พาราสาวะถี

อรชุน


ประกาศเพิ่มพื้นที่เฝ้าระวังสูงสุดและเข้มงวดหรือสีแดงเข้ม เพิ่มเติมอีก 3 จังหวัดคือ พระนครศรีอยุธยา ฉะเชิงเทรา และชลบุรี ทำให้พื้นที่สีแดงเข้มเวลานี้อยู่ที่ 13 จังหวัด พร้อมขยายเวลาล็อกดาวน์เพิ่มอีก 14 วันเริ่มตั้งแต่ 20 กรกฎาคมนี้ ซึ่งถือว่าไม่มีอะไรใหม่ที่ทำให้เห็นว่ามาตรการที่ประกาศออกมานั้น จะช่วยหยุดตัวเลขของผู้ติดเชื้อโควิด-19 ที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่องได้ เสาร์-อาทิตย์ที่ผ่านมาตัวเลขติดเชื้อทะลุหลักหมื่น คนตายทะลุหลักร้อย และคงจะเป็นเช่นนี้ต่อไปอีกหลายวัน

เหตุผลสำคัญที่เจ็บแล้วไม่จบ ไม่เกี่ยวกับมาตรการที่ออกมา และไม่ใช่เพราะประชาชนไม่ให้ความร่วมมือกับมาตรการ ถามว่าเรื่องการสวมหน้ากาก ล้างมือบ่อย ๆ เว้นระยะห่าง คนละเลยกันหรืออย่างไร เปล่าเลย มิหนำซ้ำ ส่วนใหญ่ยังป้องกันตัวเองเข้มงวดและรัดกุมมากกว่าเดิมหลายเท่าตัว ยิ่งการเดินทางออกนอกบ้าน หากไม่มีความจำเป็น เชื่อได้เลยว่า ไม่มีใครอยากจะออกไปเสี่ยง ทั้งหมดที่เป็นอยู่เวลานี้ ถ้าผู้นำเผด็จการสืบทอดอำนาจมีสำเหนียก เหลือจิตสำนึกอยู่บ้างย่อมมีคำตอบว่าเพราะอะไร

การระบาดในสองระลอกหลังชัดเจนว่าเกิดจากความมักมากและมักง่ายของฝ่ายกุมอำนาจเอง จนกระทั่งการระบาดที่เป็นอยู่ในเวลานี้ในภาวะการกลายพันธุ์ของเชื้อโรค ที่บรรดาบุคลากรทางการแพทย์ทั้งหลายต่างเรียกร้องวัคซีน mRNA เพื่อใช้ต่อสู้กับเชื้อกลายพันธุ์ แต่จนแล้วจนรอดก็ยังไม่เห็นอะไรที่เป็นความหวังของคนส่วนใหญ่ได้ วัคซีนที่มีในมือโดยมองข้ามซิโนแวคไปเลย แอสตร้าเซเนกาที่เป็นชนิดไวรัลเวกเตอร์ก็ยังลูกผีลูกคน บริษัทผู้ผลิตส่งให้ไม่ได้ตามที่ต้องการ

วิสัยทัศน์และความผิดพลาดในการบริหารจัดการตอกย้ำกันมาโดยตลอด และยืนยันอีกครั้งโดยคำพูดของ นายแพทย์ประสิทธิ์ วัฒนาภา คณบดีคณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล ที่ร่วมพูดคุยผ่านคลับเฮาส์ของสโมสรนักศึกษาแพทย์ศิริราชถึงประเด็นวิกฤติวัคซีนโควิด-19 และโควิดสายพันธุ์เดลต้าที่กำลังระบาดอย่างหนักในประเทศ สิ่งที่คุณหมอตอกย้ำก็เหมือนอย่างที่ทุกคนรู้กันดีอยู่แล้ว ผู้นำและฝ่ายที่เกี่ยวบกพร่องต่อการเตรียมการรับมืออย่างชัดเจน

โดยสิ่งที่หมอประสิทธิ์อธิบายต่อการเตรียมการเรื่องวัคซีนของฝ่ายกุมอำนาจก็คือ ช่วงที่สั่งวัคซีนตอนนั้น ไม่ได้มีการเชิญผู้เชี่ยวชาญเข้ามา เมื่อเริ่มมีสังเกตว่ามีอะไร ก็เลยเชิญผู้เชี่ยวชาญเข้ามาช่วยกันให้ข้อคิดเห็น แต่การสั่งวัคซีนมันเป็นการสั่งล่วงหน้า การสั่งวัคซีนไม่ใช่ว่าสั่งวันนี้แล้วเดือนหน้ามา มันสั่งล่วงหน้า หากวิเคราะห์ย้อนหลังจุดที่ควรจะสั่งมันควรจะเกิดตั้งแต่ตอนเฟส 3 ของปีที่แล้ว ตอนนั้นอเมริกาสั่งเป็น 3 เท่า แคนาดาก็เป็น 3 เท่าของประชากร ทั้งที่ผลของเฟส 3 ยังไม่เสร็จ อันนี้ไปตรวจสอบข้อมูลได้

จุดที่น่าสนใจอีกประการซึ่งได้มีการตอกย้ำกันมาจากทุกฝ่าย ทำไมจึงเลือกที่จะแทงม้าตัวเดียว ซึ่งหมอประสิทธิ์ก็ตั้งข้อสังเกตว่า เวลานั้นตนเดาว่าเพราะประเทศไทยตอนนั้นดูชิล ๆ มันดูน้อย ก็เลยไม่มีใครที่จะคิดว่าต้องมีความจำเป็นต้องไปติดต่อวัคซีนเอาไว้ก่อน กระทั่งพอเริ่มมีเกิด เริ่มมีเหตุการณ์เริ่มรุนแรงมากขึ้น วัคซีนที่ผลิตใหม่ก็จะถูกส่งไปประเทศต่าง ๆ เหล่านั้น เราก็ไม่ได้เข้ามา ตนเดาว่าตอนนั้นมีการเอาซิโนแวคเข้ามา จนกระทั่งกลายเป็นวัคซีนหลักในเวลานี้

ท้ายที่สุด มันก็หนีความจริงไม่พ้นเมื่อวัคซีนที่นำมาฉีดมันช่วยอะไรไม่ได้กับไวรัสกลายพันธุ์ หมอประสิทธิ์จึงยืนยันว่า เห็นด้วยต่อไปนี้ไม่ต้องสั่งอีกแล้ว” แต่คำถามสำคัญมันอยู่ที่แล้ววัคซีนแอสตร้าเซเนกาที่ไทยเราผลิตล่ะ ตอนนี้ก็พยายามเร่งก็ทะเลาะกับแอสตร้าเซเนกาอยู่เหมือนกัน เพราะแอสตร้าฯ เอาวัคซีนไปให้อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม แต่เราก็ต้องยืนยัน แต่เขาเป็นเจ้าของเราเป็นผู้ผลิต ซึ่งตอนนี้เป็นปัญหากัน ไม่รู้ก็น่าจะฟ้องร้องอะไรกัน การเล่นงานกันอยู่ หลายคนอาจจะเคยได้ยินอยู่ตอนนี้

นี่ไงคือบทพิสูจน์สิ่งที่มีการเรียกร้องกันก่อนหน้านี้ ต้องเปิดเผยสัญญาให้ชัดเจน ไม่ใช่แค่ดีใจและภูมิใจว่าบริษัทของไทยเราได้รับโนว์ฮาวของบริษัทผู้ผลิตวัคซีนและจะเป็นหนึ่งเดียวในภูมิภาคที่ได้เป็นผู้ผลิตวัคซีนเพื่อการต่อสู้กับโควิด-19 แต่เอาเข้าจริง ผลผลิตที่ได้ก็ถูกกระจายไปให้ประเทศในภูมิภาค โดยที่ผู้ผลิตได้แต่มองตาปริบ ๆ และกลายเป็นวิกฤติภายในประเทศ ซึ่งคนส่วนใหญ่ก็อดที่จะตั้งคำถามต่อถ้อยแถลงของกระทรวงสาธารณสุขก่อนจะมีการยกระดับมาตรการล่าสุดไม่ได้

โดยเมื่อวันเสาร์ นายแพทย์โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค ชี้แจงแบบหมอการเมือง จำเป็นต้องยกระดับเพื่อไม่ให้ตัวเลขผู้ติดเชื้อและเสียชีวิตหนักหน่วงแบบที่เป็นอยู่ ถ้าไม่ทำจะเป็นเช่นนี้ไปอีก 3-4 เดือน ขอให้ทุกคนให้ความร่วมมือ และรีบนำผู้สูงอายุเกิน 60 ปีและผู้ป่วย 7 กลุ่มโรคเรื้อรังที่มีอยู่ในบ้านไปฉีดวัคซีน ที่ต้องตอกกันหน้าหงายก็คือ คนเหล่านั้นอยากจะฉีดวัคซีนใจจะขาด แต่มีวัคซีนที่จะฉีดให้หรือไม่ นี่คือปัญหาที่หมอการเมืองและฝ่ายการเมืองไม่เคยยืดอกรับผิดชอบใด ๆ

หากจะเรียกร้องก็คงอย่างที่ นายแพทย์ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา หัวหน้าศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติ​ใหม่ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวเมื่อวันเสาร์ “คนที่ตัดสินใจผิดซ้ำซาก สร้างเรื่องตอแหล ทำเป็นลืมที่ตนเองทำ พูด และหลงผิด คิดปมเขื่อง ตนถูกตลอดกาล ถ้ายอมรับว่าเป็นโรคสมองเสื่อม หรือยอมรับการตรวจ ออกจากงานไปคนคงเข้าใจได้ แต่ถ้ายังคงทำอยู่อย่างนั้น อยู่เรื่อย ๆ ซ้ำๆ  ไม่ฟังใคร เราต้องทำอย่างไร?”

คงไม่ต้องบอกว่าหมายถึงใคร ซึ่งตรงนี้โทษใครไม่ได้ก็ต้องย้อนความกลับไปตั้งแต่วันที่มีการโบกมือดักกวักมือเรียกให้เกิดการรัฐประหาร จนกระทั่งมาถึงการสืบทอดอำนาจที่ฝ่ายมืดบอดทางด้านความคิดและมีอคติติดตัวยังชื่นชมว่า ประเทศจะขาดผู้นำแบบนี้ไม่ได้ จนกระทั่งเมื่อเผชิญกับวิกฤติที่รุนแรง จึงเป็นคำตอบที่เด่นชัดว่าผู้นำและคณะที่ใช้กลไกที่วางแผนกันมาเพื่อการสืบทอดอำนาจทำให้บ้านเมืองก้าวข้ามความเลวร้ายหรือวิกฤติหนักกว่าเดิม

บทพิสูจน์เรื่องวัคซีนและการรับมือสถานการณ์เวลานี้เป็นเครื่องพิสูจน์ ข้อมูลของหมอธีระวัฒน์กับการเปรียบเทียบจากประเทศอังกฤษที่มีประชากรพอ ๆ กับประเทศไทยติดเชื้อวันละ 5 หมื่นกว่าแต่ตายวันละ 40 กว่าราย เพราะฉีดวัคซีนไฟเซอร์กับแอสตร้าเป็นหลัก ฉีดหนึ่งเข็ม 87.6% ฉีดครบสองเข็ม 67.5% ที่นั่นเปิดเมือง เปิดแข่งบอล เปิดแข่งเทนนิส วัคซีนเขาท่าทางจะดีจริง ๆ หันมาดูประเทศไทยวิกฤติหนักแต่คำตอบเรื่องวัคซีนมีดีแค่ทฤษฎีแต่ภาคปฏิบัติเฮงซวย ทว่ายังมีหน้าตอแหลเราจะชนะไปด้วยกัน

Back to top button