ถล่มขายหุ้นใหญ่

ในที่สุดการยืนเหนือแนวรับสำคัญทางจิตวิทยาบริเวณ 1,400 จุด ก็เป็นเรื่องที่สุดแสนจะลำบาก และทุกครั้งที่ดัชนีวิ่งขึ้นมาแตะบริเวณนี้ทีไร มักมีแรงขายถล่มออกมาไม่ยั้งทุกที


ในที่สุดการยืนเหนือแนวรับสำคัญทางจิตวิทยาบริเวณ 1,400 จุด ก็เป็นเรื่องที่สุดแสนจะลำบาก และทุกครั้งที่ดัชนีวิ่งขึ้นมาแตะบริเวณนี้ทีไร มักมีแรงขายถล่มออกมาไม่ยั้งทุกที และทำให้แนวต้านตรงนี้แข็งโป๊กมากขึ้นเรื่อย ๆ จนเดี๊ยนรู้สึกได้ว่า ดัชนีจำเป็นต้องไปตั้งฐานที่บริเวณแนวรับ 1,380 จุดเพื่อรอวันกลับขึ้นมาใหม่ ซึ่งเหตุการณ์ลักษณะนี้เกิดขึ้นมาทั้งหมด 4 ครั้งในรอบ 5 เดือนนะจะบอกให้

ที่น่าสนใจคือ หุ้นใหญ่ตกเป็นเป้าของการถล่มขายไม่ยั้งอยู่ร่ำไป และกลายเป็นหุ้นที่นักลงทุนมักตั้งคำถามว่า ยังโอเคไหม? ล้วนเป็นภาพสะท้อนที่ชี้ให้เห็นความมั่นใจในการลงทุนลดลงไปค่อนข้างเยอะ! และตัวนักลงทุนพร้อมจะขายหุ้นออกไปทุกเมื่อ โดยเฉพาะในช่วงที่มีปัจจัยลบเข้ามารบกวนจิตใจ ซึ่งเหมือนกับเหตุการณ์วานนี้ที่ดัชนีทรุดฮวบ ก่อนจะตีตื้นขึ้นมาปิดที่ระดับ 1,393.70 จุด  ลบไป 4.44 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 5.57 หมื่นล้านบาทไงล่ะคะ

สำหรับรายที่อาการหนักสุดเที่ยวนี้ คงต้องมองไปที่หุ้น IVL หลังประกาศงบปี 66 ขาดทุนเป็นหมื่นล้าน ทั้งที่ปี 65 กำไรเกินกว่าสามหมื่นล้าน มันเป็นจุดที่ทำให้นักลงทุนต้องเร่งขายหุ้นแบบไม่คิดชีวิต ซึ่งเป็นผลมาจากในปี 67 ยังมีโอกาสขาดทุนต่อเนื่อง หลังสถานการณ์เศรษฐกิจโลกยังไม่ฟื้น แถมปิโตรเคมียังอยู่ในวงจรขาลง ส่งผลให้การตัดขาดทุนเป็นทางเลือกที่ดีสุด หุ้นถึงลงมาปิดที่ 22.40 บาท ลบไป 1.50 บาท หรือลงไป 6.28% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 1.61 พันล้านบาทจ้า

อีกรายที่ป้อแป้พอกัน และลุ้นไม่ขึ้นสักที “โมนิก้า” คงมองไปที่รถไฟฟ้ามาหานะเธอ BTS หลังถูกถล่มขายเป็นเวลานาน และวานนี้ยังโดนจัดหนักอีกครั้ง จนราคาหุ้นลงมาปิดที่ระดับ 5.05 บาท ลบไป 0.40 บาท หรือลงไป 7.35% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 1.02 พันล้านบาท น่าจะเป็นผลต่อเนื่องจากความกังวลรถไฟฟ้าสีเหลือง-ชมพู จะเป็นตัวถ่วงงบ จึงชิงขายหุ้นเพื่อปิดความเสี่ยงไปก่อนกระมัง!

ขนาดรายที่ทำผลงานดีอย่างหุ้น EA ยังถูกถล่มขายด้วยความกังวลหมดแอดเดอร์ ทั้งที่ตอนนี้มีธุรกิจแบตเตอรี่เข้ามาหนุน และยังมีรถไฟฟ้าเข้ามาเป็นแรงเสริม รวมทั้งยังมีคาร์บอนเครดิตในมืออีกเพียบ ยังไม่สามารถยับยั้งแรงขายที่ออกมาเป็นระลอกได้เลย เดี๊ยนจึงอยากให้นักเล่นประเมินกันเอาเองว่า การยืนปิดที่ระดับ 37.25 บาท ลบไป 2.25 บาท หรือลงไป 5.70% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 782 ล้านบาท ท่ามกลาง PE 17 เท่า ยังน่าสนใจไหมจ๊ะ

เช่นเดียวกับในรายของ WHA มีความกังวลเกี่ยวกับยอดขายที่ดินปีนี้อาจดีเลย์ จึงกลายเป็นช็อตที่นักลงทุนระบายหุ้นออกมาอุตลุด จนหุ้นลงมายืนปิดที่ระดับ 4.54 บาท ลบไป 0.16 บาท หรือลงไป 3.40% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 502 ล้านบาท “โมนิก้า” มองเป็นเรื่องที่พอเข้าใจได้ เพียงแต่เที่ยวนี้ราคาหุ้นจะไหลลงไปลึกไหม? หรือจุดเด้งกลับที่บริเวณ 4.50 บาทยังทำงานได้ดีไหม? ล้วนเป็นเรื่องที่ต้องดูกันเอาเองนะคะ

อีกรายที่น่าเห็นใจเหลือเกิน และกลายเป็นหุ้นที่ทุกคนถอยห่าง “โมนิก้า” คงต้องมองไปที่หุ้นถ่านหิน BANPU แบบไม่ลังเลใจ เพราะเรื่องนี้มันเกี่ยวข้องโดยตรงกับราคาถ่านหินที่ยืนทรงตัวในระดับต่ำ ขณะที่การปั๊มยอดขายก็ไม่ง่ายเหมือนเมื่อก่อน เพราะสภาพเศรษฐกิจก็ไม่เอื้อ และยังถูกบีบจากเรื่องมลพิษเข้าอีกดอก ราคาหุ้นถึงร่วงเป็นนกปีกหัก ก่อนจะยืนปิดที่ระดับ 5.65 บาท ลบไป 0.15 บาท หรือลงไป 2.60% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 661 ล้านบาทแบบไร้เรี่ยวแรงต่อสู้จ้า!

ส่วนรายที่มาแบบเหนือเมฆของวานนี้ “โมนิก้า” คงมองไปที่น้อง PIN แบบตาไม่กระพริบ เพราะการกระชากขึ้นมาปิดที่ระดับ 6.60 บาท บวกไป 1.55 บาท หรือขึ้นไป 30.70% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 586 ล้านบาท ล้วนเกิดจากกำไรในปี 66 พุ่งขึ้นไปที่ 1.30 พันล้าน ขณะที่ผลงานในปี 65 ทำกำไรได้แค่ระดับ 300 ล้าน ซึ่งเป็นแรงกระตุ้นที่ทำให้นักลงทุนตะลุยซื้อกันอย่างเมามัน เพราะราคาที่เทรด ณ ตอนนี้ PE ยังไม่ถึง 8 เท่าเลยคุณแม่!

ตบท้ายกันที่มิสกลวงอย่างหุ้น MGI กันดีกว่า เพราะไปไหน มาไหน ก็มีแต่คนพูดไปในทางเดียวกันว่า “โอเว่อร์” โดยเฉพาะการไล่ราคาแบบ “เย้ย ตลท.-ท้า ก.ล.ต.” มันเป็นเกมที่บ้าระห่ำเกินไปสำหรับพวกอยากลองดี ซึ่งหลายคนมองไปทางเดียวกันว่า งานนี้โดนตรวจสอบละเอียดแน่นอน โดยเฉพาะในมุมของการใช้หุ้นแค่จำนวน 2.40 ล้านหุ้น ก็ดันหุ้นขึ้นมาปิดที่ระดับ 65.25 บาท บวกไป 15.25 บาท หรือขึ้นไป 30.50% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 153 ล้านบาทแบบนี้..เขาเรียกว่า “คอนเนอร์” หรือเปล่า?..ช่วยตอบชาวหุ้นด้วย และเขาก็อยากรู้ว่า วอลุ่มแห้งแบบนี้ คิดจะออกของท่าไหนคะ!

Back to top button