
หุ้นใหญ่แรง..หุ้นเล็กหงอย
สิ่งที่น่าเห็นใจสำหรับตลาดหุ้นไทยก็คือ “หุ้นกลาง หุ้นเล็ก” กลายเป็นหุ้นที่ไม่มีแรงซื้อเข้ามาหนาแน่นเหมือนกับหุ้นใหญ่
สิ่งที่น่าเห็นใจสำหรับตลาดหุ้นไทยก็คือ “หุ้นกลาง หุ้นเล็ก” กลายเป็นหุ้นที่ไม่มีแรงซื้อเข้ามาหนาแน่นเหมือนกับหุ้นใหญ่ ซึ่งทำให้นักลงทุนรายย่อยเกิดอาการเซ็งกันเป็นแถว เพราะเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นมาตั้งแต่ปีก่อน จนปีนี้ก็ยังมีปัญหาเกิดขึ้นซ้ำซาก และเป็นเรื่องที่ไม่รู้จะหาทางแก้อย่างไร? ในเมื่อนักเล่นขาใหญ่ที่ชอบลุยหุ้นก็วางมือกันเป็นจำนวนมาก ขณะที่มาร์เก็ตเมคเกอร์ก็ถูกหน่วยงานกำกับสอยร่วงหลายรายเจ้าค่ะ
สภาพดังกล่าวทำให้คนที่คุมเกมหุ้นแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาดกลายเป็นต่างชาติ และบรรดากองทุน ซึ่งเน้นลงทุนเฉพาะหุ้น SET50 เป็นหลัก วานนี้ถึงเห็นหุ้นแบงก์ สื่อสาร และอิเล็กทรอนิกส์ ทะยานขึ้นรับปีใหม่อย่างพร้อมเพรียง จนดันดัชนีขึ้นมาปิดที่ระดับ 1,280.05 จุด บวกไป 20.38 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 4.57 หมื่นล้านบาท และเป็นการทะยานขึ้นอย่างร้อนแรงเหมือนกับตลาดหุ้นต่างประเทศพะยะค่ะ
เมื่อเจาะลึกลงไปในรายละเอียดของการขึ้นแรงกลับพบว่า DELTA มีบทบาทมากกว่าหุ้นใหญ่ตัวอื่นอย่างเห็นได้ชัด เพราะการขึ้นมาปิดที่ระดับ 185.50 บาท บวกไป 12.50 บาท หรือขึ้นไป 7.25% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 5.92 พันล้านบาท มีผลทำให้ดัชนีปรับตัวขึ้นไปถึง 12.50 จุด ซึ่งเป็นภาพที่ขัดความรู้สึกของนักลงทุนทั่วไปอย่างแจ๋มแจ้ง แต่สุดท้ายก็ยังกระโจนใส่มือเป็นระวิงกันอยู่ดีแบบนี้..มันใช่ไหมคะ
อีกรายที่แรงไม่น้อยหน้ากว่ากันคือ ADVANC ซึ่งกระชากพรวดเดียวขึ้นไปถึง 225 บาท ต่อจากนั้นเริ่มมีแรงขายออกมาเป็นระยะ ก่อนจะปิดไปที่ระดับ 321 บาท บวกไป 8 บาท หรือขึ้นไป 2.55% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 2.63 พันล้านบาท อีฉันมองเป็นภาพที่น่าตื่นเต้นสำหรับคนที่ “เงินถึง ใจถึง” เพราะในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา หุ้นอยู่ในสภาพเชื่อง ๆ ซึม ๆ ตลอดเวลา การขึ้นครั้งนี้เลยอาจสื่อความหมายว่า หุ้นจะยกฐานใหม่อะป่าว?
ส่วนตัวท็อปของตลาดหุ้นไทยอย่าง SCB ถือเป็นอีกหนึ่งทีเด็ดที่อีฉันเชื่อมั่นมาตลอดว่า หุ้นมีโอกาสไปต่อยาว ๆ เพราะในมุมของผลงานก็เข้าตากรรมการสุด ๆ หรือมองในมุมของแวลูก็ยังมีแก๊ปให้ขึ้นอีกเพียบ “โมนิก้า” ถึงมองการยืนปิดที่ระดับ 142 บาท บวกไป 3 บาท หรือขึ้นไป 2.15% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 2.36 พันล้านบาท ท่ามกลาง PE 10 เท่า น่าจะเป็นเครื่องยืนยันในเบื้องต้นว่า เล่นต่อได้เจ้าค่ะ
สำหรับรายที่ยังต้องลุ้นว่า ไปต่อไหม? อีฉันคงมองไปที่หุ้น AOT เพื่อชี้ให้เห็นการขึ้นมายืนปิดที่ระดับ 54.50 บาท บวกไป 1.50 บาท หรือขึ้นไป 2.85% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 1.74 พันล้านบาท มันเป็นเพดานที่หุ้นฝ่าขึ้นไม่ได้ในเวลา 1 เดือนเต็ม ๆ ผนวกกับราคาปิดดังกล่าวก็ใกล้กับราคาเหมาะสมที่โบรกฯ ให้ไว้ “โมนิก้า” จึงขอให้นักเล่นไปลุ้นกันเอาเอง วันนี้จะสร้างปรากฏการณ์ใหม่ด้วยการทำไฮใหม่ได้ไหมเอ่ย?
ที่น่าประหลาดใจกลายเป็น CPALL หลังราคาออกแนวนิ่ง ๆ และอ่อนตัวเป็นช่วง ๆ ทั้งที่ผลงานในปีที่ผ่านมาก็ทำได้ดี แถมเมื่อดูจากการยืนปิดที่ระดับ 43.25 บาท เป็นการเทรดบน PE 13 เท่า ยิ่งทำให้อีฉันฉงนใจมากยิ่งขึ้น เพราะหลายปีที่ผ่านมาหุ้นตัวนี้เคยเทรดบนพีอี 53 เท่ามาแล้ว แต่ส่วนใหญ่เทรดบนพีอี 30 เท่า ขณะที่ปี 67 เทรดบนพีอี 21 เท่า อีฉันเลยสงสัยว่า ตลาดให้แวลูต่ำเกินนะตัวเอง
ปิดท้ายกันที่หุ้น TFG เพื่อชี้ให้เห็นการที่หุ้นเริ่มขึ้นใหม่ พร้อมกับยืนปิดที่ระดับ 4.62 บาท บวกไป 0.16 บาท หรือขึ้นไป 3.60% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 203 ล้านบาท แสดงว่า นักลงทุนเริ่มเข้าใจปัญหาที่เกิดขึ้นกับ “ผู้บริหาร” มันคนละส่วนกับการทำ “ธุรกิจ” อีฉันเลยมองว่า หุ้นตัวนี้เหมาะสำหรับคนที่ต้องการเก็งกำไรในจังหวะที่บริษัทกำลังจัดกระบวนทัพผู้บริหารใหม่ เพราะการเทรดบน PE 3.60 เท่า ความเสี่ยงมันต่ำมากจ้า!
โมนิก้าและทีมงาน