พาราสาวะถี

การแถลงข่าวเรื่องแก้หนี้นอกระบบของ เศรษฐา ทวีสิน เป็นการชี้ให้เห็นว่าก่อนที่จะสะสางปัญหาเศรษฐกิจ ยกระดับคุณภาพชีวิตให้กับประชาชนได้ ต้องดูแลแก้ไขเรื่องหนี้สินที่พะรุงพะรังให้คนจำนวนไม่น้อยให้ได้เสียก่อน


การแถลงข่าวเรื่องแก้หนี้นอกระบบของ เศรษฐา ทวีสิน เป็นการชี้ให้เห็นว่าก่อนที่จะสะสางปัญหาเศรษฐกิจ ยกระดับคุณภาพชีวิตให้กับประชาชนได้ ต้องดูแลแก้ไขเรื่องหนี้สินที่พะรุงพะรังให้คนจำนวนไม่น้อยให้ได้เสียก่อน 1 วันก่อนแถลงข่าว ดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ สภาพัฒน์ ระบุหนี้สินครัวเรือนไตรมาส 2 ปี 2566 มีมูลค่า 16.07 ล้านล้านบาท ขยายตัว 3.6% เพิ่มขึ้นจากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน

ขณะที่ความสามารถในการชำระหนี้ของครัวเรือนปรับลดลง โดยสินเชื่อส่วนบุคคลขยายตัวเร่งขึ้น สินเชื่อบัตรเครดิตไม่ได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นมากนัก และมีแนวโน้มลดลง ซึ่งต้องให้ความสำคัญกับสินเชื่อส่วนบุคคลที่มีการปรับตัวเร่งขึ้นมาก หนี้เสียหรือเอ็นพีแอลต่อสินเชื่อรวมอยู่ที่ 2.71% ทำให้หนี้สินครัวเรือนเป็นประเด็นต้องให้ความสำคัญมาก ๆ นี่ขนาดเป็นตัวเลขของหนี้ที่น่าจะอยู่ในระบบ เมื่อสแกนไปดูหนี้นอกระบบ อาจจะพบสภาพของปัญหาที่มากกว่าตัวเลขของสภาพัฒน์ก็เป็นได้

การที่เศรษฐาแถลงยกปัญหาหนี้นอกระบบเปรียบเป็นการค้าทาสยุคใหม่ ที่ได้พรากอิสรภาพ ความฝัน ไปจากผู้คนในยุคสมัยนี้ ต้องเร่งคืนศักดิ์ศรีให้ประชาชน การบ้านที่สั่งทางกระทรวงมหาดไทยและสำนักงานตำรวจแห่งชาติไปเร่งดำเนินการนั้น รอดูกันว่าจะตอบโจทย์ตามที่นายกฯ ต้องการหรือไม่ อีกด้านในฐานะเซลส์แมนการชวนต่างชาติมาลงทุนมีความจำเป็นอย่างยิ่ง ไม่ใช่แค่ประเทศที่เจริญแล้วเท่านั้น เพื่อนบ้านโดยเฉพาะที่มีแนวชายแดนติดกันก็ต้องให้ความสำคัญไม่แพ้กัน

การนัดหารือกับ อันวาร์ อิบราฮิม นายกฯ มาเลเซียที่ด่านผ่านแดนถาวรสะเดา (แห่งใหม่) จังหวัดสงขลา ก็ได้เห็นความพยายามที่จะเพิ่มพูนการค้าและการลงทุนระหว่างสองประเทศ ซึ่งโจทย์ที่อยู่ในใจของเศรษฐา คือ ตั้งใจผลักดันให้ตัวเลขการค้าระหว่างกันสูงขึ้นเพื่อไปให้ถึงเป้าที่ 30 ล้านเหรียญสหรัฐ ภายในปี 2025 หรือสองปีข้างหน้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งมูลค่าการค้าชายแดนไทย-มาเลเซีย โดยรัฐบาลได้ Launch โครงการ One Stop Service CIQ ที่ด่านสะเดาเป็นจุดแรก พร้อมขอให้ฝ่ายมาเลเซียเร่งรัดโครงการความเชื่อมโยงบริเวณชายแดนให้เสร็จโดยเร็ว เพื่อส่งเสริมการค้าและการท่องเที่ยวบริเวณชายแดน

ขณะที่สุดสัปดาห์ที่ผ่านมา เศรษฐาก็เดินทางไปตรวจชายแดนไทย-กัมพูชาที่คลองลึก อรัญประเทศ แน่นอนว่าต้องมีเป้าหมายในการที่จะขยายความเติบโตทางเศรษฐกิจ สร้างรายได้ของคนไทยและกัมพูชาให้เพิ่มมากขึ้น ทั้งหมดอยู่ในแผนของการผลักดัน ไม่ว่าจะเป็นการสร้างสะพานเชื่อมระหว่างสองประเทศ และการสนับสนุนด้านการท่องเที่ยวในฐานะเมืองรอง แน่นอนว่า ถ้าเพิ่มมูลค่าการค้าชายแดนได้ จะถือเป็นประโยชน์มหาศาลกับทั้งจังหวัดต้นทางและใกล้เคียง รวมทั้งยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนให้ดีขึ้น 

เหมือนที่ย้ำมาตลอดการเข้ามาเป็นนายกฯ ของเศรษฐานั้น มีเงื่อนไขพิเศษที่ให้เน้นการทำงาน สร้างผลงานเป็นด้านหลัก งานด้านการเมืองเป็นเรื่องของพรรคเพื่อไทยที่จะดูแลไม่ให้สั่นคลอนเสถียรภาพของผู้นำและรัฐบาล ขณะที่เศรษฐาเองก็อยู่เป็น ติดตามการเมืองและเห็นการเมืองมาเยอะ บวกกับมีที่ปรึกษาทางการเมืองที่ชั้นเชิงไม่ธรรมดา จึงทำให้อีกด้านยังคงรักษาสายสัมพันธ์กับนักการเมืองของพรรคแกนนำไม่ขาดตกบกพร่อง นี่คือหัวใจสำคัญของการเป็นนักบริหารที่ดีที่ต้องเก่งทั้งงานบริหารบ้านเมืองและการเมือง

ตัวอย่างมีให้เห็นแล้วต่อการละเลย ไม่แยแสพวกลากตั้ง เมื่อคราวผู้นำเผด็จการสืบทอดอำนาจต้องลากกระเป๋าใบโตเข้าสภาฯ หลังจากเกิดกระแสข่าว สส.พรรคสืบทอดอำนาจจะพากันโหวตสวนในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ จนสุดท้ายก็ต้องมีการอัปเปหิ ธรรมนัส พรหมเผ่า และ นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ พ้นจากการเป็นรัฐมนตรี ซึ่งก็ต้องแลกกับการขัดใจกับพี่ใหญ่แก๊ง 3 ป. กระทั่งเกิดเป็นความระหองระแหง จบลงที่ต้องแยกกันอยู่คนละพรรคและพ่ายแพ้หมดรูปในการเลือกตั้งที่ผ่านมา

อย่าได้ประมาทอานุภาพของนักเลือกตั้งเป็นเด็ดขาด ขนาดที่ว่าบางคนน่าจะหมดสภาพไปแล้ว พรรคยังให้ความสำคัญ เพราะการเมืองการปล่อยให้มิตรแปรสภาพเป็นศัตรู มันอันตรายยิ่งกว่าการห้ำหั่นกับฝ่ายตรงข้ามที่เปิดหน้าชกกันเสียอีก ที่สำคัญมิตรที่ถูกผลักไสไม่ได้ไปตัวเปล่า หากแต่ยังหมายถึงฐานเสียง หัวคะแนน ที่ในทางการเมืองถือว่าเป็นเรื่องยากในการที่จะสร้างกันได้ภายในระยะเวลาอันรวดเร็ว เว้นฐานเสียงธรรมชาติที่ก้าวไกลใช้จนได้รับชัยชนะในการเลือกตั้ง

ตรงนั้นจะเรียกว่าเป็นฐานเสียงธรรมชาติเสียทีเดียวคงไม่ใช่ เพราะจำนวนไม่น้อยก็คือพวกถือหางพรรคฝ่ายตรงข้ามเพื่อไทยในอดีตทั้งนั้น ที่เรียกว่าพวกสลิ่ม อย่างที่เคยอธิบายไปแล้วว่า คนพวกนี้มีเหตุผลที่ต้องเปลี่ยนใจมาหนุนก้าวไกล ด้วยปัจจัยทางด้านความรู้สึก ผิดหวัง รับไม่ได้กับความคาดหวังในสิ่งที่ก็รู้ว่ามันเป็นไปไม่ได้ เมื่อทำใจรับกับสภาพที่เกิดขึ้นไม่ได้ จึงต้องตัดใจเลือกทั้งที่ไม่ได้รัก ความซวยจึงไปตกกับพรรคที่เคยได้รับเสียงหนุน จนเกือบจะกลายเป็นพรรคขนาดเล็กอย่างประชาธิปัตย์

การเดินเกมทางการเมืองขณะนี้ หลายเรื่องดูเหมือนเป็นเรื่องตลกที่ขำไม่ออก อย่างกรณี ชัยธวัช ตุลาธน หัวหน้าพรรคก้าวไกล ดอดไปพบ สุวิทย์ ทองประเสริฐ อดีตพุทธะอิสระเพื่อขอเสียงหนุนร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ปัดโธ่! มันจะบ้องตื้น ยอมเสียเหลี่ยมอะไรขนาดนั้น จนด้อมส้มทั้งหลายต่างพากันคอมเมนต์ด่าพรรคที่ตัวเองรักกันแบบสาดเสียเทเสีย คำตอบมันก็รู้กันอยู่แล้ว พรรคที่ชูนโยบายแก้ไขมาตรา 112 จนถูกร้องเอาผิดก็มาจากทนายความของอดีตพุทธะอิสระไม่ใช่หรือ

จึงไม่แปลกที่ล่าสุด อดีตพุทธะอิสระจะออกมาคุยข่มพร้อมวางก้ามขู่ จะนำหลักฐานเด็ดที่ออกมาจากปากหัวหน้าพรรคก้าวไกลเอง ไปยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญที่มีคำสั่งให้ไต่สวนพยานบุคคล ในวันที่ 25 ธันวาคมนี้ กรณีมีพฤติกรรมล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข แถมโชว์เหนือชี้ว่าเจ้าของพรรคและหัวหน้าพรรคเฉพาะกิจร้อนรนกลัวรับโทษหนัก จึงต้องบากหน้ามาหาตน แต่ไม่แน่บางทีด้อมส้มอาจจะคิดว่านี่คือแผนอันแยบยลของหัวหน้าพรรคเป็นแน่แท้

Back to top button