ERW โอกาสทองเที่ยวไทยฟื้นตัว.!

เมื่อพูดถึง“หุ้นโรงแรม” แน่นอนว่า MINT และ CENTEL ที่บรรดามวลหมู่นักลงทุนมักถูกหยิบยกมาเป็นหุ้นโรงแรมแรก ๆ ที่คิดจะลงทุน


เมื่อพูดถึง “หุ้นโรงแรม” แน่นอนว่าบริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ MINT และบริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา จำกัด (มหาชน) หรือ CENTEL ที่บรรดามวลหมู่นักลงทุนมักถูกหยิบยกมาเป็นหุ้นโรงแรมแรก ๆ ที่คิดจะลงทุนหรือใช้เป็น “หุ้นเก็งกำไร” มาโดยตลอด

แต่อีกหนึ่ง “หุ้นโรงแรม” มักถูกมองข้ามนั่นก็คือ..บริษัท ดิ เอราวัณ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ ERW ที่การดำเนินงานเริ่มมีการฟื้นตัวอย่างมีนัยสำคัญ..!!

ล่าสุด ERW เข้าลงทุนโรงแรมประเทศญี่ปุ่น ทั้งหมด 4 โครงการ รวม 1,700 ล้านบาท จำนวน 373 ห้อง (เป็นโครงการ brown field project) และเปิดให้บริการได้ครบทั้งหมดช่วงไตรมาส 1/67 โดยโครงการ 1-3 จะมีการซื้อขายทรัพย์สินเสร็จสิ้นช่วงเดือน ก.ย.นี้

หลังจากบริษัท เอราวัณ ฮ็อป อินน์ จำกัด บริษัทย่อยของ ERW มีมติอนุมัติการเข้าลงทุนในบริษัทที่ประเทศญี่ปุ่น ได้แก่ โครงการที่ 1 ย่านอิดาบาชิ (Iidabashi) กรุงโตเกียว, โครงการที่ 2 กรุงเกียวโต, โครงการที่ 3 ณ กรุงโตเกียว 

ส่วนโครงการ 4 ย่านอาซากุสะ ณ กรุงโตเกียว โดยบริษัท ฮ็อป อินน์ ระคุ คะบุชิกิ ไคชะ บริษัทย่อยอีกแห่งหนึ่งของ ERW เข้าทำสัญญาเช่าทรัพย์สิน เพื่อประกอบกิจการโรงแรม เป็นระยะเวลา 30 ปี (1 ต.ค. 66- 31 ส.ค. 96)

มีความเห็นและมุมมองจากบล.กรุงศรี พัฒนสินว่า เป็นบวกเล็กน้อย (slightly positive) ต่อการขยายโรงแรม Hop Inn ในประเทศญี่ปุ่น ถือว่าสอดคล้องกับกลยุทธ์บริษัทที่คงเน้นขยายโรงแรม Hop Inn ต่อเนื่อง โดยโรงแรม Hop Inn มีจุดเด่นหลายอย่าง อาทิเช่น..

1) รายได้ไม่ผันผวนตามฤดูกาล (seasonality)

2) EBITDA margin สูงอยู่ที่ประมาณ 40-50% (ค่าเฉลี่ยกลุ่มอยู่ที่ 30-35%)

3) เป็นโรงแรมราคาประหยัด (Budget Hotel) ที่ใช้เงินลงทุนต่ำ..แต่ว่าคืนทุนได้รวดเร็ว

ที่สำคัญถือว่าเป็นการกระจายความเสี่ยง (diversify portfolio) ไปยังประเทศอื่นมากขึ้น และ “ประเทศญี่ปุ่น” ถือเป็นหนึ่งในประเทศท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก

มีการประเมินว่าปี 2567 จะสามารถทำตัวเลขอัตราการเข้าพักประมาณ 70-80% และรายได้เฉลี่ยห้องพักต่อวัน (ADR) 8,000-12,000 เยน คิดเป็นอัพไซด์ต่อประมาณการปี 2567 ประมาณ 3%

แม้ว่าช่วงระยะสั้น ๆ อาจมีต้นทุนกลับมาเปิดอีกครั้ง (หลังโควิด) ช่วงไตรมาส 3/66 และไตรมาส 4/66 เฉลี่ยประมาณ 30-50 ล้านบาทต่อไตรมาสก็ตาม

แต่ด้วยผลประกอบการ ERW ที่แข็งแกร่ง โดยเฉพาะโรงแรมพื้นที่กรุงเทพฟื้นตัวเร็ว ทำให้ผลประกอบการช่วงครึ่งหลังปี 2566 มีโอกาสเติบโต ทั้งจากช่วงเดียวกันปีก่อนและช่วงครึ่งแรกที่ผ่านมา

นั่นจึงเป็นเหตุให้ ERW กลายเป็น Top pick กลุ่มโรงแรม..!!

ที่สำคัญผลประกอบการที่ฟื้นตัวเด่นสุด ทำให้มีโอกาสเก็งกำไรปกติปี 2566 อย่างต่ำอยู่ที่ประมาณ 700 ล้านบาท

นั่นหมายถึง..สูงกว่าระดับ Pre COVID-19 ประมาณ 50%

นอกจากนี้ ERW มีสัดส่วนรายได้จากโรงแรมในประเทศไทยมากสุดในกลุ่ม นั่นสะท้อนการได้ประโยชน์สูงสุดหากการท่องเที่ยวไทยฟื้นตัว…

เมื่อผนวกกับนโยบายสร้างรายได้หลักของรัฐบาลพรรคเพื่อไทยคือเร่งพลิกฟื้นการท่องเที่ยว เพราะเป็นหนทางที่จะนำเงินนอกมาปลุกเศรษฐกิจไทย ให้เงินไหลเข้าประเทศได้เร็วที่สุด

ยิ่งทำให้ ERW มีน้ำมีนวลชวนน่าลงทุนมากยิ่งขึ้นไปอีก..!!

Back to top button