
พาราสาวะถี
ไม่มีปัญหาสำหรับการเปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพราะจำนวน สส.ที่กกต.รับรองเกิน 95 เปอร์เซ็นต์หรือ 475 คนไปแล้ว
ไม่มีปัญหาสำหรับการเปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพราะจำนวน สส.ที่กกต.รับรองเกิน 95 เปอร์เซ็นต์หรือ 475 คนไปแล้ว นั่นจึงเป็นเหตุให้ที่ ประชุม ครม.มีมติเห็นชอบร่างพระราชกฤษฎีกาเรียกประชุมรัฐสภา พ.ศ. 2569 ตามที่สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีเสนอ โดยยังไม่ได้ระบุวันที่เรียกประชุมรัฐสภา ตามขั้นตอนหลังจากนี้ก็จะมีการประสานกับสำนักงาน กกต. สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร และสำนักงานองคมนตรี เพื่อจะได้นำร่างพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายต่อไป
ทั้งนี้ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 122 วรรคหนึ่ง วรรคสอง และวรรคสี่ บัญญัติให้ พระมหากษัตริย์ทรงเรียกประชุมรัฐสภา ทรงเปิดและทรงปิดประชุม โดยพระมหากษัตริย์จะเสด็จพระราชดำเนินมาทรงทำรัฐพิธีเปิดประชุมสมัยประชุมสามัญประจำปีครั้งแรกด้วยพระองค์เอง หรือโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้พระรัชทายาทซึ่งทรงบรรลุนิติภาวะแล้ว หรือผู้ใดผู้หนึ่ง เป็นผู้แทนพระองค์ มาทำรัฐพิธีก็ได้ ดังนั้น เมื่อมีการทูลเกล้าฯ พระราชกฤษฎีกาเรียกประชุมรัฐสภาฯ แล้ว จึงเป็นพระบรมราชวินิจฉัย
วันเวลาที่เคยปรากฏก่อนหน้านั้น จึงเป็นเพียงการคาดเดา แต่ทั้งหมดได้ผ่านการประสานงานกันเป็นการเบื้องต้นไว้แล้ว หลังจากรัฐพิธีเปิดประชุมโดยธรรมเนียมปฏิบัติที่ผ่านมา จะมีการเรียกประชุมสภาผู้แทนราษฎรนัดแรกทันที 1 วันหลังจากนั้น เพื่อเลือกประธานสภาฯ รองประธานสภาฯ ถึงตรงนี้ ตัวบุคคลที่จะมาทำหน้าที่แทบไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง โสภณ ซารัมย์ ถูกดันจากภูมิใจไทยให้มาเป็นประมุขฝ่ายบริหาร พร้อมกับ มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช อดีตรัฐมนตรีช่วยคมนาคมนั่งรองประธานคนที่ 1 และ มนพร เจริญศรี อดีตรัฐมนตรีช่วยคมนาคมเช่นกันจากเพื่อไทยเป็นรองประธานคนที่ 2
จะเห็นได้ว่าการวางตัวบุคคลของสองพรรคหลักร่วมรัฐบาลนั้น ล้วนแต่เป็นคนที่เคยผ่านงานฝ่ายบริหาร โดยอีกด้านก็มีประสบการณ์งานฝ่ายนิติบัญญัติมาอย่างโชกโชน เป็นมือประสานงานระหว่างอำนาจสองฝ่ายได้เป็นอย่างดี ทำให้งานสภาจึงน่าจะเป็นไปด้วยความราบรื่น แม้คอการเมืองจะมองกันว่าความที่พรรคฝ่ายค้านเป็นพรรคประชาชน ประชาธิปัตย์ และกล้าธรรม กระบวนการตรวจสอบน่าจะเข้มข้นตามมาตรฐานของคนที่เชี่ยวชาญงานด้านนี้
พรรคสีส้มกับสีฟ้าการันตีด้วยผลงานของการทำงานฝ่ายค้านในอดีต ขณะที่กล้าธรรมอาจผิดเป้าที่ถูกถีบตกขบวนอำนาจบริหาร แต่น่าจะมีทีเด็ดที่ว่าด้วยข้อมูลเชิงลึกในฐานะที่คนของพรรคได้ร่วมรัฐบาลมาต่อเนื่อง คงจะเป็นตัวเสริมที่แข็งแรงของซีกฝ่ายค้าน ทว่าฝ่ายรัฐบาลคงไม่ได้ตระหนกตกใจอะไรมากนัก เนื่องจากกลเกมการเมืองหลังยุคเผด็จการ คสช. เห็นได้ชัดว่าการใช้กล้วยล่องูเห่าได้ผลดีเป็นอย่างมาก เมื่อมองไปยังลิ่วล้อของพรรคส้มฟ้าเขียวแล้ว ต้องยอมรับกันว่า พอจะมองกันออกไม่น่าจะมีแค่งูเขียวเท่านั้นที่รอรับกล้วย
ขณะเดียวกัน เรื่องการไล่เบียดไล่บี้กันทางการเมือง แม้ว่าจะจบศึกเลือกตั้งไปแล้ว ยังคงมีอยู่ ขึ้นอยู่กับว่าใครมีชนักปักหลังกันแบบไหน กลไกว่าด้วยการใช้อำนาจรัฐ และกระบวนการยุติธรรมยังคงดำเนินต่อไปต่อเนื่อง ซึ่งนั่นย่อมทำให้บั่นทอนประสิทธิภาพต่อการทำหน้าที่ของฝ่ายตรงข้ามได้เป็นอย่างดี สิ่งที่ผู้นำทางจิตวิญญาณของพรรคสีส้มเคยพูดไว้ก่อนหน้านี้ว่าด้วย การประนีประนอมครั้งใหญ่ ดูแล้วไม่น่าจะเกิดกับพลพรรคฝ่ายค้าน แต่น่าจะเป็นเรื่องระหว่างผู้มีอำนาจด้วยกันมากกว่า
ว่ากันถึงตำแหน่งรัฐมนตรี จากที่เคยมีข่าวคราวแรงกระเพื่อมภายในพรรคสีน้ำเงิน พอเห็นโฉมหน้าของบรรดาคนรุ่นใหม่จากบ้านใหญ่กลุ่มต่าง ๆ จะเข้ามานั่งเป็นเสนาบดี ทำให้แรงกระแทกที่เกิดขึ้นเงียบหายไปในทันที ไม่ใช่เพราะประกาศิตที่ผ่านปากของ ไชยชนก ชิดชอบ เลขาธิการพรรคฐานะทายาทของกุนซืออาจารย์ใหญ่ ห้ามมีมุ้งในพรรค แต่เกิดจากการจัดสรรทุกอย่างได้แบบไร้เงื่อนไข เห็นกันอยู่พลังสนับสนุนพรรคมหาศาลขนาดนั้น การเจรจาใด ๆ จึงจบลงที่ผลประโยชน์ลงตัว
ปัญหาใหญ่สำหรับรัฐบาลใหม่ จึงไม่ใช่เรื่องของเก้าอี้ เพราะที่คุยกันเบื้องหลังเป็นประเด็นของ การจะเข้ามารับมือกับวิกฤตที่ก่อตัวอยู่ในเวลานี้อย่างไร ปัญหาด้านพลังงานการอั้นราคาดีเซลไว้ 15 วัน แค่มาตรการชั่วครู่ชั่วยาม ความจริงการแหล่งน้ำมันใหม่ และเพิ่มปริมาณน้ำมันสำรองไม่ได้เป็นไปตามแผนที่วางไว้ แม้ก่อนหน้าจะมีการประกาศว่าปริมาณน้ำมันสำรองเพิ่มขึ้นจาก 60 วันเป็น 95 วัน ทว่าสิ่งที่แสดงออกผ่านการประชุม ครม. และมติจากที่ประชุมที่ออกมาเมื่อวันอังคารมันสะท้อนภาพของความเป็นจริงได้เป็นอย่างดี
การที่รัฐมนตรีพากันถอดสูทร่วมประชุม ตามมาด้วยมติ ครม.ให้หน่วยงานราชการ รัฐวิสาหกิจทำงานที่บ้านหรือเวิร์ค ฟรอม โฮม ได้ รวมถึงมาตรการสำรองปิดปั๊มน้ำมันหลังสี่ทุ่มเว้นที่ตั้งบนถนนสายหลัก เหล่านี้ชี้ให้เห็นว่าถ้าสถานการณ์การสู้รบยืดเยื้อ ประเทศไทยก็ไม่รอดพ้นวิกฤตด้านพลังงานเช่นกัน ซึ่งเมื่อมองไปยังสงครามสหรัฐอเมริการวมหัวอิสราเอลถล่มอิหร่าน ยังมองไม่เห็นแนวโน้มว่าจะยุติกันเมื่อไหร่ มีแต่คำคุยโวของ โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศศักดาความยิ่งใหญ่ แต่ไม่เห็นถึงอาการสยบยอมของฝ่ายถูกโจมตีแต่อย่างใด
มิหนำซ้ำ ยังมีการเลือกผู้นำสูงสุดไปเป็นที่เรียบร้อย พร้อม ๆ กับข่าวคราวที่ว่าอิหร่านได้โจมตีฐานทัพสำคัญของสหรัฐฯ ในทุกประเทศแถบตะวันออกกลาง จนต้องไปปักหลักตั้งฐานบัญชาการสู้รบที่ไซปรัส เมื่อสถานการณ์เป็นเช่นนี้ และเห็นวิธีการรบสไตล์อิหร่าน จึงไม่มีใครมั่นใจว่าพี่เบิ้มจะประสบชัยชนะจากสงครามหนนี้ได้อย่างไร สุดท้ายการยุติของสงครามจึงไม่น่าจะเกิดขึ้นจากความสำเร็จในการโจมตีของสหรัฐฯ แต่น่าจะต้องเป็นเวทีเจรจา เรื่องการใช้อาวุธร้ายแรงเพื่อกำราบอิหร่านเลิกคิดไปได้เลย เพราะแค่เปิดหัวมา ไม่มีใครกล้าการันตีว่าทั้งอิหร่านและหมู่มิตรที่สนับสนุนจะงัดอาวุธร้ายแรงอะไรมาโต้กลับบ้าง
อรชุน