
หุ้นไทยพระเอกตัวจริง!
ก่อนอื่นต้องบอกกับนักลงทุนทุกคนว่า ตลาดหุ้นไทยในเดือน พ.ค. ปี 69 ดีกว่าที่คาดการณ์ไว้มากเหลือเกิน และยังเป็นการพุ่งขึ้นอย่างมั่นคงกว่าเดือนก่อน ๆ
ก่อนอื่นต้องบอกกับนักลงทุนทุกคนว่า ตลาดหุ้นไทยในเดือน พ.ค. ปี 69 ดีกว่าที่คาดการณ์ไว้มากเหลือเกิน และยังเป็นการพุ่งขึ้นอย่างมั่นคงกว่าเดือนก่อน ๆ และยังดีกว่าในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยตอนนั้นประเทศต้องเผชิญกับแรงกดดันที่เกิดจากปัญหาการเมือง ซึ่งส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศเต็ม ๆ ขณะเดียวกันยังต้องเผชิญกับสงครามการค้า และสงครามระหว่างประเทศ ส่งผลให้เงินทุนต่างชาติไหลออกอย่างต่อเนื่องพะยะค่ะ
ที่น่าสนใจคือประเทศไทย และตลาดหุ้นไทยตกอยู่ในสภาพ “ไม่โตแต่ไม่ตาย” เป็นมาหลายปี แต่สถานการณ์หลายอย่างในวันนี้แปรเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในแง่ของความเชื่อมั่นในการลงทุนถือว่า สอบผ่านอย่างไม่ต้องสงสัย และถ้ามองย้อนกลับไปในช่วงต้นปีที่ดัชนีลงไปทำโลว์ที่บริเวณ 1,230 จุด แต่วันนี้กลับขึ้นมายืนใกล้ 1,600 จุด แถมเดือนนี้ดัชนีขึ้นมา 100 จุดแบบนี้..ทั่วโลกก็มองไทยตาไม่กระพริบซิคะ
เนื่องจากเมื่อวัดออกมาเป็นตัวเลขผลตอบแทนจะเห็นว่า เดือนนี้เดือนเดียวหุ้นไทยให้ผลตอบแทนเกิน 6% แต่เมื่อนับตั้งแต่ต้นปีจะพุ่งขึ้นไปถึงระดับ 25% จนกลายเป็นหนึ่งในตลาดหุ้นที่ให้ผลตอบแทนดีที่สุดในเอเชีย ซึ่งเป็นภาพคนละมุมกับก่อนหน้านี้อย่างชัดเจน เพราะตอนนั้นตลาดหุ้นไทยโดนดูถูกอย่างหนักว่า เป็นตลาดหุ้นที่ให้ผลตอบแทนแย่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้..จำกันได้บ่?
ประเด็นดังกล่าวทำให้ทุกคนมองการวิ่งขึ้นของตลาดหุ้นไทยรอบนี้ ไม่ใช่เรื่อง “เด้งแล้วขาย” เหมือนหลายครั้งที่ผ่านมา แต่เป็นการฟื้นตัวทั้งระบบที่มีปัจจัยสนับสนุนจากภายใน และภายนอกอย่างชัดเจน “โมนิก้า” ถึงมองการไหลกลับเข้ามาของเม็ดเงินลงทุนเที่ยวนี้ เหมือนเป็นการสะท้อนภาพให้เห็นว่า นักลงทุนต่างชาติกลับมามองตลาดหุ้นไทยไทยในฐานะ “Laggard” นะตัวเอง
โดยเม็ดเงินดังกล่าวพุ่งเป้าไปที่หุ้นแกนหลักที่ได้ประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก โดยหุ้นที่เป็นดาวเด่นของตลาดหุ้นไทยในรอบนี้ต้องยกให้ DELTA โดยไม่มีใครกล้าโต้เถียงแม้แต่คนเดียว เพราะเป็นบริษัทที่ได้ประโยชน์จากเรื่องชิปเอไอแบบจัดเต็ม ขณะที่ตัวรองอย่าง HANA ก็เป็นหุ้นที่ได้รับอานิสงส์จากเรื่องดังกล่าวเต็ม ๆ แต่ในทางงบการเงินยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงที่เป็นนัยสำคัญ ซึ่งเป็นภาพที่คล้ายกับตัวของ KCE นะจะบอกให้
กลุ่มถัดมาที่วูบวาบสุด ๆ เพราะผลของสงครามทำให้ราคาน้ำมันถีบตัวแรง ส่งผลให้หุ้นโรงกลั่น และหุ้นปิโตรเคมีพากันบวกแรงยกแผง ซึ่งตัวเด่น ๆ ที่โบรกเกอร์มองว่า ยังเล่นได้ก็คือน้องท็อป TOP กับ PTTGC หลังไตรมาส 1 โชว์กำไรโตระเบิด ขณะที่ไตรมาส 2 ผลงานอาจทรง ๆ หลังราคาน้ำมันทรุดตัวลงแรงจนหลุด 100 เหรียญต่อบาร์เรล จึงกลายเป็นจังหวะที่เหมาะต่อการเล่นเก็งกำไร หากคิดว่า ราคาน้ำมันจะเด้งอีก และอย่าลืมดู IRPC ด้วยนะจ๊ะ
ส่วนกลุ่มที่รับเนื้อ ๆ จากโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” คงหนีไม่พ้น MTC SAWAD และ TIDLOR เพราะได้อานิสงส์จากลูกหนี้มีกำลังชำระหนี้ดีขึ้น โดยหุ้นเหล่านี้ยังขยับขึ้นไม่มากสักเท่าไหร่ “โมนิก้า” ถึงมองหุ้นเหล่านี้เป็นทางเลือกสำหรับคนที่ชอบหุ้นที่ยังไม่ขยับไปไหน และถ้ามองให้ลึกลงไปถึงการหมุนหุ้นเล่นไปเรื่อย ๆ ในไม่ช้าหุ้นกลุ่มนี้จะขึ้นกลับมาเฉิดฉายอย่างแน่นอนเจ้าค่ะ
สิ่งที่อีฉันเล่าให้ฟังตั้งแต่ต้นยันจบ มันเป็นแค่ส่วนหนึ่งของหุ้นอีกหลายตัวที่น่าเล่น จึงอยากให้นักลงทุนประเมินการยืนปิดของดัชนีที่ระดับ 1,568.97 จุด ลบไป 1.98 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 6.26 หมื่นล้านบาท ควบคู่กับแวลูของหุ้นเป้าหมายที่อยากลงทุนนั้น มีสตอรี่อะไรเป็นแรงขับเคลื่อน และในมุมของพื้นฐานยังมีแก๊ปให้วิ่งอีกเยอะไหม? เพราะการลงทุนในตลาดหุ้นมันเป็นเรื่องของคนที่มองเกมออกก่อนคนอื่นไงล่ะคะ
โมนิก้าและทีมงาน