พาราสาวะถี

คงช่วยอธิบายเหตุผลว่าขณะที่ผู้นำเผด็จการสืบทอดอำนาจภาคภูมิใจกับความสำเร็จในการแก้ปัญหาโควิด-19 โดยที่มีกระทรวงสาธารณสุขและหมอการเมืองทั้งหลายเป็นแรงหนุน


คงช่วยอธิบายเหตุผลว่าขณะที่ผู้นำเผด็จการสืบทอดอำนาจภาคภูมิใจกับความสำเร็จในการแก้ปัญหาโควิด-19 โดยที่มีกระทรวงสาธารณสุขและหมอการเมืองทั้งหลายเป็นแรงหนุน จนจะนำโควิดเข้าสู่การเป็นโรคประจำถิ่นอยู่รอมร่อแล้ว ทำไมจึงยังคงมีการใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินต่อไป ใช้คุมโรคหรือคุมม็อบไล่รัฐบาลกันแน่ การปรากฏตัวของม็อบไร้แกนนำ “เดินไล่ลุง” จากอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยไปยังอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เพื่อเรียกร้องท่านผู้นำลาออกจากตำแหน่งเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาคือคำตอบ

กำลังของเจ้าหน้าที่ตำรวจมาเต็มอัตราศึก หากเป็นไปตามสถานการณ์ปกติคงไม่มีการระดมกันมารับมือขนาดนี้ แต่ภายใต้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินที่สามารถดำเนินการได้ตามคำสั่งของหัวหน้าผู้ปฏิบัติงาน เพื่อไม่ให้เกิดความรำคาญใจแก่ผู้นำเผด็จการสืบทอดอำนาจ จึงมีการจัดการกดดัน และปะทะกับผู้ชุมนุม 4-5 ครั้งตลอดระยะเวลาที่มีการเคลื่อนไหวเกือบ 5 ชั่วโมง ก่อนที่จะจบลงด้วยการแยกย้ายสลายตัว ซึ่งนั่นก็เพียงพอที่จะเป็นการส่งสัญญาณไปถึงฝ่ายกุมอำนาจว่า กลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมืองนั้นพร้อมที่จะกลับมากันแล้ว

แน่นอนว่า เมื่อมีความเคลื่อนไหวในจังหวะที่ฝ่ายค้านกำลังจะยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ย่อมที่จะถูกฝ่ายกุมอำนาจชี้เป้าไปว่าม็อบขับไล่มีเบื้องหลัง ถือเป็นเรื่องปกติธรรมดา สิ่งที่น่าสนใจมากกว่าของกลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมืองในพื้นที่กรุงเทพฯ นั้นคือ ท่วงทำนองของ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. เพราะต้องอย่าลืมว่าห้วงเวลาก่อนหน้านั้น มีข้อเปรียบเทียบเรื่องการดูแลผู้ชุมนุมของอดีตผู้ว่าฯ กทม.ในทำนองเลือกปฏิบัติ ด้วยการหนุนม็อบฝ่ายเชียร์รัฐบาลอย่างออกนอกหน้า

สำหรับม็อบแรกที่เหมือนเป็นการต้อนรับผู้ว่าฯ กทม.คนใหม่นั้น ชัชชาติต่อสายตรงมาจากสหรัฐอเมริกา “เป็นห่วงนะครับ และได้มีการสั่งการให้รองผู้ว่าฯ ไปดูแลเรื่องความสะดวกและปลอดภัยต่าง ๆ ขอให้เหตุการณ์เรียบร้อย และให้ทีมงานติดตามอย่างใกล้ชิด ขอให้ระวังตัวทุกคนและขอให้การแสดงออกเป็นไปอย่างสงบ เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนที่ กทม.ต้องอำนวยความสะดวกให้ ขอให้ผ่านไปด้วยดี ขอให้เจ้าหน้าที่อย่าปฏิบัติรุนแรงกับผู้ชุมนุม ทาง กทม.ก็คงอำนวยความสะดวกเรื่องห้องน้ำ เรื่องต่าง ๆ ให้

ท่าทีที่แสดงออกเช่นนี้ของผู้ว่าฯ กทม. เชื่อได้ว่าจะทำให้ผู้นำเผด็จการสืบทอดอำนาจไม่สบอารมณ์เป็นแน่ แต่ก็น่าจะถึงเวลาที่ฝ่ายกุมอำนาจมายาวนานจะต้องทำใจยอมรับกับเหตุการณ์ที่เป็นจริง ความเห็นที่แตกต่าง หากเป็นเรื่องที่อยู่ในกรอบ ข้อเรียกร้องที่เป็นไปตามกติกา ผู้มีอำนาจสามารถที่จะชี้แจง อธิบายต่อสาธารณชนให้รับรู้ได้ผ่านทั้งสื่อมวลชนอาชีพและสื่อที่อยู่ภายใต้การปกครอง หลักการที่ชัชชาติยกมาเอ่ยถึงนั้นเป็นเรื่องที่ถูกต้องแล้ว

ในประเด็นของกลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมืองต่าง ๆ นั้น ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำขับไล่ประยุทธ์ (อ.ห.ต.) ได้ให้ความเห็นไว้อย่างน่าสนใจ ในภาพใหญ่ ความขัดแย้งต่อสู้ระหว่างฝ่ายเสรีนิยมกับอนุรักษ์นิยม ยังดำรงอยู่ และทวีความแหลมคม ซับซ้อนมากขึ้น แม้ไม่มีความเคลื่อนไหวมวลชนขนาดใหญ่ แต่กิจกรรมโดยกลุ่มต่าง ๆ ยังดำเนินต่อเนื่อง โดยเฉพาะในพื้นที่ กทม. การตอบสนองความคาดหวังของประชาชนคนหนุ่มสาวในขบวนต่อสู้เป็นเรื่องละเอียดอ่อน

บทบาทของผู้ว่าฯ กทม. และกลไกของ กทม.ที่รับใช้อำนาจรัฐ ถึงขั้นผู้ว่าฯ กทม.คนก่อนได้รับการยกย่องจากแกนนำม็อบ กปปส.ว่า สนับสนุนการชุมนุมเป่านกหวีดอย่างแข็งขันตอนเป็นรองผู้ว่าฯ ยังติดตาคาใจประชาชน ฝ่ายประชาธิปไตยย่อมเฝ้ามองเรื่องนี้ การปฏิบัติอย่างจริงใจ ยึดหลักสิทธิมนุษยชน กล้าหาญที่จะปกป้องเสรีภาพของประชาชนทุกกลุ่มทุกฝ่าย ตามสภาพความเป็นจริงที่ทำได้ เป็นแนวทางที่ทีมบริหาร กทม.ควรพิจารณา

ถ้าชัชชาติทำสำเร็จจะส่งผลในภาพรวม สร้างความเข้มแข็งให้ระบบเลือกตั้ง ทำให้เกิดความเชื่อมั่นว่า ถึงที่สุดจะมีคนที่ใช่มาเป็นตัวเลือก ไม่ต้องอาศัยอำนาจนอกระบบอุปโลกน์คนดีมายัดเยียด ปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้ว่าฯ กทม.กับข้าราชการและประชาชน จะเป็นแนวทางให้นักการเมืองทั้งส่วนกลางและท้องถิ่น พิจารณาวิธีทำงาน  วัตรปฏิบัติ รวมทั้งเป็นแรงผลักดันให้คนหน้าใหม่เดินเข้าสนามการเมือง นำเสนอองค์ความรู้ แนวคิด วิธีทำงาน บุคลิกภาพต่อประชาชน

การแสดงออกเบื้องต้นต่อม็อบแรกที่เกิดขึ้นของชัชชาติน่าจะตอบโจทย์ที่เป็นคำถามมาจากแกนนำม็อบคนสำคัญของฝ่ายเรียกร้องประชาธิปไตยได้ในระดับหนึ่ง ซึ่ง “ปรากฏการณ์ชัชชาติ” นั้นต้องยอมรับความจริงว่าเป็นที่คาดหวังของคนทุกฝ่าย ไม่เว้นแม้แต่ ส.ว.ลากตั้งอย่าง วันชัย สอนศิริ ที่มองผลของการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.ที่ออกมาว่า ถึงจุดที่คนไทยเบื่อความขัดแย้ง ความแตกแยกของคนในชาติ เบื่อเหลืองแดง เบื่อสามกีบ เบื่อสลิ่ม เบื่อคนรุ่นใหม่รุ่นเก่า

การตัดสินใจเลือกชัชชาติเพราะเชื่อว่าจะเป็นตัวแทนของคนที่เป็นกลาง ไม่ซ้ายไม่ขวา เชื่อมต่อได้ทุกรุ่นทุกสี มีความทันสมัย ไม่เจ้าขุนมูลนาย ไม่พิธีรีตองเกินความจำเป็นและไม่ติดกับระบบราชการมากเกินไป เป็นผู้บริหารที่เป็นของคนทุกคน แค่ทำงานไม่ถึง 2 สัปดาห์ก็เห็นความเปลี่ยนแปลงในหลายมิติของการจัดการกรุงเทพมหานคร แต่ที่ต้องขีดเส้นใต้ก็คือ ชัชชาติมีทั้งความรู้ ความสามารถ ความตั้งใจมุ่งมั่นทุ่มเท คนร่วมสมัยที่มาไกลกว่ายุคจำลอง ศรีเมือง อยู่กับการเมืองและเห็นการเมืองที่จมปลักอยู่กับความขัดแย้งมากว่า 20 ปี

คงนำบทเรียน ประสบการณ์จากรัฐบาลที่เป็นประชาธิปไตยและเผด็จการ มาเขย่าให้ถูกที่ถูกทาง เหมาะกับสังคมไทย คงจะเป็นพรรคการเมืองที่เกิดขึ้นใหม่ในอนาคต ถูกยุคสมัยที่ถูกใจคนไทยทั้งประเทศ เลิกกันเสียทีระบบเจ้าขุนมูลนายทางการเมือง คนมีเงินมีอำนาจทางการเมือง คนโกงกินทุจริตคอร์รัปชั่นหาประโยชน์ทางการเมือง พวกใช้อำนาจบาตรใหญ่ทางการเมือง และการปฏิวัติรัฐประหารทางการเมืองควรจะหมดไปเสียที แม้แต่คนที่ถูกตีตราว่าเป็นขี้ข้าเผด็จการยังหวังว่าปรากฏการณ์ชัชชาติจะเป็นปฐมบททางการเมืองที่กรุงเทพฯ และกระจายไปทั่วประเทศให้จงได้

Back to top button