พาราสาวะถี

อรชุน


หลังจากที่คณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติมีมติให้เปลี่ยนวิธีการฉีดวัคซีนในประเทศไทย โดยให้ฉีดซิโนแวคเข็มแรก หลังจากนั้นเข็มที่สองเป็นแอสตร้าเซเนกา ท่ามกลางความกังขาของคนที่ฉีดซิโนแวคสองเข็มไปแล้วว่าผู้นำเผด็จการสืบทอดอำนาจและบรรดาคณะที่ปรึกษาทั้งหลายจะดูแลคนกลุ่มนี้อย่างไร ในเมื่อเชื้อโควิด-19 กลายพันธุ์ไปแล้วและกำลังระบาดหนักคือสายพันธุ์เดลต้าอินเดีย ที่ข้อมูลทางวิชาการยืนยันชัดเจนว่าซิโนแวคสองเข็มไม่ช่วยอะไร

ข้อมูลตรงนี้การันตีอีกครั้งโดย นายแพทย์ยง ภู่วรวรรณ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยา คลินิกภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งไปตั้งโต๊ะแถลงข่าวที่กระทรวงสาธารณสุขเมี่อวันวานถึงความจำเป็นในการฉีดวัคซีนไขว้ชนิดกัน สิ่งหนึ่งที่หมอยงระบุและทำให้คนฉีดซิโนแวคสองเข็มกุมขมับก็คือ คนที่ฉีดซิโนแวค 2 เข็มภูมิต้านทานสูงเท่ากับผู้ป่วยโควิด-19 ที่หายแล้วซึ่งน่าจะป้องกันโรคได้ แต่เมื่อไวรัสกลายพันธุ์ทำให้ภูมิที่เท่ากันป้องกันไม่ได้

คำอธิบายต่อมาก็คือ หากฉีดแอสตร้าเซเนกา 2 เข็ม วัดภูมิต้านทาน 1 เดือนหลังจากนั้น ภูมิต้านทานจะสูงเพียงพอในการป้องกันไวรัสที่กลายพันธุ์ แปลว่าต้องใช้เวลา 14 สัปดาห์ที่ภูมิจะสูงขนาดนั้น แต่หากฉีดวัคซีนเข็ม 1 เป็นซิโนแวค ตามด้วยเข็ม 2 เป็นแอสตร้าฯ ภูมิต้านทานใกล้เคียงกับการฉีดแอสตร้า 2 เข็ม แม้ว่าจะน้อยกว่านิดหน่อย โอกาสที่จะป้องกันได้มีมากกว่า และใช้เวลาเพียง 6 สัปดาห์เท่านั้น เมื่อเทียบกับการใช้แอสตร้าฯ 2 เข็มที่ใช้เวลา 12 สัปดาห์

ในสถานการณ์ระบาดของโรคที่เป็นไปอย่างรวดเร็วรุนแรง เรารอเวลาถึง 12 สัปดาห์ไม่ได้ จำเป็นต้องมีภูมิต้านทานที่สูง ขึ้นเร็ว การฉีดสลับชนิดแล้วลดเวลาเหลือ 6 สัปดาห์ ประกอบกับขณะนี้ประเทศไทยมีวัคซีนเพียง 2 ชนิด จึงเป็นการเหมาะสมสำหรับประเทศไทยในเวลานี้ แต่ในอนาคตหากมีวัคซีนเทคโนโลยีที่ดีกว่า หรือพัฒนาสลับเข็มได้ดีกว่า ค่อยหาวิธีการที่ดีกว่า เข้าใจว่าต้องทำแบบนี้และไม่มีปัญหาในแง่ความรู้สึกของประชาชนที่กำลังเตรียมจะฉีดวัคซีน

แต่สำหรับคนที่ฉีดซิโนแวคไปแล้วสองเข็ม จนถึงเวลานี้ยังไม่มีคำตอบจากฝ่ายกุมอำนาจว่าจะดูแลคนเหล่านี้ยังไง เท่ากับว่าการให้ความร่วมมือจากการโฆษณาชวนเชื่อที่ผ่านมาไร้ความหมายไปอย่างสิ้นเชิง ในสถานการณ์การระบาดที่รุนแรงเวลานี้ คนที่ฉีดวัคซีนยี่ห้อนี้ไปแล้วแต่การป้องกันโรคกลับเหมือนคนที่ยังไม่ได้ฉีดวัคซีน แต่คนกลุ่มนี้กลับไม่มีทางเลือกแล้ว เพราะไม่สามารถไปขอฉีดวัคซีนใหม่ได้ ส่วนเข็มที่ 3 จากมติที่ออกมาจะฉีดให้เฉพาะบุคลากรทางการแพทย์ด่านหน้าเท่านั้น

ประเด็นตรงนี้ไม่ใช่เฉพาะประชาชนทั่วไปเท่านั้นที่สงสัย แม้แต่ พิมพ์รพี พันธุ์วิชาติกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ก็ตั้งคำถามอย่างแหลมคม การสร้างความเชื่อมั่นต่อจากนี้จะทำอย่างไร คนที่ฉีดวัคซีนซิโนแวคไปสองเข็มแล้วจะได้รับเข็มสามจากภาครัฐจัดหาหรือไม่ หรือต้องเข้าสู่โหมดพึ่งตัวเอง รัฐบาลต้องคิดไปข้างหน้าและให้คำตอบกับประชาชน ก่อนที่ประชาชนจะถาม ทุกนโยบายที่ออกมาจึงต้องมีคำอธิบายที่ชัดเจน ไม่ใช่ตามแก้ในภายหลัง จะยิ่งบั่นทอนความเชื่อมั่นที่ประชาชนมีต่อรัฐบาล

เชื่อแน่ว่าหลายคนเห็นด้วยกับส.ส.หญิงรายนี้ โดยเฉพาะการขมวดปมที่ว่า หลายเรื่องที่รัฐบาลดำเนินการขณะนี้เป็นเรื่องดี แต่ช้าไป ไม่ว่าจะเป็นยาฟ้าทะลายโจร หรือระบบการรักษาทางไกล ให้ผู้ป่วยสีเขียวรักษาตัวที่บ้าน ซึ่งไม่อยากฟื้นฝอยหาตะเข็บว่าเกิดจากปัญหาอะไร แต่อยากให้เป็นบทเรียนที่ต้องตระหนักว่า “การออกนโยบายต้องคิดไปข้างหน้าไม่ใช่ตามแก้หลังเกิดปัญหา” ความเห็นตรงนี้ถ้าสื่อให้เห็นภาพชัดก็คือ ผู้นำประเทศไร้วิสัยทัศน์ในการแก้ไขปัญหานั่นเอง

การประกาศล็อกดาวน์ 10 จังหวัดตามมาด้วยมาตรการเยียวยาที่เพิ่งผ่านความเห็นชอบจากที่ประชุมครม. ดูแล้วก็เพียงแค่ลดอารมณ์ความรู้สึกจากผู้ที่ได้รับผลกระทบเท่านั้น ความจริงสิ่งที่เป็นเรื่องใหญ่กว่านั้นคือมาตรการในการจัดการกับโควิด-19 ในช่วง 14 วันนี้มากกว่าว่าจะเข้มข้นและนำไปสู่หนทางที่ก่อให้เกิดความหวังได้ขนาดไหน การเห็นแค่มติไขว้ฉีดวัคซีน แต่ยังไม่รู้ว่ามีวัคซีนฉีดให้ประชาชนกลุ่มเป้าหมายได้ครอบคลุมตามจำนวนที่ควรจะเป็นหรือไม่ ท้ายที่สุดก็กลับเข้าสู่ความวังเวง

ประเภทเจ็บแล้วไม่จบ เอาแค่ที่ว่าประเทศไทยมีวัคซีนอยู่ 2 ยี่ห้อ ซิโนแวคของน่าจะมีเพียงพออยู่ แต่แอสตร้าเซเนกา มีพอที่จะฉีดให้กับประชาชนหรือไม่ หากเป็นคนมองโลกในแง่ร้ายก็เห็นกันได้ว่า มติที่ออกมานี้เพื่อที่จะทำให้คนที่ไม่ยอมฉีดซิโนแวคได้ตัดสินใจฉีดเพื่อที่จะรอฉีดเข็มสองเป็นแอสตร้าเซเนกา และถือเป็นการเบี่ยงความสนใจและกระแสเรียกร้องถามหาว่า แอสตร้าฯ ที่มีอยู่เวลานี้มีจำนวนเท่าใด เพราะจังหวะเวลาที่รอเป็นเข็มสองนั้น น่าจะเป็นระยะเวลาที่มากพอสำหรับการระดมวัคซีนยี่ห้อนี้มาสำรองในคลัง

ส่วนที่จะนำมาฉีดให้กับบุคลากรทางการแพทย์ด่านหน้าเป็นบูสเตอร์ ก็เป็นส่วนที่ญี่ปุ่นบริจาคมาในจำนวนที่เพียงพอต่อจำนวนบุคลากรที่มีอยู่ และเหลือบางส่วนให้กับกลุ่มเสี่ยงที่จำเป็นหรือจะจัดไว้สำหรับบรรดาวีไอพีทั้งหลายนั่นก็อีกเรื่อง เพราะประเด็นนี้เกิดขึ้นมาต่อเนื่องภายใต้การบริหารของผู้นำเผด็จการสืบทอดอำนาจ ยังไม่นับรวมความเห็นแก่ตัวของท่านผู้นำที่ประกาศอ้างว่าเสียสละสารพัด แต่ตัวเองรีบไปฉีดแอสตร้าฯ เข็มสองในวันที่ป่าวประกาศว่าให้ประชาชนรอเข็มสองไปก่อน

ขณะที่คนส่วนใหญ่ต่างเห็นตรงกันว่าภาวะวิกฤติที่เกิดขึ้นและเป็นอยู่เวลานี้เกิดจากภาวะผู้นำของผู้นำเผด็จการสืบทอดอำนาจที่ไม่สามารถแก้ปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ดูเหมือนว่าคนที่เป็นปัญหาไม่รู้ตัวเพราะล่าสุดยังออกมาโพสต์ไม่ว่าจะมีอุปสรรคหรือปัญหาใด ๆ และจะสู้จนกว่าเราจะเอาชนะสงครามครั้งนี้ได้ ถ้าเป็นสงครามระหว่างกองทัพที่ใช้อาวุธยุทโธปกรณ์ก็พอเชื่อได้บ้างว่ามีโอกาส แต่สงครามเชื้อโรคที่ผู้นำเบาปัญญา มิหนำซ้ำ อาวุธสำคัญอย่างวัคซีนยังมีปัญหา ถ้าจะชนะได้ต้องเปลี่ยนตัวผู้นำเท่านั้น

Back to top button