
ต้องประคองตัวเหนือ 1,300 จุดให้ได้
บรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นไทยเมื่อวันที่ 21 มกราคม 2569 ที่ผ่านมา สร้างความชื่นมื่นให้กับนักลงทุนอย่างมาก
เส้นทางนักลงทุน
บรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นไทยเมื่อวันที่ 21 มกราคม 2569 ที่ผ่านมา สร้างความชื่นมื่นให้กับนักลงทุนอย่างมาก เพราะนอกจากดัชนีตลาดหุ้นไทย (SET Index) จะปรับตัวขึ้นได้ร้อนแรงต่อเนื่องและดีกว่าคาดแล้ว ยังสามารถพุ่งทะลุ 1,300 จุด สนับสนุนด้วยมูลค่าการซื้อขาย (วอลุ่ม) ที่หนาแน่น
SET Index ในวันดังกล่าวปิด +21.19 จุด พุ่งขึ้นไปที่ระดับ 1,317.56 จุด มีมูลค่าการซื้อขายสูงถึง 6.8 หมื่นล้านบาท มีพี่ใหญ่ที่ถือธงวิ่งนำหน้าคือหุ้นของ บมจ.เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) หรือ DELTA ซึ่งเป็นหุ้นขนาดใหญ่ที่กระทบกับดัชนีเป็นบวกถึง 15 จุด
ปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ภายหลังประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ได้กล่าวสุนทรพจน์ในการประชุม World Economic Forum (WEF) โดยส่งสัญญาณจะไม่ใช้กำลังทหารในการยึดกรีนแลนด์ ทำให้นักลงทุนคลายความกังวลส่งผลให้บรรยากาศของตลาดมีแนวโน้มที่ผ่อนคลายลง โดยในส่วนของตลาดหุ้นสหรัฐฯ ดัชนี S&P 500 +1.16%, Nasdaq +1.18% และ Dow Jones +1.21%
อย่างไรก็ตาม สำหรับตลาดหุ้นไทยยังติดตามการเคลื่อนไหวของกระแสเงินทุนต่างชาติ (Fund Flow) จากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ดังกล่าว เนื่องจาก Fund Flow ที่ไหลเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นไทยในช่วงก่อนหน้า บางส่วนมาจากการหลีกเลี่ยงความเสี่ยงจากความตึงเครียดของปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ในยุโรป ดังนั้นเมื่อสถานการณ์เริ่มดีขึ้น บรรยากาศเริ่มผ่อนคลายลงจะมีผลทำให้ Fund Flow อาจไหลออกไปบ้าง
เห็นได้จาก Fund Flow หรือกระแสเงินทุนต่างชาติที่พลิกเป็นไหลออกจากภูมิภาคสุทธิ (ณ 21 มกราคม 2569) 1.39 พันล้านดอลลาร์ โดยกระจุกตัวที่ไต้หวัน 1.30 พันล้านดอลลาร์ ขณะที่เกาหลีใต้ไหลเข้า 121 ล้านดอลลาร์ ขณะที่ฝั่งอาเซียนเม็ดเงินไหลออกจากทุกประเทศ สูงสุดคือตลาดหุ้นอินโดนีเซีย 111 ล้านดอลลาร์ ตามด้วยตลาดหุ้นไทยที่พลิกมาขาย 65 ล้านดอลลาร์ หรือกว่า 2 พันล้านบาท
ตลาดหุ้นไทยก่อนหน้านี้ นักลงทุนสถาบันในประเทศยังคงขายสุทธิในตลาดหุ้นไทยเป็นวันที่ 9 อีก 3.8 พันล้านบาท ส่วนนักลงทุนต่างชาติพลิกมาขายสุทธิ 2 พันล้านบาท หลังจากซื้อสุทธิต่อเนื่อง 5 วันติดต่อกันรวม 1.3 หมื่นล้านบาท
ทั้งนี้หากพิจารณาภาพรวมของ 4 กลุ่มนักลงทุนนับตั้งแต่วันที่ 1-21 มกราคม 2569 พบว่า สถาบันในประเทศขายสุทธิ 1.5 หมื่นล้านบาท บัญชีบริษัทหลักทรัพย์ซื้อสุทธิ 6.08 พันล้านบาท นักลงทุนต่างประเทศซื้อสุทธิ 5.48 พันล้านบาท และนักลงทุนทั่วไปในประเทศซื้อสุทธิ 3.35 พันล้านบาท
นอกจากนี้ ยังต้องระวังแรงขายของหุ้นในกลุ่มธนาคารพาณิชย์ โดยเฉพาะธนาคารขนาดใหญ่ภายหลังจากแจ้งผลประกอบการแล้วสร้างความผิดหวังให้กับตลาด เนื่องจากรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (Net Interest Income) หรือ NII ลดลงจากส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (Net Interest Margin) หรือ NIM ต่ำตามการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายต่อเนื่องในปีที่ผ่านมา ทำให้เกิด Sell on fact กับหุ้นกลุ่มนี้
หาก Fund Flow ยังคงไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่อง SET Index น่าจะทะยานต่อไป ซึ่งจะต้องสนับสนุนด้วยวอลุ่มที่หนาแน่น แต่หาก Fund Flow ชะลอ อาจมีผลให้ SET Index หลุดระดับ 1,300 จุด ซึ่งเป็นระดับจิตวิทยาสำคัญได้
ทั้งนี้ Fund Flow ยังมีโมเมนตัมเชิงบวก เนื่องจากมูลค่า (Valuation) ของตลาดหุ้นไทยยังอยู่ในระดับต่ำ รวมถึงน่าจะเกิด Pre-Election Rally ในช่วง 2 สัปดาห์ก่อนถึงวันเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569 นี้
“ข่าวหุ้นธุรกิจ” คัดคำแนะนำจากโบรกเกอร์ 3 ค่ายว่าในสถานการณ์เช่นนี้ควรลงทุนอย่างไร โดยบริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส มองกลุ่มพลังงานยังได้อานิสงส์จากราคาน้ำมันดิบที่ทยอยไต่ระดับขึ้นจากช่วงก่อนหน้า ขณะที่กลุ่ม Domestic Play จะได้อานิสงส์จากเม็ดเงินหาเสียงระยะสั้น และกระทบจำกัดจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ต่างประเทศที่ยังมีความไม่แน่นอน
ส่วนบริษัทหลักทรัพย์ ฟิลลิป (ประเทศไทย) มองหุ้นที่มีเม็ดเงิน NVDR เข้าซื้อ และหุ้นพื้นฐานดีที่มีสัญญาณซื้อกลับ เช่น KKP, TTB, PTT, PTTEP และ OSP คาดเป็นทางเลือกที่ดีในการลงทุนเพื่อรับภาพบวก
และบริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ แนะกลยุทธ์ “Selective Buy” ใน 2 ธีมหลัก และ 3 ธีมเทรดดิ้ง คือ 1. Earnings Play กําไรไตรมาส 4/2568 โตเด่นเกิน 10% แนะนํา ADVANC, BGRIM, CHG, GPSC, GULF, OR, PRM, TRUE
2.ปันผลดี แบ่งเป็น ปันผลระยะยาว AP, DIF, KTB, PTT, TISCO และปันผลระยะสั้น 6 เดือน BAM, KBANK, SAT, THANI, TLI
3. Trading Idea แนะนํา KTB, BBL, KBANK, KKP และหุ้นได้ประโยชน์จาก Election Rally ทั้ง CPALL, BJC, CPN รวมทั้งกลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม เช่น GFPT, OSP และกลุ่มสินเชื่อ คือ MTC ,SAWAD และ TIDLOR
หาก SET Index จะเดินหน้าต่อไป จำเป็นต้องประคองตัวอย่าให้หลุด 1,300 จุด ซึ่งเป็นแนวจิตวิทยาที่สำคัญ

