กลุ่มหุ้นหลังเลือกตั้ง

ในช่วงเดือนมกราคมนี้ แม้จะมีการกล่าวถึงปรากฏการณ์ January Effect ที่ตลาดหุ้นน่าจะปรับขึ้นได้ แต่ปีนี้ อาจจะแตกต่างจากทุกปี


ในช่วงเดือนมกราคมนี้ แม้จะมีการกล่าวถึงปรากฏการณ์ January Effect ที่ตลาดหุ้นน่าจะปรับขึ้นได้

แต่ปีนี้ อาจจะแตกต่างจากทุกปี เพราะเรากำลังเข้าสู่บรรยากาศของการเลือกตั้ง ทำให้บรรดานักวิเคราะห์ต่างประเมินว่า การเลือกตั้งอาจจะสร้าง “ความผันผวน” ในระยะสั้นกับหุ้นไทยได้

ล่าสุด CGSI ได้ทำการวิเคราะห์ถึงสถานการณ์ดังกล่าวไว้

CGSI มองว่า “ความไม่แน่นอนทางการเมือง” จะยังเป็นปัจจัยกดดันตลาดหุ้นไทยต่อเนื่องในช่วงไตรมาส 1/2569 โดยประเทศไทยมีกำหนดจัดการเลือกตั้งทั่วไปในวันอาทิตย์ที่ 8 ก.พ. 2569 และคาดกระบวนการจัดตั้งรัฐบาลใหม่จะแล้วเสร็จราว กลางเดือนเม.ย. 2569

มีการอ้างอิงจากผลสำรวจของ นิด้าโพล ที่จัดทำขึ้นช่วงกลางเดือนธ.ค. 2568

พบว่าแม้พรรคประชาชน จะยังมีคะแนนนิยมนำหน้าพรรคการเมืองอื่น

ทว่า แนวโน้มคะแนนนิยมเริ่มอ่อนตัวลง ขณะที่สัดส่วนประชาชนที่ยังไม่ตัดสินใจเลือกพรรคใดเพิ่มสูงขึ้น สะท้อนความไม่แน่นอนของฐานเสียง

CGSI มองคะแนนนิยมของพรรคประชาชนเริ่มลดลงหลังการลงมติสนับสนุน “อนุทิน ชาญวีรกูล” หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เป็นนายกรัฐมนตรีในเดือนก.ย. 2568 บวกกับกระแสไม่พอใจของประชาชนบางส่วนต่อท่าทีของพรรคประชาชนต่อกองทัพไทยในช่วงความตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา แม้ภายหลังจะมีการปรับจุดยืนให้อ่อนลง

หากอิงตามผลโพลพรรคประชาชนน่าจะยังเป็นพรรคที่มีจำนวน ส.ส. มากที่สุดหลังการเลือกตั้งครั้งนี้

แต่ยังไม่น่าจะมีเสียงเพียงพอในการจัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียว

พรรคภูมิใจไทย มีแนวโน้มไม่เข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคประชาชน เนื่องจากจุดยืนไม่สนับสนุนพรรคการเมืองที่มีนโยบายแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112

จึงมีการประเมินว่าฉากทัศน์ที่เป็นไปได้มากที่สุด คือ พรรคภูมิใจไทยจับมือกับพรรคเพื่อไทยและพรรคกล้าธรรม จัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ โดยไม่รวมพรรคประชาธิปัตย์

นั่นส่งผลให้ความไม่แน่นอนทางการเมืองจะยังคงอยู่จนกว่าจะเห็นโครงสร้างรัฐบาลที่ชัดเจน

ในเชิงการลงทุน ปัจจัยลบทางการเมืองในช่วง 2–3 เดือนข้างหน้าอาจกดดันตลาดหุ้นไทย

และเพิ่มแรงขายจากนักลงทุนต่างชาติ แม้เดือนธ.ค. 2568 จะกลับมาซื้อสุทธิราว 6,000 ล้านบาท แต่ตลอดทั้งปี 2568 ได้ขายสุทธิรวมสูงถึง 1.07 แสนล้านบาท

CGSI แนะนำให้นักลงทุนเพิ่มน้ำหนักการลงทุน (Overweight) ในกลุ่มที่มีความผันผวนต่ำและรายได้ค่อนข้างมั่นคง คือ กลุ่มโทรคมนาคม, การแพทย์, สินค้าอุปโภคบริโภค, ธนาคาร

พร้อมกับแนะนำลดน้ำหนักการลงทุน (Underweight) ในกลุ่มพลังงาน ปิโตรเคมี และอสังหาริมทรัพย์

ส่วนหุ้นเด่น ได้แก่ ADVANC, BCPG, BDMS, CPN, MOSHI, MTC, PR9, SCB และ TRUE

CGSI มองว่าแม้ความไม่แน่นอนทางการเมืองจะกดดันตลาดในระยะสั้น

แต่เชื่อว่า “Downside ของตลาดมีจำกัด” หลังดัชนีปรับตัวลงแล้วกว่า 10% ในปี 2568 และลดลงถึง 22% นับจากสิ้นปี 2565

ปัจจุบันหุ้นไทยซื้อขายที่ระดับ P/E ปี 2569 ประมาณ 14 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 10 ปีประมาณ 1 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน

หากไม่รวมหุ้น DELTA จะพบว่าดัชนีตลาดหลักทรัพย์ฯ ซื้อขายที่ P/E เพียง 12.6 เท่า ยังอยู่ในระดับน่าสนใจ

จึงคงเป้าหมายดัชนีสิ้นปี 2569 ที่ 1,400 จุด

และคาดรัฐบาลใหม่ที่มีพรรคภูมิใจไทยและพรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำ รวมถึงจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ฟื้นตัว จะเป็นแรงหนุนสำคัญต่อตลาด

ส่วนความเสี่ยงที่ต้องติดตาม คือ ความตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชาที่อาจกลับมาปะทุอีกครั้ง

รวมถึงความเป็นไปได้ของการเลื่อนการเลือกตั้ง ซึ่งอาจส่งผลลบต่อความเชื่อมั่นนักลงทุนและตลาดหุ้นไทยในระยะถัดไป

Back to top button