
‘อังกฤษ’ วิกฤตแรงงานระลอกใหม่.!
สถานการณ์เศรษฐกิจสหราชอาณาจักร (อังกฤษ) ปี 2026 กำลังเผชิญกับบททดสอบครั้งสำคัญ เมื่อตัวเลขจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ (ONS) บ่งชี้ว่าอัตราการว่างงานสูงถึง 5.2%
สถานการณ์เศรษฐกิจสหราชอาณาจักร (อังกฤษ) ปี 2026 กำลังเผชิญกับบททดสอบครั้งสำคัญ เมื่อตัวเลขจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ (ONS) บ่งชี้ว่าอัตราการว่างงานสูงถึง 5.2% เป็นระดับสูงสุดรอบเกือบ 5 ปีตัวเลขนี้ไม่เพียงแต่สูงกว่าที่เหล่านักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ไว้ แต่สะท้อนรอยร้าวโครงสร้างการจ้างงาน ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากนโยบายภาครัฐและกระแสเทคโนโลยีที่เปลี่ยนโลก
ปัจจัยหลักที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักคือ “งบประมาณปี 2024” ภายใต้การนำของ “ราเชล รีฟส์” รัฐมนตรีคลัง ที่มีการปรับเพิ่มเงินสมทบประกันสังคมส่วนของนายจ้าง (Employer National Insurance) ควบคู่กับการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำแม้เป้าหมายเพื่อสวัสดิการและรายได้ของแรงงาน แต่ผลลัพธ์กลับกลายเป็นดาบสองคม
-ต้นทุนคงที่สูงขึ้น ทำให้นายจ้างต้องแบกรับค่าใช้จ่ายต่อหัวที่เพิ่มขึ้นทันที
-การชะลอตัวของตำแหน่งงาน ทำให้ภาคธุรกิจเลือกแช่แข็งตำแหน่งงานว่าง หรือหยุดรับคนมาทดแทนคนเดิมที่ลาออกไป
-การเลิกจ้าง โดยเฉพาะช่วงเดือนมกราคม 2026 มีตัวเลขการเลิกจ้างสูงถึง 27,000 คน เป็นสัญญาณอันตรายต่อความมั่นคงทางอาชีพ
กลุ่มที่น่าเป็นห่วงสุดช่วงวิกฤตครั้งนี้ คือเยาวชนอายุ 18-24 ปี ที่มีอัตราว่างงานสูงถึง 14% สูงสุดนับตั้งแต่ปี 2015 “งานระดับเริ่มต้น” (Entry-level jobs) ที่เคยเป็นบันไดขั้นแรกของเด็กจบใหม่ กลับกลายเป็นตำแหน่งแรก ๆ ที่ถูกตัดทอนเพื่อลดต้นทุน
กรณี “ลูซี แกบบ์” บัณฑิตเกียรตินิยมจากเคมบริดจ์ สะท้อนภาพความจริงที่เจ็บปวด แม้มีประวัติการศึกษาที่ดีเยี่ยม แต่การส่งใบสมัครกว่า 50 แห่งกลับไร้การตอบรับ จนต้องไปทำงานร้านกาแฟเพื่อประทังชีวิต สถานการณ์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นกับเธอเพียงคนเดียว แต่มันคือสภาวะ “บั่นทอนจิตใจ” ที่คนรุ่นใหม่ทั่วประเทศกำลังเผชิญ เมื่อความพยายามเรื่องการศึกษาไม่สา มารถการันตีอนาคตได้อีกแล้ว
นอกเหนือจากปัญหาเชิงนโยบายแล้ว การรุกคืบของ AI เป็นปัจจัยเสริม ที่ทำให้ตำแหน่งงานระดับเริ่มต้นหายไปอย่างรวดเร็ว นักวิเคราะห์จาก BNP Paribas และ AJ Bell ให้ความเห็นตรงกันว่า บริษัทต่าง ๆ เริ่มมองเห็นความคุ้มค่ากับการลงทุนกับเทคโนโลยีมากกว่าทรัพยากรบุคคล
“ช่วงระยะสั้น AI อาจช่วยเพิ่มผลกำไรให้บริษัท แต่ระยะยาว มันกำลังทำลายโครงสร้างพื้นฐานของตลาดแรงงาน โดยเฉพาะตำแหน่งงานที่ใช้ทักษะพื้นฐานที่เคยเป็นที่ฝึกฝนของเด็กจบใหม่”
จากตัวเลขตลาดแรงงานที่อ่อนแอ ส่งผลให้ค่าเงินปอนด์ร่วงลงมาอยู่ที่ 1.3564 ดอลลาร์ ขณะที่นักลงทุนเริ่มกดดันให้ธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) พิจารณาปรับลดอัตราดอกเบี้ยเร็วกว่ากำหนด เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจที่กำลังซบเซา แม้อัตราเงินเฟ้อจะยังคงอยู่ที่ 3.4% แต่ความเสี่ยงเรื่องการว่างงานดูจะเป็นประเด็นที่เร่งด่วนของสายตาของประชาชน
วิกฤตการจ้างงานครั้งนี้คือบททดสอบความอยู่รอดของรัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี “เคียร์ สตาร์เมอร์” ที่กำลังเผชิญกับคะแนนนิยมดิ่งลง ท่ามกลางการโจมตีจากพรรคอนุรักษนิยมว่ารัฐบาลพรรคแรงงานไร้ความสามารถในการบริหารเศรษฐกิจ
หากรัฐบาลไม่สามารถหาจุดสมดุลระหว่าง “การเก็บภาษีเพื่อสร้างสวัสดิการกับการรักษาความสามารถในการแข่งขันของภาคเอกชน” ได้ อังกฤษอาจต้องเผชิญกับทศวรรษที่สูญหายของแรงงานรุ่นใหม่และอัตราว่างงานที่อาจพุ่งแตะระดับ 5.3% ภายในฤดูใบไม้ผลินี้ แหละนั่นจะกลายเป็นแผลลึกทางเศรษฐกิจที่ยากจะเยียวยาได้