พาราสาวะถี

เริ่มเห็นปฏิกิริยาของ “ขี้ข้า” นักการเมือง ที่มีหัวโขนความเป็นผู้เกี่ยวข้องในกระบวนการการเลือกตั้งต่อปมบาร์โค้ดแล้ว คงไม่ต้องคาดเดากันว่าปลายทางของเรื่องนี้จะจบลงอย่างไร


เริ่มเห็นปฏิกิริยาของ “ขี้ข้า” นักการเมือง ที่มีหัวโขนความเป็นผู้เกี่ยวข้องในกระบวนการการเลือกตั้งต่อปมบาร์โค้ดแล้ว คงไม่ต้องคาดเดากันว่าปลายทางของเรื่องนี้จะจบลงอย่างไร ยังไงเสียรัฐบาลใหม่ภายใต้การนำของพรรคภูมิใจไทยต้องเกิดขึ้นแน่ อยู่แค่ว่าจะช้าหรือเร็วเท่านั้น ขึ้นอยู่กับการแก้ปัญหาสารพัดข้อกังขาที่ถาโถมเข้าใจองค์กรจัดการเลือกตั้ง ไม่จำเป็นต้องรีบเพราะกฎหมายระบุไว้การรับรองผลเลือกตั้งจะต้องดำเนินการภายในระยะเวลาไม่เกิน 60 วัน

เพิ่งผ่านพ้นมาได้ 11 วัน กับการนับคะแนนค้างเติ่งที่ 94 เปอร์เซ็นต์ ถือเป็นปัญหาที่ต้องคิดหนัก ตัวเลข 6 เปอร์เซ็นต์ที่เหลือ เพราะมันมีเรื่องของ “บัตรเขย่ง” ระหว่างจำนวนผู้มาใช้สิทธิเลือก สส.แบบแบ่งเขตกับจำนวนผู้มาใช้สิทธิ สส.แบบบัญชีรายชื่อ ที่ไม่ตรงกัน กว่า 66,000 คะแนน ย่อมทำให้คนจำนวนไม่น้อยเกิดความเคลือบแคลง เนื่องจากผู้มีสิทธิที่เข้าคูหาต้องรับบัตรเลือกตั้งทั้งสองระบบ ไม่ว่าจะกาแบบไหนต้องหย่อนบัตรใส่หีบ

จุดนี้หรือไม่ที่ทำให้ กกต. ไม่สามารถประกาศตัวเลขของการเลือกตั้งครั้งนี้ได้ เพราะเท่ากับว่าตัวเลขส่วนต่างที่เกิดขึ้นมันชวนให้สงสัยได้ว่า มีการยัดบัตรเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเพื่อช่วยผู้สมัครของพรรคการเมืองใดเป็นพิเศษหรือไม่ โจทย์ใหญ่เวลานี้ก็คือคะแนนที่ต่างกันเกือบ 7 หมื่นคะแนนนั้น ถ้าเทียบกับตัวเลขของการนับที่ กกต.ยังค้างไว้อีก 6 เปอร์เซ็นต์ ดูแล้วยังไงก็ไม่น่าจะทำให้ตัวเลขของการเลือก สส.ทั้งสองระบบสมดุลกันได้

การนับคะแนนส่วนที่เหลือ มันต้องเพิ่มจำนวนทั้ง สส.แบบแบ่งเขตและปาร์ตี้ลิสต์ เว้นเสียแต่ว่าจะกดคะแนนแบบแบ่งเขตที่ยังไม่ได้ประกาศลง ซึ่งจะส่งผลต่อคะแนนที่ได้รวบรวมมาจากหน่วยเลือกตั้งทั้งหลาย ในส่วนนี้บรรดาผู้สมัครและพรรคการเมืองทั้งหลายได้มีการตรวจสอบ และติดตามกันอยู่แล้ว ขณะที่คะแนนปาร์ตี้ลิสต์ที่จะเทลงมาเพื่อให้ตัวเลขสมดุลอีกเกือบเจ็ดหมื่นคะแนนนั้น จะส่งผลต่อตัวเลข สส.ของแต่ละพรรค เช่นเดียวกัน

ถ้าจะฉายภาพให้เข้าใจง่าย ปมปัญหาดังว่าที่เป็นข้อกังขาก็คือ บัตรเลือกตั้งหนนี้อยู่ในข่ายเกินจำนวนผู้ใช้สิทธิ์เลือกตั้ง ทำให้กกต.ไม่สามารถประกาศผลการเลือกตั้งได้จนถูกมองว่าเป็นเรื่องที่ผิดวิสัย การแก้ไขด้วยการตัดคะแนนเลือกตั้งออกก็ทำไม่ได้ ถือเป็นชะตากรรมอีกเรื่อง นอกเหนือจากบาร์โค้ดที่ถูกยื่นร้องว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ นอกจากไม่เป็นความลับแล้ว ยังมีปัญหาความสุจริต โปร่งใส ต้องไปวัดกันที่ช่องทางซึ่งมีผู้ไปยื่นร้องคือ ผู้ตรวจการแผ่นดิน สว.ที่จะเข้าชื่อกันร้องไปยังศาลรัฐธรรมนูญ สุดท้ายลงเอยที่ศาลรัฐธรรมนูญจะชี้ออกมาอย่างไร

แต่ต้องไม่ลืมว่ากระบวนการทั้งหมด รวมทั้งองคาพยพที่เกี่ยวข้องทั้งหลาย ล้วนแต่ถูกปรับแต่ง ออกแบบใหม่ด้วยกลไกของขบวนการเผด็จการสืบทอดอำนาจ ในนามนิติสงคราม ดังนั้น ใครที่คาดหวังไว้ว่าเลือกตั้งจะเป็นโมฆะ ให้เตรียมใจรับความผิดหวังไว้รอได้เลย มีความเป็นไปได้สูง อย่างที่บอกให้ดูปฏิกิริยาของพวกมีเครื่องแบบ หัวโขนทางราชการแต่ทำตัวเป็นขี้ข้านักการเมือง เหล่านี้คือเครื่องมือเบื้องต้นที่เปิดทาง แสวงหาแนวร่วมเพื่อสนับสนุน สร้างความชอบธรรมให้กับความผิดพลาดของคณะบุคคลและองค์กรที่คลอดมาจากปลายกระบอกปืน

อย่างไรก็ตาม ปัญหาที่เกิดขึ้นถือว่าเป็นช่องทางให้ อนุทิน ชาญวีรกูล สามารถจะออกลูกตีกรรเชียงได้สบาย ๆ ยามถูกนักข่าวถามถึงความคืบหน้าในการประสานพรรคการเมืองเพื่อร่วมรัฐบาล โดยเฉพาะกรณีของกล้าธรรม ที่เสี่ยหนูได้พบและพูดคุยกับ นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ หัวหน้าพรรคสีเขียวที่สงขลา อ้างกกต.ยังไม่ประกาศรับรองผล ตัวเลขยังไม่นิ่ง จึงไม่จำเป็นที่จะต้องรีบเจรจา หรือตกลงกัน ขั้นตอนตั้งรัฐบาลจะเป็นฉากสุดท้าย ต้องรอให้มีการเปิดประชุมสภาเลือกประธานสภาฯ และนายกรัฐมนตรีให้ได้เสียก่อน

ถือเป็นการตอบตามมารยาท และเป็นเรื่องที่คู่เจรจาจำเป็นต้องจำใจยอมรับไปก่อน ยิ่งเสี่ยหนูบอกว่าในฐานะรัฐบาลรักษาการเวลานี้ ไม่มีใครไล่ให้ออก เท่ากับเป็นการตอกย้ำว่าใจเย็น ๆ ไม่ต้องรีบร้อน แต่พรรคที่ตกเป็นเป้าย่อมอยู่เฉยไม่ได้ เมื่อทางการข่าว หรือความจริงคือการเจรจาที่เดินนำไปแล้วนั้น ไม่เพียงแต่พรรคสีน้ำเงินขอกระทรวงเกษตรและสหกรณ์คืนเท่านั้น แต่ ยังยื่นเงื่อนไขให้ ธรรมนัส พรหมเผ่า เล่นบทผู้เสียสละไม่รับเก้าอี้รัฐมนตรีด้วย

อย่างที่บอกไปว่าการเจรจารอบนี้พรรคแกนนำต้องใช้บารมีของอาจารย์ใหญ่มาคุยกับผู้กองมันคือแป้ง การยอมให้เข้ามานั่งเป็นรัฐมนตรีของรัฐบาลอายุสั้นเพราะความเสี่ยงที่จะถูกยื่นตรวจสอบน้อย แต่เมื่อเป็นรัฐบาลหลังเลือกตั้งที่หวังผลอยู่กันยาว ๆ จะมาแบกรับเรื่องแบบนี้ไม่ได้ มันไม่ได้ส่งผลแค่รัฐบาล แต่หมายถึงอนาคตทางการเมืองของเสี่ยหนูด้วย กรณีนี้ก็เข้าอีหรอบเดียวกันกับ เศรษฐา ทวีสิน นั่นเอง เรียกได้ว่า กว่าจะผ่านกระบวนการรับรองผลเลือกตั้ง สส.ที่สาหัสสากรรจ์แล้ว การตั้งรัฐบาลรอบนี้ก็จะมีกระบวนการตรวจสอบเข้มข้นไม่แพ้ยุค แพทองธาร ชินวัตร เช่นเดียวกัน

ความจริงสูตรรัฐบาลภายใต้การบัญชาเกมของอนุรักษ์นิยม มันถูกกำหนดมาตั้งแต่รัฐบาลอายุสั้นแล้ว เมื่อพรรคสีน้ำเงินเลือกใช้ สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ศุภจี สุธรรมพันธุ์ และ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส เป็นบรรทัดฐานคุณสมบัติของเสนาบดีซึ่งเป็นที่ยอมรับของคนส่วนใหญ่ เมื่อจะตั้งรัฐบาลหลังเลือกตั้ง มันจะขี้เหร่กว่านี้ไม่ได้ พรรคที่เชื้อเชิญมาก่อนอย่างเพื่อไทยไร้ปัญหาเรื่องนี้ แต่พรรคที่เหลือโดยเฉพาะพรรคที่เป็นประเด็นเต็มไปด้วยคำถาม ถือเป็นบทพิสูจน์ชั้นเชิงลีลาเจรจาที่อนุทินเคยบอกไว้ไม่เคยเสียเปรียบใคร จะใช้ได้ผลกับการฟอร์ม ครม.เที่ยวนี้หรือไม่

อรชุน

Back to top button