แหวนแม่ นาฬิกาเพื่อน

นบ้านเมืองนั้น มีทั้งคนดีและคนไม่ดี ไม่มีใครจะทำให้คนทุกคนเป็นคนดีได้ทั้งหมด การทำให้บ้านเมืองมีความปกติสุขเรียบร้อย จึงมิใช่การทำให้ทุกคนเป็นคนดี


ในบ้านเมืองนั้น มีทั้งคนดีและคนไม่ดี ไม่มีใครจะทำให้คนทุกคนเป็นคนดีได้ทั้งหมด การทำให้บ้านเมืองมีความปกติสุขเรียบร้อย จึงมิใช่การทำให้ทุกคนเป็นคนดี หากแต่อยู่ที่การส่งเสริมคนดี ให้คนดีได้ปกครองบ้านเมือง และควบคุมคนไม่ดีไม่ให้มีอำนาจ ไม่ให้ก่อความเดือดร้อนวุ่นวายได้”

พระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 พระราชทานแก่คณะบุคคลต่าง ๆ ที่เข้าเฝ้าถวายชัยมงคล วันที่ 11 ธ.ค. 2512 ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน กรุงเทพมหานคร

ครับ พระเจ้าอยู่หัวร.9 ทรงเป็นนักปราชญ์ที่เข้าใจในธรรมชาติของสังคมมนุษย์ อันประกอบไปด้วยคนดีและคนไม่ดีอย่างถ่องแท้ที่สุด การจะทำให้ทุกคนเป็นคนดี เป็นเรื่องเป็นไปไม่ได้ ควรต้องส่งเสริมคนดีให้ได้ปกครองบ้านเมือง และควบคุมคนไม่ดีไม่ให้มีอำนาจ มาก่อความเดือดร้อนวุ่นวายได้

คนไม่ดีที่ชอบอ้างตนเป็นคนดี ยิ่งอันตราย หากได้รับโอกาสดำรงตำแหน่งสำคัญในบ้านเมือง อันนี้ก็เป็นความเห็นส่วนตนของผู้เขียนเองด้วยล่ะ

กรณีสืบเนื่องมาจาก นายวีระ สมความคิด ประธานเครือข่ายประชาชนต้านคอร์รัปชัน ยื่นหนังสือถึงคณะกรรมการป.ป.ช.ขอให้ตรวจสอบการยื่นทรัพย์สินอันเป็นเท็จของพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ อดีตรองนายกรัฐมนตรี กรณีครอบครองนาฬิกาหรูกว่า 20 เรือน และแหวนประดับ แต่ป.ป.ช.มีมติไม่รับเรื่องไว้ไต่สวน

นายวีระหันไปใช้สิทธิตามพ..บ.ข้อมูลข่าวสารฯ ขอเอกสารสำคัญเกี่ยวกับการไต่สวนของป.ป.ช.ตลอดจนความเห็นของพนักงานเจ้าหน้าที่ป.ป.ช.ที่รับผิดชอบ และรายงานการประชุมของป.ป.ช.ที่เกี่ยวข้อง แม้คณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยขอมูลข่าวสาร และศาลปกครองกลางจะมีคำสั่งให้ป.ป.ช.เปิดเผยข้อมูล

แต่ป.ป.ช.ก็ยังเดินหน้าอุทธรณ์ ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาถึงที่สุดเมื่อ 21 เม.ย. 66 ให้ป.ป.ช.เปิดเผยข้อมูลสำคัญ 3 รายการตามที่นายวีระขอโดยครบถ้วนภายใน 15 วัน แต่เอกสารที่ป.ป.ช.ส่งมาไม่ครบถ้วน มีทั้ง “คาดแถบดำ” ปกปิดและส่งแต่กระดาษเปล่าเป็นร้อยหน้า

นำมาสู่การที่นายวีระยื่นฟ้องเลขาธิการและคณะกรรมการป.ป.ช.เป็นจำเลยรวม 12 คนต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1 ข้อหาปฏิบัติหน้าที่มิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 เมื่อ 31 ก.ค. 67

ศาลฯ ยกฟ้องในชั้นไต่สวนไป 8 คน เหลือสั่งฟ้อง 4 คน ต่อมานายวีระ โจทก์ ถอนฟ้องจำเลย 2 คน เพราะให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ทางคดีต่อโจทก์ คงเหลือจำเลยเพียง 2 คน คือพล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ อดีตประธานป.ป.ช.และน.ส.สุภา ปิยะจิตติ อดีตกรรมการป.ป.ช. ศาลฯ สั่งจำคุกคนละ 2 ปี

อุทาหรณ์เรื่องนี้ก็คือ “สวรรค์มีตาเสียที” ในช่วง 2 ทศวรรษมานี้ กระบวนการยุติธรรมในบ้านเมืองเรา ผิดเพี้ยนและขาดความน่าเชื่อถือไปเป็นอันมาก  ทั้งการกล่าวหาและตัดสินกันด้วย “อคติ” ความรัก-ความชังส่วนตนและความเชื่อ มากกว่าการตัดสินกันด้วยตัวบทกฎหมาย

เรื่อง “แหวนแม่-นาฬิกาเพื่อน” เป็นเรื่องที่ป.ป.ช.ตัดสินใจช่วยเหลือการกระทำผิดที่ค้านสายตาสาธารณชนเป็นอันมาก แม้กระทั่งมีคำพิพากษาศาลออกมา ก็ยังดื้อแพ่งฝ่าฝืนคำสั่งศาล โดยไม่สะทกสะท้านหวาดกลัวแม้แต่น้อย

ตัวเองเป็นหน่วยงานปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบในวงราชการ แต่กระทำการส่อทุจริตและประพฤติมิชอบเสียเอง ประชาชนจะพึ่งพาใครได้เล่า

ยังคงมีเรื่องค้างคาใจผู้คนใน “องค์กรอิสระ” อื่น ไม่ว่ากกต.หรือสตง.ฯลฯ อยู่อีกมากมายหลายเรื่อง ทั้งเขากระโดง ที่ยังดื้อแพ่ง ไม่ยอมคืนที่หลวงแม้มีคำพิพากษาฎีกา กรณีฮั้วเลือกตั้งสว.ที่มีผู้ถูกกล่าวหาถึง 229 คนกระทำการกันเป็นขบวนการ

หรือกรณีศักดิ์สยาม ชิดชอบ ใช้นอมินีถือหุ้นแทนตนในหจก.ที่รับงานภาคราชการ ซึ่งป.ป.ช.ก็เป่าคดี โดยยกคำร้องข้อกล่าวหาไปเรียบร้อยแล้ว

ขอให้ “สวรรค์มีตา” อีกสักครั้งหรือหลายครั้งเถอะ แผ่นดินไทยคงจะสูงขึ้นมาอีกไม่น้อย

Back to top button