พาราสาวะถี

กลัวเสียคะแนนนิยมที่สาละวันเตี้ยลงและมองไม่เห็นทิศทางว่าจะกระเตื้องขึ้นแม้แต่น้อย จึงปรากฏข่าวผู้นำเผด็จการเตรียมที่จะยื่นขอ กกต.ใช้งบประมาณช่วยเหลือประชาชนจากปัญหาค่าไฟฟ้าที่สูงขึ้น


กลัวเสียคะแนนนิยมที่สาละวันเตี้ยลงและมองไม่เห็นทิศทางว่าจะกระเตื้องขึ้นแม้แต่น้อย จึงปรากฏข่าวผู้นำเผด็จการสืบทอดอำนาจเตรียมที่จะยื่นขอ กกต.ใช้งบประมาณช่วยเหลือประชาชนจากปัญหาค่าไฟฟ้าที่สูงขึ้น ตามมาด้วยผลประชุมของอนุกรรมการค่าไฟฟ้าอัตโนมัติ หรือ เอฟที ในคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน หรือ กกพ. เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา มีมติให้ปรับลดค่าไฟฟ้าเฉลี่ยของงวดเดือนพฤษภาคมถึงสิงหาคมนี้จาก 4.77 บาทเหลือ 4.70 บาทต่อหน่วย

ความกลัวที่เกิดขึ้นลำพังความเดือดร้อนของประชาชนคงไม่น่าจะมีน้ำหนักพอที่จะทำให้ผู้นำเผด็จการสืบทอดอำนาจขยับ แต่เสียงเรียกร้องจากภาคธุรกิจที่ถือเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจสำคัญที่ดังกระหึ่มจากทุกส่วนน่าจะเป็นแรงกระตุ้นสำคัญที่ทำให้ต้องจำใจดำเนินการ ทั้งที่ ความจริงเรื่องการจะเสนอขอใช้งบประมาณจาก กกต. เป็นเพียงพิธีกรรมที่ต้องทำตามกฎหมายเท่านั้น เพราะรู้อยู่แล้วว่ายังไงก็ไม่มีปัญหา ทั้งประธาน กกต.และเลขาธิการ กกต.ต่างยืนยันเป็นเสียงเดียวกันว่า พร้อมที่จะให้ผ่านอยู่แล้ว

ด้วยเหตุผลว่าเป็นเรื่องการบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน ไม่ได้มองว่าจะสร้างความได้เปรียบทางการเมืองกับฝ่ายกุมอำนาจ ในฐานะที่เป็นนักการเมืองสังกัดพรรคการเมืองที่จะต้องไปชิงชัยในสนามเลือกตั้งกับพรรคการเมืองอื่นที่ไม่ได้อยู่ในอำนาจรัฐหรือไม่ ความจริงเมื่อเป็นเรื่องที่เกิดประโยชน์สำหรับคนส่วนใหญ่ นักเลือกตั้งฝ่ายค้านหรือพรรคที่ยังไม่มี ส.ส.ในสภาก็พร้อมที่จะสนับสนุนให้รัฐบาลรักษาการดำเนินการอยู่แล้ว

อย่างไรก็ตาม แม้ว่า กกต.เปิดไฟเขียวรออยู่ โดยเฉพาะ แสวง บุญมี เลขาฯ กกต.ถึงกับบอกว่า ถ้ารัฐบาลส่งเรื่องมา จะพิจารณาได้เร็วอยู่แล้วเพราะ กกต.ประชุมกันสัปดาห์ละ 3 วัน การแบะท่าว่าพร้อมที่จะทำตามที่ฝ่ายกุมอำนาจร้องขอนั้น สมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต.ได้กระตุกเตือนทันทีว่า กกต.ทำได้แต่ติดคุก เพราะมาตรา 169 (3) ของรัฐธรรมนูญ  ครม.รักษาการจะใช้งบกลางกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นไม่ได้ เว้นแต่ได้รับความเห็นชอบจาก กกต.

ไม่ได้จบที่ว่าเมื่อผู้นำเผด็จการสืบทอดอำนาจบอกว่าจะขอมติ ครม.เพื่อลดค่าไฟแก่ประชาชน แล้วจะส่งต่อให้ กกต.พิจารณาอนุมัติ โดยที่เลขาฯ กกต.ก็ออกมาเด้งรับว่า เสนอมาเลย กกต.อนุมัติได้เร็วมาก เพราะประชุมกันถี่ยิบ แต่ต้องอ่านมาตรา 169 (4) ด้วยว่า รัฐบาลรักษาการไม่สามารถใช้ทรัพยากรของรัฐกระทำการใดที่มีผลต่อการเลือกตั้ง ซึ่งงบกลางคือทรัพยากรของรัฐ อนุมัติช่วงนี้มีผลต่อการเลือกตั้ง กกต.กล้าอนุมัติ ก็ต้องกล้าติดคุกด้วย

ข้อแนะนำของสมชัยที่ว่าทางออกของกรณีนี้ควรจะเสนอหลัง 14 พฤษภาคมซึ่งพ้นเลือกตั้งไปแล้ว กกต.จะได้ไม่มีความผิด คงเป็นหมัน เพราะ อิทธิพร บุญประคอง ประธาน กกต.ยืนยันแล้วว่า “เรายืนอยู่ตรงกลางอยู่แล้ว” ไม่คิดว่า กกต.ถูกยืมมือเป็นเครื่องมือใคร แต่คิดว่าเป็นเรื่องบทบาทหน้าที่ที่ต้องทำ และการตัดสินมีทั้งถูก ทั้งผิด มีทั้งเห็นด้วย ไม่เห็นด้วย ซึ่งผลจะออกมาเป็นอย่างไร เมื่อตัดสินแล้วก็ต้องรับผิดชอบ และจะไม่ตัดสินก็ไม่ได้ ขึ้นอยู่กับว่าถ้ามีเหตุผลดีและสนับสนุนคำขอก็ต้องอนุญาต และ กกต.ก็รับผลไปเมื่อมีผู้ไม่เห็นด้วย แต่หากเห็นว่าไม่ควรทำเรื่องนี้ในเวลานี้ก็บอกรัฐบาลว่าไม่ได้

เป็นการอ้างในเชิงหลักการ แต่มองเห็นแนวโน้มในทางที่ว่าพร้อมที่จะอนุมัติอยู่แล้วเพียงแค่เสนอมา จะว่าไปกรณีของสมชัยที่วันนี้มีหัวโขนความเป็นนักการเมืองเต็มตัว ย่อมถูกวิจารณ์ในมุมกลับได้ สมัยที่ทำหน้าที่ กกต.ก็มีหลายเรื่องที่การตัดสินใจค้านสายตาประชาชน โดยเฉพาะการทำตัวเป็นคณะกรรมการไม่อยากจัดเลือกตั้ง ซึ่งก็นั่นแหละสังคมไทยอะไรที่ผ่านมาแล้วมักจะลืมง่าย มันจึงทำให้เกิดการใช้วิธีการทางการเมืองที่ซ้ำซาก และเป็นวิชาสามานย์กันได้โดยไม่รู้สึกละอายใจกันแม้แต่น้อย

แต่ที่มันกลายเป็นนิสัยของพวกคนดีชอบแก้ไขก็คือ ไม่ว่าจะปัญหาน้ำมันราคาแพง ค่าไฟฟ้าแพง ก็ไปโยนความผิดให้กับ ทักษิณ-ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ตามมาโดยปฏิบัติการไอโอที่โจมตีซ้ำ แม้ว่าทั้งสองอดีตนายกรัฐมนตรีจะไม่มีสิทธิหรือได้รับผลเสียจากการเลือกตั้งใด ๆ ต้องถามกลับไปยัง กกต.ว่าการที่ผู้สมัคร ตัวแทนพรรคการเมืองใด ไปกล่าวหาโจมตีเช่นนี้ ซึ่งชัดเจนว่าเพื่อหวังผลกระทบไปถึงพรรคเพื่อไทยที่ทั้งสองคนเคยเป็นหัวเรือใหญ่ เข้าข่ายการให้ร้ายป้ายสีหรือไม่

ไม่น่าเชื่อว่าพวกไม่ลืมหูลืมตาทางความคิดยังคงจมปลักอยู่กับการขุดเอาผีทักษิณผียิ่งลักษณ์มาหลอกหลอนคนไทย เพียงเพื่อหวังในคะแนนนิยม ทั้งที่ความจริง เวลาที่ผ่านมากว่า 8 ปีนั้น ความไม่เอาไหนของแนวความคิด นโยบาย และความล้มเหลวของการบริหารประเทศ คนส่วนใหญ่ต่างรู้แจ้งเห็นจริงกันแล้วว่าเกิดจากน้ำมือของใคร การปัดสวะให้พ้นตัว โดยที่ปากก็พล่ามว่า “ผมไม่ได้เป็นศัตรูกับใคร” มันดูเหมือนคนที่ไม่แมนและน่าจะไปหาผ้าถุงมาใส่ยังไงชอบกล

เพราะความคิดที่ยังใช้ระบอบทักษิณมาหาเศษหาเลยอย่างนี้นี่ไง จึงทำให้กระบวนการคิดและวิสัยทัศน์ในการจะผลิตนโยบายเพื่อให้ประชาชนพึงพอใจมันไม่เกิด ผิดกับอีกฝ่ายที่มุ่งเน้นในการจะขับเคลื่อนประเทศให้เดินหน้า หลุดพ้นความล้าหลังที่ถูกฉุดรั้งจากขบวนการสืบทอดอำนาจมานานหลายปี กระแสความเปลี่ยนแปลงจึงไม่ใช่เรื่องการจุดประเด็นแลนด์สไลด์ หากแต่เกิดจากความเบื่อหน่ายจากความไร้สติปัญญาในการบริหารบ้านเมืองของพวกอยู่ยาวนั่นเอง

การต่อสู้กันในศึกเลือกตั้งหนนี้ไม่ได้มีเพียงแค่ฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล พวกเอากับไม่เอาประยุทธ์เท่านั้น หากแต่ศึกในระหว่างพี่ใหญ่กับน้องเล็กก็เข้มข้นไม่ใช่น้อย มีการปล่อยข่าวช่วงชิงพื้นที่สื่อ พร้อมกับการเล่นเกมจิตวิทยา แน่นอนว่า หากมองในแง่ของการปั่นเพื่อให้เกิดความหงุดหงิด หมากเกมนี้พี่ใหญ่รู้นิสัยน้องเล็กของตัวเองดีว่าเป็นอย่างไร ดังนั้น ปมเรื่องนายกฯ คนต่อไปจะเป็นผู้หญิง มีตัวสำรองเป็นชาย หรือการไปปรากฏตัวของ ชูวิทย์ กมลวิศิษฏ์ ในวันที่ผู้นำเผด็จการสืบทอดอำนาจไปลงพื้นที่หาเสียงเยาวราช จนกินเกี้ยมอี๋ร้านดังไม่อร่อย และกลายเป็นความหงุดหงิดมาถึงวันนี้ นี่คือสงครามปั่นประสาท

Back to top button