พาราสาวะถี

อรชุน


แทบจะไม่ต้องสงสัยหรือใครที่ค่อนขอดว่าอรชุนคิดมากไปหรือเปล่า ที่ไปกล่าวหามติของที่ประชุมคณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติเรื่องการฉีดวัคซีนโควิด-19 ไขว้ชนิดกันนั้น เป้าหมายไม่ได้เพื่อหวังจะกระตุ้นภูมิคุ้มกันโดยเร็วเพื่อรับมือกับสถานการณ์การระบาดของโควิดสายพันธุ์เดลต้าอินเดีย แต่มันเป็นการแก้ปัญหาให้กับการส่งมอบวัคซีนแอสตร้าเซเนกาไม่เป็นไปตามแผนมากกว่า และก็ยอมรับแต่โดยดีหลังจากฟังคำให้สัมภาษณ์ของ สาธิต ปิตุเตชะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข

เมื่อหมอตี๋ยอมสารภาพว่า วัคซีนแอสตร้าเซเนกาที่มีกำหนดส่งมอบจำนวน 61 ล้านโดสภายในสิ้นปีนี้นั้น ไม่ได้เป็นไปตามนี้ โดยจะมีความล่าช้าไปถึงเดือนพฤษภาคมปีหน้า นี่ไงคือหลักฐานสำคัญและก็แทนคำอธิบายข้อสงสัยของคนจำนวนมากก่อนหน้า ที่เริ่มมีการเลื่อนนัดฉีดวัคซีนให้กับประชาชนทั่วไปตั้งแต่การคิกออฟปูพรมฉีดวัคซีน 7 มิถุนายนที่ผ่านมาแล้ว จนกระทั่งหมอพร้อมที่หัสแรกตั้งใจให้เป็นแอปพลิเคชันจองคิวฉีดวัคซีน หลายเป็นแอปฯ ตัวตลกหมอไม่พร้อม และทำหน้าที่ให้ความรู้เรื่องวัคซีนไปเสียอย่างงั้น

ยิ่งฟังคำแก้ตัวของสาธิตก็ยิ่งตลกไปกันใหญ่ ในสัญญาไม่ได้ระบุเวลาชัดเจน แต่อาจมีเพียงจำนวนวัคซีนทั้งหมดที่จะส่งมอบ เป็นแผนที่มีการพูดคุยกันโดยเน้นการเจรจา ต้องเรียนว่าสงครามวัคซีนในช่วงเวลานี้ต้องยอมรับว่าเป็นอำนาจของผู้ขาย ฉะนั้นการกำหนดในสัญญาต่าง ๆ เขาจะไม่ค่อยผูกมัดในเรื่องของเวลา หรือเหมือนสั่งซื้อแล้วฟ้องบังคับชำระหนี้อาจมีปัญหานิดหน่อยแต่เราก็จำเป็น อันนี้เป็นกรอบเวลา แต่ถ้าเขาผลิตได้มากก็อาจจะส่งได้ทัน

ในฐานะอดีตรัฐมนตรีช่วยสองกระทรวง ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ จึงอดรนทนไม่ได้ ออกมาแสดงความเห็นต่อบทสัมภาษณ์ดังกล่าวของหมอตี๋ รัฐบาลไปตกลงกับแอสตร้าเซเนกาไว้ยังไง ทำไมสัญญาไม่มีผลผูกพันไม่มีอำนาจต่อรองอะไรเลย “เป็นการซื้อที่ตกเป็นเบี้ยล่างยิ่งกว่าร้องขอ” ที่ออกมติจะใช้กฎหมายควบคุมการส่งออกวัคซีนก็เป็นนิทานหลอกเด็ก ของจริงคือทำอะไรไม่ได้เหมือนเดิม เคยได้ยินคำว่าสัญญาทาสในวงการต่าง ๆ ไม่นึกว่าจะเห็นเรื่องทำนองนี้ในระดับรัฐด้วย

เชื่อว่าทุกคนรู้สึกเช่นเดียวกันกับณัฐวุฒิ สัญญาที่สำคัญเช่นนี้ปล่อยให้เป็นแบบนี้ได้อย่างไร อย่าว่าแต่สัญญาลายลักษณ์อักษรต่อให้เป็นสัญญาลูกผู้ชายทำกันปากเปล่าก็ไม่เลื่อนลอยแบบนี้ การปกปิดขีดดำแทบทั้งหมดในเอกสารที่ส่งให้ฝ่ายตรวจสอบยิ่งทำให้สังคมเคลือบแคลง วันหนึ่งหากอำนาจเปลี่ยนต้องเอาทั้งหมดมาเปิดเผยต่อประชาชนให้ได้ วันนี้คนจำนวนมากทำใจแล้วว่าต้องซื้อวัคซีนฉีดเอง แต่ที่รับไม่ได้คือถูกปิดหูปิดตามัดมือกดหัวให้ต้องยอมรับกองอาจมที่รัฐบาลปิดบังไว้

แน่นอนเหลือเกินว่า ความผิดพลาดล้มเหลวโดยสิ้นเชิงต่อกรณีนี้ เราจึงได้เห็นการออกมาแก้ตัวกันรายวัน เช่นกรณีของ อนุชา บูรพชัยศรี โฆษกรัฐบาลที่อธิบายเรื่องประสิทธิภาพของวัคซีน 3 ชนิดที่มีอยู่ในประเทศไทย โดยอ้างเรื่องการรับรองจากองค์การอนามัยโลก ซึ่งนั่นคนเขารู้กันดีอยู่แล้ว ที่รู้มากไปกว่านั้นก็คือ วัคซีนหลักสองชนิดที่มีมันมีปัญหาทั้งคู่ ม้าตัวเดียวของดีแต่ไม่มีให้ฉีดและไม่รู้ว่าต้องรอกันไปนานเท่าใด ส่วนม้าตัวรองก็ยอมรับกันเองว่าฉีดไปสองเข็มไร้ประโยชน์ ป้องกันสายพันธุ์เดลต้าไม่ได้ แล้วจะอธิบายหาอะไรมิทราบ

ประมาณว่าถามวัวตอบควาย วันนี้ผู้นำเผด็จการสืบทอดอำนาจจะกลับมาประชุมศบค.ชุดใหญ่แล้ว หลังจากกักตัวไป 14 วันและผลตรวจ 3 ครั้งไม่พบเชื้อ ซึ่งความจริงมันก็น่าจะเป็นเช่นนั้นหรือเปล่า เพราะเป็นคนแรกในประเทศไทยที่ได้ฉีดวัคซีนแอสตร้าเซเนกาครบสองเข็ม ในวันที่บอกให้ประชาชนรอไปก่อน ไหน ๆ ก็ประชุมกันท่ามกลางสถานการณ์วิกฤติเต็มที่แล้ว ก็ให้เกิดมรรคผลที่คนมีความหวังกันได้ ไม่ใช่สักแต่ว่าประชุมให้ครบตามรอบแล้วไม่เกิดประโยชน์ใด ๆ

เวลานี้เริ่มเกิดคำถามการล็อกดาวน์ 10 จังหวัดน่าจะเป็นการเจ็บแล้วไม่จบ เพราะตัวเลขของผู้ติดเชื้อยังสูงต่อเนื่อง ชัดเจนเหมือนกันคือยอดผู้เสียชีวิตจะเพิ่มขึ้นตามตัวเลขผู้ป่วยที่พบ แต่ฝ่ายกุมอำนาจยังมั่นใจว่ามาตรการที่ยกระดับมาแล้วนั้นน่าจะเอาอยู่ โดยลืมดูไปว่าเครื่องมือสำคัญที่จะควบคุมสถานการณ์ได้นั้น ไม่ใช่แค่ห้ามคนออกนอกบ้านตามช่วงเวลาที่กำหนด เพราะเชื้อโรคมันไม่ได้หยุดแพร่กระจาย ตราบใดที่ยังมีกิจกรรม มีการเดินทาง มีการเคลื่อนย้ายของคนนอกเหนือเวลาที่เคอร์ฟิว

หากไม่รู้ว่าจะจับจุดตรงไหนมาตอบคำถามประชาชนภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ กนก วงศ์ตระหง่าน ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ได้มีการรวบรวมคำถามไว้ 5 ข้อเพื่อให้รัฐบาลตอบ แต่เห็นว่า 3 ข้อสำคัญที่ถือเป็นหัวใจหลักต่อการแก้ปัญหาครั้งนี้คือ ทำไมข้อมูลเรื่องการสั่งซื้อวัคซีน ตั้งแต่ชนิดวัคซีน ราคา ปริมาณ ไปจนถึงวันและเวลาส่งมอบ จึงเต็มไปด้วยความสับสน การอ้างว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดรุนแรงทั่วโลก ทำให้วัคซีนเป็นตลาดของผู้ขายนั้นไม่เพียงพอที่จะทำให้คนเชื่อมั่น

ข้อแก้ตัวเช่นนี้ฟังไม่ขึ้น เพราะหลายประเทศสามารถได้วัคซีนไปก่อนหน้า และมีปริมาณที่มากกว่าประเทศไทย ตรงนี้สะท้อนถึงวิสัยทัศน์ของผู้นำและลิ่วล้อสอพลอทั้งหลาย ประการต่อมาทำไมการส่งมอบวัคซีนแอสตร้าเซเนกาจำนวน 61 ล้านโดสที่กระทรวงสาธารณสุขให้ข้อมูลเอาไว้จึงล่าช้าออกไปจากเดือนธันวาคม 2564 เป็นพฤษภาคม 2565 ทั้งที่รัฐบาลไทยได้เงินอุดหนุน 600 ล้านไปก่อนหน้านี้ เปรียบเสมือนการวางมัดจำซื้อล่วงหน้า และโรงงานผลิตวัคซีนยี่ห้อนี้ก็ตั้งอยู่ในประเทศไทย

คำถามสุดท้ายคือ “เมื่อไหร่คนไทยจะได้ฉีดวัคซีนครบทุกคน” เพราะประชาชนจำนวนมากต้องนอนรักษาตัวที่บ้านตามมีตามเกิด ด้วยความเสี่ยงสูง เนื่องจากเตียงในโรงพยาบาลทุกประเภทเต็มหมดแล้ว คำถามดังว่าคงไม่ต่างจาก 4 ข้อเรียกร้องขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่กังขาต่อการแก้วิกฤติโควิดของรัฐบาล จนถึงขั้นระบุหวังว่ารัฐบาลจะนำข้อเสนอนี้ไปพิจารณาอย่างเที่ยงธรรมบนพื้นฐานบนประโยชน์สูงสุดของประชาชน อ้างรักประชาชนแต่มองไม่เห็นหัว ไม่ฟังเสียงประชาชน มันจึงแก้ปัญหาแบบเฮงซวยอยู่อย่างนี้

Back to top button