้แต่น้อย

นี่ย่อมสะท้อนให้เห็นว่าแท้ที่จริงแล้วผู้นำเผด็จการสืบทอดอำนาจไม่ได้มีความสามารถในการเจรจาหรือได้รับการยอมรับจากผู้นำประเทศใดในโลกนี้ ยกเว้นประเทศจีนซึ่งความจริงก็อาจไม่ใช่สายสัมพันธ์ส่วนตัว แต่เป็นเรื่องของบางคนบางพวกที่คอยเกื้อกูลและมีผลประโยชน์ร่วมกันมากกว่า ภายใต้วิกฤติโควิดที่หนักข้อขึ้นทุกวันถ้าตัวเลขผู้ติดเชื้อไปอยู่ที่หลักหมื่นคนต่อวัน จนต้องล็อกดาวน์กทม.และปริมณฑลหรือมากจังหวัดกว่านั้น ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าประชาชนยังจะอดทนและให้โอกาสผนง.กันต่อไปอีกหรือไม่

Back to top button