ลุ้นหุ้นไทยแตะ 1,811 จุด ครึ่งปีแรก

ตลาดหุ้นไทยในปี 2566 ส่อแววสดใส โดยเฉพาะในช่วงครึ่งแรกของปี โบรกเกอร์ชี้ดัชนีมีสิทธิทะลุ 1,800 จุด แม้ภาพรวมทั้งปียังต้องเผชิญปัจจัยเสี่ยง


เส้นทางนักลงทุน

ตลาดหุ้นไทยในปี 2566 ส่อแววสดใส โดยเฉพาะในช่วงครึ่งแรกของปี โบรกเกอร์ชี้ดัชนีมีสิทธิทะลุ 1,800 จุด แม้ภาพรวมทั้งปียังต้องเผชิญปัจจัยเสี่ยงต่อเนื่องจากปี 2565 ทั้งเรื่องเงินเฟ้อ การปรับขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางทั่วโลก ภาวะเศรษฐกิจโลกถดถอย ตลอดจนความตึงเครียดระหว่างประเทศ และการเริ่มต้นเก็บภาษีขายหุ้นเป็นปีแรก ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2566 เป็นต้นไป

อย่างไรก็ตาม ตลาดหุ้นไทยยังมีปัจจัยหนุน เนื่องจากเงินเฟ้อและดอกเบี้ยน่าจะเข้าสู่จุดพีกแล้ว การเปิดประเทศทั่วโลก รวมทั้งไทย และล่าสุดคือจีน จะผลักดันให้ภาคการท่องเที่ยวคึกคักต่อเนื่อง ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในระยะข้างหน้าได้

หุ้นไทยแตะ 1,811 จุด

บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) บัวหลวง จำกัด (มหาชน) มองว่าดัชนีตลาดหุ้นไทย (SET Index) จะแตะระดับ 1,811 จุด ได้ในครึ่งปีแรก เพราะนอกเหนือจากจีนจะเปิดประเทศแล้ว อาจจะมีนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม จึงเป็นปัจจัยบวกต่อตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเชีย รวมถึงตลาดหุ้นไทยด้วย

ขณะเดียวกัน เศรษฐกิจไทยยังมีสัญญาณการเติบโตได้ที่ 3.4% เงินเฟ้อมีแนวโน้มชะลอตัวลง ทำให้คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ตัดสินใจปรับขึ้นดอกเบี้ยแบบช้า ๆ คาดว่าจะแตะระดับ 2% ในปี 2566 จากสิ้นปี 2565 ที่ 1.25% ทั้งนี้คาดกำไรต่อหุ้น (EPS) ของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) จะอยู่ที่ 111.80 บาท เพิ่มขึ้นจากปี 2565

ด้านบล.กสิกรไทย คาดธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะปรับขึ้นดอกเบี้ยจนแตะระดับสูงสุดในเดือนมีนาคม 2566 ที่ระดับ 5.00-5.25% ส่วนไทย เงินเฟ้อทั่วไปจะเข้าสู่กรอบเป้าหมายช่วงกลางปี จึงไม่มีความจำเป็นต้องปรับขึ้นดอกเบี้ยตามในระดับรุนแรง และมองว่าตลาดหุ้นไทยยัง outperform จึงสามารถดึงดูดให้ทุนต่างชาติไหลเข้ามาลงทุนได้ต่อเนื่อง ประเมินดัชนีหุ้นไทย 6 เดือนข้างหน้า มีโอกาสไซด์เวย์บริเวณ 1,740 จุด ก่อนเดือนมีนาคมนี้

ส่วนบล.เอเซีย พลัส มองว่าตลาดหุ้นปี 2566 มีความเสี่ยงจากผลกระทบของภาวะเศรษฐกิจถดถอย (Recession) ชัดเจนมากขึ้น ดังนั้นคาดว่า SET Index จะฟื้นตัวได้จากปี 2565 แต่มีโอกาสปรับตัวเพิ่มขึ้นจากปัจจุบันได้เพียง 5-6% เท่านั้น และคาด EPS จะเติบโตระดับ 5-6%

สอดคล้องกับบล.ทิสโก้ ที่ระบุว่าตลาดหุ้นจะให้น้ำหนักมากขึ้นกับผลกระทบจากการดำเนินนโยบายการเงินที่เข้มงวดต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจที่หลีกเลี่ยงภาวะถดถอยได้ยาก โดยเฉพาะเศรษฐกิจสหรัฐฯ และสหภาพยุโรป

อย่างไรก็ตาม มองครึ่งแรกของปี 2566 หุ้นไทยยังมีโมเมนตัมเชิงบวกจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ โอกาสเกิดการเลือกตั้ง และจีนเปิดประเทศ ดังนั้น SET Index จึงมีโอกาสจะขึ้นทะลุระดับ 1,700 จุดได้ ก่อนที่จะปรับตัวลงในช่วงครึ่งปีหลัง ซึ่งนักลงทุนควรระมัดระวังการลงทุน

โดยได้ปรับลดคาดการณ์กำไรสุทธิต่อหุ้นของตลาด (SET EPS) ปี 2566 เป็น 99.50 บาท (จากเดิม 103.8 บาท) คาด SET Index สิ้นปีจะอยู่ที่ระดับ 1,590 จุด (จากเดิมที่ 1,680 จุด) และปรับระดับ P/E ที่เหมาะสมลงจาก 16.6 เท่า เป็น 15.4 เท่า เพื่อสะท้อนความเสี่ยงเศรษฐกิจโลกถดถอยและรัฐเตรียมเก็บภาษีการขายหุ้น

ขณะที่ บล.โนมูระ พัฒนสิน มอง SET Index มีโอกาสขึ้นไปแตะระดับ 1,690-1,750 จุดได้ภายในช่วงครึ่งปีแรก ได้แรงหนุนจากเศรษฐกิจไทยมีทิศทางฟื้นตัว การท่องเที่ยวเติบโต การเลือกตั้งที่จะมีขึ้น และเงินทุนต่างชาติที่มีทิศทางเป็นบวกจนถึงช่วงไตรมาสแรก หลังจากนั้นยังต้องติดตามปัจจัยเสี่ยงเรื่องการเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยของประเทศพัฒนาแล้ว

หุ้นเด่นปี 2566

สำหรับหุ้นเด่นปี 2566 นั้น บล.บัวหลวง แนะนำ AMATA, AOT, BBL, BEM, BJC, COM7, GPSC, GULF และ TISCO รวมทั้งแนะนำให้จัดพอร์ตลงทุนโดยเพิ่มน้ำหนักในหุ้นกู้ กองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ และหุ้นในตลาดหุ้นไทย จีน และสหรัฐฯ

ส่วนบล.กสิกรไทย ชู 4 กลุ่มน่าลงทุน มองเป็นโอกาส ประกอบด้วย 1.ธุรกิจเสริมสวยความงาม 2.ธุรกิจอาหารสัตว์ 3.ธุรกิจเทคคอนเซาต์ และ 4.ธุรกิจโรงไฟฟ้า

บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ แนะลงทุนหุ้นเด่นไตรมาสแรกปี 2566 เน้นหุ้นได้อานิสงส์จากการเปิดประเทศของจีน และการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยเป็นหลัก ได้แก่ AOT, BBL, BCP, CPALL และ MINT

โดย AOT ได้ประโยชน์จากการเปิดประเทศของจีน รัฐบาลไทยมุ่งกระตุ้นภาคการท่องเที่ยวช่วยหนุนการเติบโต และแนวโน้มกำไรจะฟื้นตัวได้อย่างโดดเด่นในปี 2566

ขณะที่ BBL ได้ประโยชน์จากการปรับขึ้นดอกเบี้ยและมองการอ่อนค่าของค่าเงินดอลลาร์ฯ จะส่งผลกับกระแสเงินไหลเข้า ซึ่งกลุ่มธนาคารมีแนวโน้มได้ประโยชน์

ส่วน BCP มีการขยายการลงทุนอย่างมาก ราคาสินค้าโภคภัณฑ์มีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้นจากอุปสงค์ที่คาดว่าเพิ่มขึ้นจากการเปิดประเทศของจีน มีเงินปันผลดี

สำหรับ CPALL ได้ประโยชน์จากการบริโภคในประเทศที่เติบโตโดดเด่น มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ และการเลือกตั้งใหม่จะช่วยให้ยอดขายฟื้นตัวต่อเนื่อง

และ MINT มูลค่าหุ้นต่ำกว่ากลุ่มราว 15-20% บริษัทได้ประโยชน์จากการเปิดประเทศของจีน ต้นทุนพลังงานในยุโรปเริ่มปรับตัวลดลง ธุรกิจอาหารมีแนวโน้มฟื้นตัวรับแรงหนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐ

ก็หวังว่าเมื่อก้าวเข้าสู่ปีกระต่าย ดัชนีตลาดหุ้นไทยจะพุ่งปรู๊ดปร๊าด สามารถสร้างผลกำไรให้กับนักลงทุนได้…เต็มคาราเบล

Back to top button