พาราสาวะถี

จะไปถามหาแก่นสารสาระหรือเชื่อในคำพูดของผู้นำเผด็จการสืบทอดอำนาจที่ว่าด้วยการเป็นนักการเมืองได้อย่างไร กับบทสัมภาษณ์ผ่านมา


จะไปถามหาแก่นสารสาระหรือเชื่อในคำพูดของผู้นำเผด็จการสืบทอดอำนาจที่ว่าด้วยการเป็นนักการเมืองได้อย่างไร กับบทสัมภาษณ์เมื่อวันที่ 3 ธันวาคมที่ผ่านมา หลังจากนักข่าวถามว่าวันนี้เป็นนักการเมืองเต็มตัวแล้วหรือยัง กับคำตอบที่ว่า “ก็ต้องเป็น เพราะเป็นนายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้ง ก็เป็นนักการเมือง” ก่อนย้อนถามว่า “ผมยังเป็นทหารอยู่หรือไม่ล่ะ ผมเป็นทหารเกษียณแล้ว” นี่เป็นคำตอบเชิงหลักการหาใช่คำยืนยันที่ออกมาจากใจจริงไม่

ถ้าย้อนกลับไปเมื่อเกือบ 4 ปีที่แล้ว วันที่ 3 มกราคม 2561 ผู้นำเผด็จการสืบทอดอำนาจเคยให้สัมภาษณ์หลังการประชุมคณะรัฐมนตรีนัดแรกของปี โดยระบุว่า “วันนี้ต้องเปลี่ยนแปลง เพราะผมไม่ใช่ทหาร เข้าใจไหม เป็นนักการเมืองที่เคยเป็นทหาร มันก็ติดนิสัยทหารอยู่บ้าง” ครั้งนั้นสื่อหลายสำนักถึงขั้นย้อนกลับไปตรวจสอบคำพูดของท่านผู้นำที่ย้ำหลายครั้งหลายหนว่า “ผมไม่ใช่นักการเมือง” มิหนำซ้ำยังแสดงออกอย่างชัดเจนว่าเกลียดนักการเมืองและพรรคการเมืองเข้าไส้

ทว่าทุกอย่างกลับตาลปัตรเมื่อแผนการสืบทอดอำนาจจากกลไกที่ได้วางกันไว้ มันจะสวมหัวโขนความเป็นหัวหน้าเผด็จการลากยาวต่อไปไม่ได้ ต้องได้ชื่อว่าเป็นผู้นำที่มาจากการเลือกตั้ง สุดท้ายจึงเกิดพรรคการเมืองที่ชื่อว่าพลังประชารัฐจากการวางแผนเตรียมการกันไว้เหมือนกับการวางแผนรัฐประหาร ตามมาด้วยการใช้พลังดูดสารพัดวิธี จูบปากนักการเมืองทุกประเภทเพื่อหวังให้พรรคการเมืองที่ประกาศหนุนตัวเองให้เป็นนายกฯ ต่อไปชนะการเลือกตั้ง

โดยลืมไปว่าสิ่งที่ตัวเองเคยพูดถึงนักการเมืองและพรรคการเมืองไว้หลังการรัฐประหารนั้นเป็นอย่างไร ไม่ใช่ว่าไม่มีใครว่าอะไร แต่เผด็จการหน้าทนไม่สนใจอะไรอยู่แล้ว จึงเดินหน้ากันต่อไป แม้พรรคที่สนับสนุนไม่ชนะการเลือกตั้ง ก็อ้างสารพัดเหตุผลเพราะมีมือของส.ว.ลากตั้ง 250 เสียงที่จะยกให้กลับมาทำสืบทอดอำนาจอยู่แล้ว ดังนั้นการมาประกาศว่าตัวเองเป็นนักการเมืองแต่จะลงเลือกตั้งหรือไม่ให้เป็นเรื่องของอนาคต จึงเป็นการพูดเพื่อเอาใจนักการเมืองพวกเดียวกันเองเท่านั้น

ในความเป็นจริงไม่มีทางที่ผู้นำเผด็จการสืบทอดอำนาจจะเป็นนักการเมืองได้ เนื่องจากไม่ชอบให้ใครมาวิจารณ์ ใจไม่กว้างพอที่จะรับฟังความคิดเห็นที่แตกต่าง ยังคงความเจ้ายศเจ้าอย่างไว้ทุกกระเบียดนิ้ว ดังนั้นจึงไม่สามารถที่จะไปคลุกคลีกับชาวบ้านได้เหมือนวิถีที่นักการเมืองปกติทำกัน เห็นได้จากการลงพื้นที่ซึ่งอ้างว่าไปพบปะรับฟังปัญหาประชาชน ที่สุดท้ายก็มีแต่คนจัดตั้งฟังแต่เสียงสรรเสริญเยินยอ เสียงเรียกร้องของปัญหาที่ควรจะได้ยินกลับถูกปิดกั้นจากบรรดาขี้ข้าสอพลอทั้งหลาย

ความเป็นจริงของปัญหาที่ผู้นำเผด็จการสืบทอดอำนาจควรรับรู้ ก็ปรากฏแล้วจากปากคำของแม่ค้าสาวรายหนึ่งที่ปะปนอยู่กับกองเชียร์จัดตั้งที่เกาะคำชะโนด อุดรธานี ด้วยวรรคทองที่ว่า “อยากให้มาพัฒนาเยอะ ๆ แต่หากพัฒนาไม่ได้ ขอให้นายกฯ เกษียณไปเร็ว ๆ และให้คนอื่นมาทำแทน” เหมือนเป็นการตบหน้าฉาดใหญ่ กับคำตอบของผู้นำที่ว่าให้ไปดูที่ผ่านมานายกฯ ทำอะไรสำเร็จแค่ไหนแล้ว ไม่มีความหมายใด ๆ เพราะถ้าสำเร็จและประชาชนไร้ปัญหาย่อมไม่เกิดเครื่องหมายคำถามแบบนี้ขึ้นอย่างแน่นอน

นี่เป็นเพียงเสียงเดียวที่เล็ดลอดจากแนวสกัดกั้นเพื่อไปบอกให้ผู้นำเผด็จการสืบทอดอำนาจได้ยินเต็มสองหู หากเป็นนักการเมืองอย่างแท้จริงสิ่งที่ได้ยินได้ฟังมา จะต้องถูกนำไปทบทวนเพื่อแปรเปลี่ยนเป็นนโยบายสั่งการไปสู่ภาคปฏิบัติยกระดับความเป็นอยู่ คุณภาพชีวิตของประชาชนให้มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน อย่างที่ตัวเองป่าวประกาศโดยเร็ว แต่กลายเป็นว่าพลันที่เสียงดังกล่าวได้ถูกสะท้อนออกไป สิ่งที่แม่ค้าสาวคนดังกล่าวได้รับกลับไปคือถูกตำรวจในพื้นที่เรียกไปทำประวัติทันที

นั่นย่อมเป็นภาพสะท้อนความเป็นเผด็จการที่ใครจะมาเห็นต่างหรือกล้าสะเออะมาเสนอแนะต่อท่านผู้นำไม่ได้ ขณะเดียวกันพฤติกรรมของเจ้าหน้าที่ตำรวจต่อแม่ค้าคนดังกล่าวก็ย่อมเป็นการประจานการทำตัวเป็นพวกสอพลอที่ถนัดตั้งข้อหากับประชาชนที่แสดงความเห็นต่างกับฝ่ายกุมอำนาจ โดยเฉพาะผู้นำเผด็จการสืบทอดอำนาจได้เป็นอย่างดี ซึ่งไม่เคยมียุคไหนสมัยใดที่พบว่ากลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมืองจะถูกดำเนินคดีเท่ากับยุคของขบวนการสืบทอดอำนาจคณะนี้มาก่อน

อย่างไรก็ตาม หากตัดเอาเฉพาะประเด็นความเป็นนักการเมืองที่ยังไม่ประกาศความชัดเจนต่ออนาคตของตัวเองว่าจะลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นส.ส.แข่งกับผู้สมัครรายอื่น พรรคอื่นหรือไม่ แต่ที่ชัดเจนก็คือการจะกลับเข้าสู่ตำแหน่งอีกกระทอกแม้จะมี 250 เสียงส.ว.ลากตั้งพร้อมจะยกมือหนุน มันไม่ง่ายเหมือนเมื่อคราวการเลือกตั้งเมื่อปี 2562 อีกแล้ว ไม่ใช่ไม่ง่ายเพราะระบบเลือกตั้งจะเปลี่ยนไปหรือไม่ง่ายเพราะพรรคสืบทอดอำนาจจะไม่มีโอกาสชนะการเลือกตั้ง

หากแต่มีโจทย์ยากที่จะทำให้คนซึ่งไม่ยอมก้มหัวให้ใคร ไม่ยอมให้ใครมากดดัน จะต้องยอมรับในเงื่อนไขที่พี่ใหญ่แก๊ง 3 ป.ขีดเส้นให้เดิน เพราะความเป็นนักการเมืองและพรรคการเมืองที่ยึดโยงกับประชาชน และรับฟังเสียงสะท้อนจากพื้นที่มาโดยตลอด ย่อมอยากได้ผู้นำที่เข้าถึงง่าย นั่นหมายความว่า เมื่อเข้าสู่โหมดเลือกตั้ง การลงพื้นที่ของผู้นำเผด็จการสืบทอดอำนาจจากที่ฟังแต่เสียงจัดตั้ง ต้องพร้อมที่จะถูกด่าทอต่อว่า โดยไม่มีการตั้งข้อกล่าวหาประชาชนตามมาเหมือนที่เป็นอยู่

เป็นโจทย์การเมืองที่พี่ใหญ่แก๊ง 3 ป.ตกผลึกและเป็นคำตอบที่ว่าทำไมทั้งที่น้องรักไม่ชอบขี้หน้าแต่ตัวเองยังเลือกใช้บริการคนชื่อ ธรรมนัส พรหมเผ่า ด้วยความไว้วางใจต่อไป นั่นหมายความว่า ถนนสายการเมืองของการก้าวสู่ตำแหน่งนายกฯ จากการเลือกตั้งอีกสมัยของผู้นำเผด็จการสืบทอดอำนาจ จะถูกออกแบบโดยนักการเมืองและชี้นิ้วสั่งการโดยพี่ใหญ่แก๊ง 3 ป. ที่จะสร้างความอึดอัดใจให้กับน้องรักเป็นอย่างยิ่ง ช่วยไม่ได้ถ้าคิดจะอยู่ในอำนาจต่อไปก็ต้องยอมทำทุกอย่าง เว้นเสียแต่จะรับไม่ได้ ถอดใจ นั่นก็จะทำให้พี่ใหญ่ต้องยอมกลืนน้ำลาย ฝืนสังขารตัวเองขอเป็นนายกฯ สักครั้งในชีวิต

Back to top button