ไฟฟ้าแพง ปะทะ การเมืองร้อน

หลังจากผ่านพ้นการเล่นน้ำดับร้อนในช่วงเทศกาลสงกรานต์ยังไม่ทันไร ก็เกิดประเด็นค่าไฟแพงตามหลังมาติด ๆ และตัวที่จุดประเด็นก็มาจาก กกพ.


หลังจากผ่านพ้นการเล่นน้ำดับร้อนในช่วงเทศกาลสงกรานต์ยังไม่ทันไร ก็เกิดประเด็นค่าไฟแพงตามหลังมาติด ๆ และตัวที่จุดประเด็นก็มาจาก คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน หรือ กกพ. มีมติปรับขึ้นค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ หรือ Ft งวดเดือน พ.ค.-ส.ค. 2566 ส่งผลให้ค่าไฟฟ้าที่ต้องจ่ายขึ้นมาอยู่ที่ 4.77 บาทต่อหน่วย และสูงขึ้นจากงวดปัจจุบัน (ม.ค.-เม.ย. 2566) ที่จ่ายอยู่ 4.72 บาทต่อหน่วยนะจ๊ะ

ประเด็นดังกล่าวทำให้มีการขุดคุ้ยต้นเหตุของปัญหาขึ้นมาประจานบนโลกโซเชียลหนักมาก ขณะเดียวกันก็เปิดช่องให้พรรคการเมืองกระโดดลงมาขยี้ซ้ำกันอย่างเมามัน (ยกเว้นเพื่อไทย) “โมนิก้า” ในฐานะที่ชอบสาระแนเรื่องชาวบ้านเป็นทุนเดิม และเคยเข้าใจผิดเรื่องไฟแพงมาแล้วหลายครั้ง จึงหูตาสว่างมากขึ้นเมื่อเห็นทุกคนช่วยกันตีแผ่เรื่องราวที่ชวนให้ผู้คนสงสัยไงล่ะคะ

โดยเฉพาะท่าทีที่ชัดเจนของ “หญิงหน่อย” ซึ่งเป็นแม่ทัพของพรรค “ไทยสร้างไทย” ผนวกกับทีมเศรษฐกิจก็มีการตั้งข้อสังเกตว่า ค่าไฟฟ้าที่แพงขึ้นเป็นความตั้งใจบริหารผลประโยชน์กับใครคนใดคนหนึ่งหรือไม่? และจากการตรวจสอบ ข้อมูลปี 2565 พบว่ามีค่าความพร้อมจ่าย ที่ต้องจ่ายให้กับโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่รวมกว่า 2.60 หมื่นล้าน ซึ่งเป็นเงินจำนวนมหาศาลที่โยนมาให้ประชาชนเป็นผู้รับผิดชอบ ผ่านบิลค่าไฟในแต่ละเดือนนะจะบอกให้

สถานการณ์ดังกล่าวทำให้แม่ทัพหญิงประกาศกร้าวบนเวทีการเมืองว่า เมื่อได้เป็นรัฐบาลจะเดินหน้าปรับโครงสร้างราคาค่าไฟทันทีภายใน 1 ปีให้ลดค่าไฟลงมาเหลือ 3.50 บาททันที และจะไปเจรจากับโรงไฟฟ้าเอกชนที่อ้างต้นทุนแพง เพื่อไปลดผลประโยชน์ที่ได้มากเกินไปให้ลงมาอยู่ในระดับเหมาะสม และชะลอการขึ้นโรงไฟฟ้าใหม่ที่กำลังจะเริ่มสัญญา COD ให้ช้าลง เพื่อลดการจ่ายค่าความพร้อมจ่ายแบบนี้..หุ้นไฟฟ้าหนาวกันเป็นแถบเลยนะเนี่ย

อีกพรรคที่แรงไม่เบาคงต้องมองไปที่ “ก้าวไกล” ซึ่งประกาศแผน 5 ขั้น โดยแผนชั้นที่ 1 จะเดินหน้าเปลี่ยนนโยบายจัดสรรก๊าซธรรมชาติที่ “เอื้อกลุ่มทุน” ให้กลายมาเป็น “เอื้อประชาชน” ซึ่งตัวนโยบายสามารถเปลี่ยนได้ทันทีภายในเวลา 100 วัน และจะเห็นบิลค่าไฟลดทันที 70 สตางค์ต่อหน่วยในปีแรก ส่วนขั้นที่ 2 ใช้แผน “เปลี่ยนแดดเป็นเงิน” เพื่อให้ทุกบ้านที่ต้องการติดโซลาร์เซลล์บนหลังคาบ้านสามารถทำได้อย่างถูกต้อง ซึ่งจะช่วยลดค่าใช้จ่ายได้เยอะนะคะ

ส่วนขั้นที่ 3 เดินนโยบาย “เปิดเสรีไฟฟ้า” โดยให้ผู้ใช้ไฟฟ้าเลือกซื้อไฟฟ้าได้เอง ไม่ต้องถูกมัดมือชกซื้อจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ยุติการรับประกันกำไรให้เจ้าสัวพลังงาน ขณะที่ขั้น 4 “ชนกลุ่มทุนใหญ่” ซึ่งจะเจรจาสัญญาซื้อขายไฟฟ้า และสัมปทาน เพื่อลดต้นทุนที่เกิดขึ้นจาก “ค่าความพร้อมจ่าย” ของโรงไฟฟ้าที่ไม่ได้เดินเครื่อง และขั้น 5 เป็นการเปลี่ยนนโยบายพลังงานของประเทศไทยใหม่ทั้งหมด เพื่อให้การผลิตไฟฟ้าเอื้อประโยชน์ประชาชนมากสุดเจ้าค่ะ

นโยบายเหล่านี้เป็นแรงเหวี่ยงกลับไปที่ยังพรรค “เพื่อไทย” อย่างรุนแรง เพราะมีการเปิดแผลเก่าที่เคยมีมาในสมัย “ยิ่งลักษณ์”  ซึ่งในโลกโซเชียลก็มีการออกมาแฉรายละเอียดยิบยับกันไปหมด และเรื่องนี้ก็เกี่ยวพันไปถึง กฟผ. แบบเลี่ยงไม่ได้เสียด้วย “โมนิก้า” ถึงอยากให้ผู้คนที่ถูกพาดพิงออกมาชี้แจงข่าวเม้าท์ทั้งหมดเป็นอย่างไรกันแน่? เพราะดูเหมือนเรื่องราวจะบานปลายมาถึงการประมูลไฟฟ้าสะอาดล่าสุด 5 พันเมกฯ อีกด้วย..และโจทย์นี้ก็พุ่งตรงไปยัง “สุพัฒนพงษ์” รมว.พลังงาน แบบดิ้นไม่ออกนะจะบอกให้

โดยเฉพาะเรื่องไฟฟ้าทั้งประเทศที่ผลิตได้มีมากถึง 5.30 หมื่นเมกฯ แต่ใช้จริงอยู่แค่ระดับ 3.30 หมื่นเมกฯ คงเหลือไฟสำรองทั้งสิ้น 2 หมื่นเมกฯ ซึ่งประเด็นนี้เป็นมุมที่ทำให้พรรคการเมืองต่าง ๆ เอาไปหาเสียงกันอย่างสนุกสนาน เพราะเป็นเรื่องที่ขายได้ดีที่สุดในเวลานี้ จึงไม่ต้องแปลกใจที่ทุกพรรคมีนโยบายลดค่าไฟออกมากันพรึบพรับ เพราะมันเป็นเรื่องที่ทุกคนในประเทศโดนผลกระทบกันถ้วนหน้า..ไม่เชื่อลองเปิดดูติ๊กต็อกกันสิคะ

ตบท้ายกันที่การทรุดตัวของดัชนีจนหลุดแนวรับสำคัญที่ระดับ 1,570 จุดลงมาอีกครั้ง ก่อนจะปิดไปที่ระดับ 1,565.10 จุด ลบไป 15.63 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 5.72 หมื่นล้านบาท มันทำให้บรรยากาศการลงทุนดูแย่ลง “โมนิก้า” ถือเป็นภาพสะท้อนที่ชี้ให้เห็นว่า ตลาดหุ้นไม่ตอบรับข่าวดีเอาเสียเลย และทำให้การเล่นหุ้นต่อจากนี้จะยากขึ้นไปโดยปริยาย จึงขอกลับบ้านไปนอนแก้ผ้าดีกว่า เพราะอากาศเมืองไทยมันร้อนเหลือเกิน และสาเหตุที่ไม่เปิดแอร์ก็เพราะค่าไฟแพงเหลือเกิน..งานนี้ใครอยากเป็นหมอนข้างให้เดี๊ยนนอนกอดตอนกลางคืน..ก็ขอให้ยกมือขึ้น..อิอิอิ

Back to top button