พาราสาวะถี

อรชุน


ยังคงทำงานกันเป็นรัฐราชการด้วยการประชุมตามกรอบเวลา ไม่สนว่าสถานการณ์ของบ้านเมืองจะดำเนินไปในทิศทางแบบไหน อย่างไร โดยเฉพาะกับวิกฤติการระบาดของโควิด-19 วันวาน คณะกรรมการวัคซีนแห่งชาติประชุมครั้งที่ 2/2564 มติที่ออกมาก็ต้องบอกว่าวังเวงอย่างบอกไม่ถูก ขณะที่ผู้นำเผด็จการสืบทอดอำนาจบอกว่านี่คือการทำสงครามกับเชื้อโรคและต้องเอาชนะให้ได้ แต่ฝ่ายที่ดูแลเรื่องอาวุธในการรับมือแทนที่จะจัดอาวุธชุดใหญ่คือวัคซีนที่ทันสถานการณ์ กลับไปคุยไปเคาะกันเรื่องจัดหาวัคซีนในปีหน้า

ที่ตั้งโต๊ะแถลงข่าวบอกว่าคณะกรรมการมีมติให้จัดหาวัคซีนรูปแบบ mRNA ไวรัลเว็กเตอร์ ซับยูนิตโปรตีน และรูปแบบอื่น ๆ ที่เหมาะสมกับสถานการณ์การระบาดสำหรับปี 2565 จำนวน 120 ล้านโดส ถามว่าสถานการณ์ที่ยังมาไม่ถึงจะต้องเร่งรีบมีมติอะไรออกมา เอาแค่เฉพาะหน้าที่เวลานี้ทุกวงการเรียกร้องถามหาวัคซีนตัวใหม่ที่มีประสิทธิภาพรับมือกับโควิดกลายพันธุ์อย่างเดลต้าอินเดีย ช่วยหาวิธีการหรือมาตรการที่จะให้ได้มาโดยเร็วดีกว่าจะไปขายฝันกันในปีต่อไปดีกว่าไหม

ยิ่งได้ฟังการอ้างว่า มีการเจรจากับบริษัทผู้ผลิตวัคซีนซึ่งใช้ไทยเป็นฐานการผลิต เรื่องสัดส่วนการจัดส่งให้เหมาะสมกับสถานการณ์ ซึ่งได้รับคำตอบว่าจะพยายามจัดสรรให้ได้ 1 ใน 3 ของกำลังการผลิตที่เกิดขึ้นในประเทศ แล้วที่ป่าวประกาศกันก่อนหน้าว่าตั้งแต่เดือนกรกฎาคมเป็นต้นไปจะมีวัคซีนจากแอสตร้าเซเนกาสำหรับประเทศไทย เดือนละ 10 ล้านโดสเป็นอย่างน้อยนั้นคืออะไร นี่หรือเปล่าจึงเป็นเหตุผลสำคัญที่คณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติต้องปรับสูตรฉีดวัคซีนแบบไขว้จนเป็นข่าวดังไปทั่วโลก

สรุปแล้วคือหวังสร้างภูมิคุ้มกันให้ประชาชนโดยเร็ว หรือเพื่อกลบปัญหาการไม่มีวัคซีนหลักของประเทศที่เป็นม้าตัวเดียวตามการยืนกระต่ายขาเดียวของ อนุทิน ชาญวีรกูล ก่อนหน้านั้น เท่ากับเป็นการโกหกประชาชนทั้งประเทศ ที่สำคัญคือเป็นการหลอกลวงโดยใช้ความเสี่ยงในชีวิตของประชาชนเป็นเครื่องมือ ถามต่อไปว่าเมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว สมควรที่ผู้นำเผด็จการสืบทอดอำนาจควรจะอยู่ต่อไปหรือไม่ นอกจากจะไม่ชนะสงครามแล้วยังมองเห็นแต่หายนะที่รออยู่เบื้องหน้า

ขณะเดียวกัน การระดมสั่งซื้อวัคซีนซิโนแวคด้วยเหตุผลอันทุเรศทุรังเป็นเจ้าเดียวที่สั่งได้และส่งให้ได้ตามความต้องการในเวลานี้ จนกระทั่งเกิดเป็นกระแสเรียกร้องให้เปิดเผยสัญญาการซื้อขายและราคาที่ซื้อมาว่าเป็นอย่างไร หากบริสุทธิ์ใจต้องรีบเปิดเผย เพื่อที่จะไม่ให้เกิดข้อครหาว่ามีการกินส่วนต่างหรือรับเงินทอน ที่อ้างว่ารัฐธรรมนูญปราบโกง และรัฐบาลผมไม่มีการทุจริต ต้องกล้าที่จะเปิดทุกอย่างเพื่อความโปร่งใส ไม่ใช่ตะบี้ตะบันอ้างเป็นความลับที่ทางบริษัทผู้ผลิตร้องขอ

เรื่องของราคาคงไม่ใช่ความลับอะไรในทางธุรกิจ ยิ่งขายให้ถูกยิ่งจะได้รับเสียงสรรเสริญว่า รัฐบาลนี้มีความสามารถในการเจรจา ในฐานะมิตรประเทศที่ดีก็มีการช่วยเหลือเกื้อกูลกัน แต่หากแพงกว่าประเทศอื่นก็คงเป็นเรื่องที่ผู้นำเผด็จการสืบทอดอำนาจต้องพิจารณาเอาเอง อย่างที่บอกว่ารัฐบาลนี้และลิ่วล้อถนัดกับการใช้กฎหมายปิดปากคนเห็นต่าง ใครเสนอหน้าวิจารณ์เรื่องไหนเป็นต้องถูกดำเนินคดี

เหมือนอย่างกรณีองค์การเภสัชกรรมแจ้งความดำเนินคดีกับ นายแพทย์บุญ วนาสิน ประธานกรรมการ บริษัท ธนบุรี เฮลท์แคร์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) และ ลอย ชุนพงษ์ทอง นักคณิตศาสตร์และนักดาราศาสตร์ชื่อดัง ผู้ทรงคุณวุฒิสหวิทยาการราชบัณฑิตยสภา จากการที่ระบุว่า องค์การเภสัชกรรมในฐานะผู้แทนภาครัฐที่ได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่ในการประสานงานจัดซื้อจัดหาวัคซีนโมเดอร์นาให้กับสมาคมโรงพยาบาลเอกชน  ดำเนินภารกิจนี้โดยมุ่งแสวงหาผลกำไรสูงสุดจากประชาชน

โดยที่ทั้งสองคนที่ถูกดำเนินคดีต่างยินดีที่จะไปต่อสู้ในชั้นศาล หมอบุญถึงกับบอกว่ามวยคนละชั้น ดีเหมือนกันที่จะได้อาศัยอำนาจศาลให้เปิดเผยราคาการจัดซื้อซิโนแวค ขณะที่ลอยก็บอกว่า เรื่องสัญญาซื้อขายที่เป็นความลับ มักจะมีข้อยกเว้นว่า เปิดเผยได้เมื่อมีคำสั่งศาลหรือมีการตรวจสอบจากหน่วยงานภาครัฐ จึงแนะว่า ท่านผู้นำควรจะทำ สั่งให้มีการตรวจสอบ เพื่อให้เปิดเผยต่อสาธารณชนได้ ไม่ต้องเสียหน้าเมื่อมีคำสั่งศาล ถ้าไม่มีอะไรซ่อนเงื่อนก็ควรเปิดเผย วิธีนี้ไม่ผิดสัญญาซื้อขาย และสง่างามสำหรับคณะรัฐบาล

แต่เชื่อได้เลยว่าไม่มีทางที่คนซึ่งอ้างหลักการความโปร่งใส ไม่ทุจริต จะยอมทำเช่นนั้น มักจะหยิบยกเหตุผลข้าง ๆ คู ๆ มาอ้างเพื่อให้ผ่านไป แล้วปล่อยให้เวลาทำให้คนลืมไปเอง เมื่อองค์กรตรวจสอบต่างพร้อมใจกันสยบยอมอยู่ใต้อุ้งเท้าแล้วจะไปกลัวอะไร นาทีนี้จึงใช้วิธีการเก็บเนื้อเก็บตัวโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กเป็นระยะ เพราะรู้ดีว่าถ้าเจอหน้านักข่าวหรือปล่อยให้มีคำถาม ย่อมตอบทุกเรื่องได้ยาก โดยเฉพาะการที่มี โทนี่ วูดซัม หรือ ทักษิณ ชินวัตร คอยออกมาสอนมวยผ่านคลับเฮาส์เป็นระยะ

ล่าสุด ประเด็นเรื่องความพยายามลากยาวอยู่ในอำนาจให้นานที่สุดของผู้นำเผด็จการสืบทอดอำนาจ เป็นสิ่งที่มองไม่ต่างจากคนส่วนใหญ่ แต่ที่อดีตนายกฯ คนที่ 23 ฟันธงว่านานสุดไม่เกินเดือนกุมภาพันธ์ปีหน้านั้น คงไม่น่าจะจริง หากคิดที่จะอยู่ในตำแหน่งต่อไป เพราะมองมุมไหนก็ไม่เห็นว่าพรรคสืบทอดอำนาจจะได้เปรียบ เช่นเดียวกับพรรคร่วมรัฐบาลอื่น การที่ เทพไท เสนพงศ์ สะกิดทักษิณให้พูดน้อยลงอ้างจะไปเพิ่มคะแนนนิยมให้ท่านผู้นำนี่ก็ชัดเจนว่า ยิ่งทักษิณพูดคะแนนของพรรคประชาธิปัตย์ยิ่งต่ำเตี้ยเรี่ยดินลงเรื่อย ๆ

สิ่งหนึ่งซึ่งคนแดนไกลยกมาพูดและยากที่ฝ่ายกุมอำนาจจะตอบโต้ได้ยากคงเป็นวาทกรรมของ สี จิ้น ผิง ผู้นำจีนที่บอกว่า “จะครองเมืองต้องครองใจประชาชนให้ได้ก่อน” เห็นกันอยู่สถานการณ์ที่เป็นไปได้พิสูจน์แล้วว่า สมควรที่จะให้โอกาสกับคนที่ไร้วิสัยทัศน์ บริหารจัดการสถานการณ์วิกฤติล้มเหลวโดยสิ้นเชิงอีกต่อไปหรือไม่ อย่างที่ทักษิณบอกเคยมีคนชอบตนแล้วก็เกลียดและหันกลับมาชอบอีก ส่วนผู้นำเผด็จการสืบทอดอำนาจและคณะน่าจะมีคำตอบอยู่แล้วว่า คนส่วนใหญ่รักมากหรือเกลียดขี้หน้าเป็นอย่างยิ่ง

Back to top button