CPN ลมปากเป่า (หุ้น).!?

ไม่ต่างจากคุณหลอกดาว..มั้ยเนี่ย..!!? กรณีบริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) หรือ CPN ในกลุ่มเซ็นทรัล เมื่อวันที่ 13 ส.ค. 2568 ประกาศซื้อหุ้นคืนจำนวน 111 ล้านหุ้น


ไม่ต่างจากคุณหลอกดาว..มั้ยเนี่ย..!!? กรณีบริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) หรือ CPN ในกลุ่มเซ็นทรัล เมื่อวันที่ 13 ส.ค. 2568 ประกาศซื้อหุ้นคืนจำนวน 111 ล้านหุ้น คิดเป็น 2.47% ภายใต้วงเงินไม่เกิน 5,000 ล้านบาท โดยเป็นการซื้อในตลาดหลัก ทรัพย์ฯ ระหว่างวันที่ 18 ส.ค. 2568-17 ก.พ. 2569 รวมระยะเวลา 6 เดือน

แต่สิ้นสุดโครงการซื้อหุ้นคืน เมื่อวันที่ 17 ก.พ.ที่ผ่านมา ปรากฏว่า CPN ไม่ได้ซื้อหุ้นคืนสักหุ้น ไม่ได้ใช้เงินสักบาทเดียว..!!

โดยให้เหตุผลว่า “เมื่อพิจารณาถึงจุดประสงค์หลักที่บริษัทเริ่มโครงการซื้อหุ้นคืนเพื่อบริหารทางการเงิน คือ บริษัท ต้องการส่งสัญญาณให้ตลาดเห็นว่าราคาหุ้นของบริษัทต่ำกว่าที่ควรจะเป็น ไม่สอดคล้องกับผลการดำเนินงานที่ดีของบริษัท อย่างไรก็ตาม ภายหลังจากที่บริษัทเริ่มโครงการซื้อหุ้นคืนเพื่อบริหารทางการเงินมาระยะหนึ่งแล้ว พบว่า ราคาหุ้นของบริษัททยอยปรับตัวดีขึ้น จากเดิมที่ราคาลดลงอยู่ในระดับต่ำกว่ามูลค่าที่ควรจะเป็น ดังนั้น บริษัทจึงไม่ดำเนินการซื้อหุ้นคืนในช่วงระยะเวลาดังกล่าว”

ฟังได้…แต่จะฟังขึ้นหรือเปล่า..?? แล้วแต่จะคิด

โอเค…การที่บริษัทจดทะเบียน (บจ.) ประกาศซื้อหุ้นคืน แล้วสุดท้ายไม่ได้ซื้อหุ้นคืนเลย…มองยังไง๊ยังไงก็ไม่ได้ผิดกฎหมาย ไม่ว่าจะตีลังกามองมุมไหนก็ไม่ผิด อันนี้ทำได้…เพียงแค่จะทำให้นักลงทุนเสียความรู้สึกก็เท่านั้น เพราะมันเหมือนคุณหลอกดาว..

อย่าลืมว่าการที่ บจ.ประกาศซื้อหุ้นคืน แล้วทำให้ราคาหุ้นวิ่งนั้น เกิดจากการเข้ามาเก็งกันว่า ROE หรืออัตราผลตอบแทนต่อผู้ถือหุ้น และ EPS หรือกำไรสุทธิต่อหุ้นของหุ้นตัวนั้นจะสูงขึ้น นั่นก็หมายถึงการจ่ายเงินปันผลจะมากขึ้นด้วย

ซึ่งเรื่องนี้มองได้หลายมุม…อย่างกรณี ธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน) หรือ TTB ที่ประกาศซื้อหุ้นคืนไปแล้ว 2 รอบ โดยซื้อหุ้นคืนสะสมรวมทั้งสิ้น 5,783.41 ล้านหุ้น คิดเป็น 5.92% มูลค่ารวมกว่า 11,389.54 ล้านบาท ช่วยทำให้ EPS เพิ่มขึ้นจริง 5.92%…

ในฝั่งของธนาคารก็ได้บริหารสภาพคล่องทางการเงิน ขณะที่ผู้ถือหุ้นมีโอกาสได้รับเงินปันผลมากขึ้น จากตัวหารที่น้อยลงหรือจำนวนหุ้นที่หายไป

วิน-วิน ด้วยกันทั้งสองฝ่าย..!!

แต่เคสของ CPN ต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง…ในมุมของบริษัทดี ไม่ต้องเสียเงินสักกะบาท..เงิน 5,000 ล้านบาท ยังอยู่ครบทุกบาททุกสตางค์ ก็สามารถนำเงินก้อนนี้ไปลงทุนสร้างการเติบโตได้ต่อไป ส่วนในมุมของผู้ถือหุ้น ในระยะสั้นอาจจะดี จากราคาหุ้นที่ปรับขึ้นมา แต่ EPS ไม่เพิ่ม แถม ROE ก็ไม่เพิ่ม และเงินปันผลก็ไม่เพิ่ม เนื่องจากตัวหารหรือจำนวนหุ้นยังเท่าเดิม

มิหนำซ้ำ ยังไม่เข้าวัตถุประสงค์ที่ระบุไว้ก่อนนี้เลย..?? 

ไม่ได้บริหารสภาพคล่องทางการเงิน ไม่ได้เพิ่มอัตราผลตอบแทนต่อผู้ถือหุ้น (ROE) รวมถึงไม่เพิ่มกำไรสุทธิต่อหุ้น (EPS) เพราะไม่ได้ซื้อหุ้นคืนสักหุ้น

สงสัยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องคงต้องขบคิดแล้วว่า การประกาศซื้อหุ้นคืนแล้วไม่ซื้ออย่างนี้ โดยอ้างว่าราคาปรับขึ้นไปแล้ว จะดำเนินการอะไรได้บ้าง..?? เพราะไม่งั้นทุกบริษัทก็อ้างได้หมด..จริงมั้ย..?? แต่ราคาหุ้นคุณวิ่งไปไกลแล้ว…

กลับมาที่เคสของ CPN นับตั้งแต่วันที่ประกาศจะซื้อหุ้นคืน วันที่ 13 ส.ค. 2568 ตอนนั้นราคาหุ้นอยู่ที่ 52 บาท มีมาร์เก็ตแคปราว 233,376 ล้านบาท แต่มาตอนนี้ราคาแตะที่ 64.00 บาท มาร์เก็ตแคปพุ่งไปแตะ 287,232 ล้านบาท เท่ากับว่าลมปากซื้อหุ้นคืนเป่าให้หุ้น CPN ปรับขึ้นมา 12 บาท ช่วยสร้างความมั่งคั่งให้บริษัทกว่า 53,856 ล้านบาทเลยทีเดียว

โอ้วพระเจ้าช่วยกล้วยทอด…ไม่ต้องเสีย 5,000 ล้านบาท แต่กลับได้ความมั่งคั่ง 51,612 ล้านบาทซะงั้น..!!

อย่างนี้ต้องบอกว่า คุ้มจริง ๆ คุ้มจริง ๆ…ยิ่งกว่าคุ้ม คุ้มทุกสิ่ง…คุ้มที่ CPN..!? 

…อิ อิ อิ…

Back to top button