ROJNA ก้าวสู่การแพทย์

ช่วงหลายปีที่ผ่านมา เราแทบไม่เห็นหุ้นนิคมอุตสาหกรรมบริษัท สวนอุตสาหกรรมโรจนะ จำกัด (มหาชน) หรือ ROJNA ขยายธุรกิจหลักนิคมอุตสาหกรรมเลย...


ช่วงหลายปีที่ผ่านมา เราแทบไม่เห็นหุ้นนิคมอุตสาหกรรมบริษัท สวนอุตสาหกรรมโรจนะ จำกัด (มหาชน) หรือ ROJNA ขยายธุรกิจหลักนิคมอุตสาหกรรมเลย…ด้วยไม่ขยาย เลยเน้นไปที่การเพิ่มพอร์ตลงทุนเสียมากกว่า เช่น การแตกไลน์ไปสู่ Health หรือธุรกิจเพื่อสุขภาพ ด้วยการไปลงทุนในโรงพยาบาลดังย่านรังสิตอย่างบริษัท แพทย์รังสิตเฮลท์แคร์กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ PHG  

โดยปัจจุบัน  ROJNA ขึ้นเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับ 1 ของ  PHG ไปแล้ว…

ล่าสุดก็เตรียมทุ่มงบราว 780 ล้านบาท ซื้อหุ้นสัดส่วน 78% ในบริษัท อีออนเมด จำกัด ซึ่งดำเนินกิจการศูนย์ไตเทียม (HDC) เป็นผู้ผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับการฟอกไต รวมถึงสารเข้มข้นสำหรับเครื่องฟอกไต (Home A, B) ระบบน้ำรีเวิร์สออสโมซิส (RO) และน้ำยาฆ่าเชื้อ รวมทั้งการวิจัยและพัฒนาสูตรสารเข้มข้นสำหรับเครื่องฟอกไตต่าง ๆ และให้บริการออกแบบภายในสำหรับศูนย์ไตเทียม

การเข้าลงทุนดังกล่าว จะแบ่งเป็น 2 สเต็ป…สเต็ปแรก ROJNA จะซื้อหุ้นจากผู้ถือหุ้นเดิมจำนวน 159,600 หุ้น คิดเป็นจำนวนเงิน 380 ล้านบาท สเต็ปถัดมาจะซื้อหุ้นเพิ่มทุนแบบเฉพาะเจาะจง จำนวน 168,000 หุ้น ที่ราคาหุ้นละ 2,380.95 บาท เป็นเงินราว 400 ล้านบาท คาดธุรกรรมจะแล้วเสร็จภายในเดือน ม.ค. 2569

ต้องบอกว่า แม้ที่ผ่านมา ROJNA จะมี Recurring Income หรือรายได้ประจำจากธุรกิจนิคมฯ ลูกค้าไม่ได้หายไปไหน แต่การ Growth จะจำกัดจำเขี่ย อย่างปีก่อนหน้าโน้นในปี 2566 มีกำไรสุทธิ 980.15 ล้านบาท จากรายได้รวม 19,423.70 ล้านบาท ถัดมาปีที่แล้ว (ปี 2567) กำไรพุ่งไป 3,853.52 ล้านบาท จากรายได้รวม 20,412.36 ล้านบาท 

แต่จู่ ๆ มาปีนี้ ผลงานงวด 9 เดือนพลิกไปขาดทุน 115.13 ล้านบาท จากรายได้รวม 12,068.15 ล้านบาทซะงั้น…

แหม๊…งบ ROJNA ยังกับรถไฟเหาะตีลังกา ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้มีรายการพิเศษแต่อย่างใด…

ส่วนคำถามที่ว่า ทำไมต้องเป็นธุรกิจเพื่อสุขภาพ..?? 

คำตอบอาจเป็นเพราะเป็นอีกหนึ่งเมกะเทรนด์ที่เติบโตได้ดีทั่วโลกและในไทย สวนกระแสเศรษฐกิจซบเซา 

แล้วถ้าไปดูมูลค่าตลาดการฟอกไตทั่วโลกอยู่ที่ 120.75 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2568 และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นจาก 128.36 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2569 เป็นประมาณ 209.26 พันล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2577 โดมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี (CAGR) อยู่ที่ 6.30% ตั้งแต่ปี 2568 ถึงปี 2577 

ขณะที่สถานการณ์โรคไตในประเทศไทยก็น่าเป็นห่วง มีคนไทยกว่า 17.6% กำลังเผชิญกับโรคไตเรื้อรังโดยไม่รู้ตัว และในแต่ละปีมีผู้ป่วยใหม่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยปัจจุบันมีผู้ป่วยไตวายเรื้อรังขึ้นทะเบียนถึง 11.6 ล้านคน และเกือบ 90,000 คนต้องฟอกเลือดทุกปี

เมื่อมีผู้ป่วยโรคไตเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ก็หมายถึงโอกาสในการเติบโตของบริษัท อีออนเมดนั่นเอง…

มิน่าล่ะ…ตลอดหลายปีที่ผ่านมาบริษัท อีออนเมด ทำผลงานได้ดี โดยปี 2563 มีรายได้รวม 852.89 ล้านบาท กำไรสุทธิ 26.76 ล้านบาท ปี 2564 มีรายได้รวม 963.97 ล้านบาท กำไรสุทธิ 45.17 ล้านบาท และปี 2565 มีรายได้รวม 1,020.38 ล้านบาท กำไรสุทธิ 21.27 ล้านบาท 

แต่แปลกที่สองปีให้หลังนี้ กำไรลดลงฮวบฮาบถึงขั้นขาดทุนเลยทีเดียว โดยปี 2566 มีรายได้รวม 1,289.28 ล้านบาท กำไรสุทธิลดเหลือ 7.37 ล้านบาท ขณะที่ปี 2567 มีรายได้รวม 1,474.98 ล้านบาท ขาดทุนสุทธิ 1.27 ล้านบาท 

คงเป็นแค่อุบัติเหตุชั่วครู่ชั่วยามละมั้ง..?? เดี๋ยวก็คงกลับมาเติบโตได้ตามครรลองคลองธรรมแหละ…เชื่อหัวได้เรืองสิ

โอเค…ในส่วนของธุรกิจก็ว่ากันไป…งั้นมาดูในมุมหุ้นกันบ้างดีกว่า ซึ่งราคาไม่ไปไหน ไม่เกิน 7 บาทสักที มิหนำซ้ำยังลงมาต่ำ 5 บาทอีกต่างหาก โดยปัจจุบันหุ้น ROJNA เทรดกันบน P/E ที่ 13.32 เท่า ก็ใกล้เคียงกับ P/E  ตลาดซึ่งอยู่ที่ 15.58 เท่า ในขณะที่ P/BV อยู่ที่ 0.46 เท่า ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยตลาดที่ซื้อขาย P/BV เฉลี่ยที่  1.20 เท่า และทำให้ดิวิเดนด์ยีลด์ถ่างขึ้นเรื่อย ๆ ล่าสุดยีลด์พุ่งไปแตะ 11.42%

งั้นถ้าจะถือหุ้นเพื่อรับเงินปันผล ซึ่งจากสถิติยีลด์เฉลี่ยอยู่ที่ 4-5% ก็ไม่เลวนะ…

อย่างน้อยก็สูงกว่าเอาเงินไปฝากแบงก์กินดอกเบี้ยอ๊ะนะ…

…อิ อิ อิ…

Back to top button