พาราสาวะถี

การเมืองคือสงครามที่ไม่หลั่งเลือด เป็นเรื่องจริง ภาพการจับมือกันเป็น 2 พรรคหลักในซีกรัฐบาลระหว่างภูมิใจไทยกับเพื่อไทย


การเมืองคือสงครามที่ไม่หลั่งเลือด เป็นเรื่องจริง ภาพการจับมือกันเป็น 2 พรรคหลักในซีกรัฐบาลระหว่างภูมิใจไทยกับเพื่อไทย เป็นบทพิสูจน์ต่อทฤษฎีดังว่า ก่อนที่จะเกิดรัฐบาลอายุสั้น เห็นกันอยู่ว่าทั้งสองพรรคห้ำหั่นกัน ตั้งแต่ยึดเก้าอี้มหาดไทยคืนมาจาก อนุทิน ชาญวีรกูล ตามมาด้วยการไล่บี้คดีเขากระโดงและฮั้ว สว.ชนิดเอากันให้ตายไปข้าง กระทั่งมาเกิดรัฐบาลอายุสั้น พรรคสีน้ำเงินขึ้นสู่อำนาจก็ทำการกดข่มพรรคสีแดงชนิดเอาทุกทางเหมือนกัน

ทั้งปมการปิดช่องไม่ให้ ทักษิณ ชินวัตร ได้มีโอกาสออกจากคุกเพื่อมีบทบาทช่วงเลือกตั้ง โดยก่อนและระหว่างเลือกตั้งก็มีการให้ข่าว เตรียมเอาผิดนักการเมืองพัวพันกับแก๊งสแกมเมอร์ ที่เป้าหมายคือ ทำลายความน่าเชื่อถือพรรคนายใหญ่โดยตรง แต่หลังเสร็จศึกเรียบร้อย มีการยืนยันเรื่องการจับมือกันเป็นฝ่ายบริหาร กรมราชทัณฑ์ก็แถลงความชัดเจนเกี่ยวกับ การพักโทษผู้นำทางจิตวิญญาณของพรรคสีแดง ทันที เช่นเดียวกันกับ พลตำรวจโทรุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรียุติธรรม ก็ประกาศชัด ไม่มีรายชื่อนักการเมืองเกี่ยวข้องกับแก๊งสแกมเมอร์

เหล่านี้คือวิชาการสามานย์ทางการเมือง ซึ่งจะบอกว่าให้พรรครุ่นใหม่ศึกษาก็คงไม่ใช่ เพราะวิธีการที่ใช้ว่าด้วยปฏิบัติการข่าวสารหรือไอโอเพื่อดิสเครดิตคู่แข่งของพรรคสีส้มก็ไม่ได้ต่างกัน เพียงแต่ว่า นักเลือกตั้งรุ่นเก่า เหล่าเซียนการเมืองทั้งหลาย ต่างไม่ได้ยึดติดแนวคิดที่สุดโต่ง ส่วนใหญ่ยึดแนวทาง เอาพวกมากกว่าพรรค นั่นเป็นเพราะเมื่อถึงเวลาหน้าสิ่วหน้าขวาน สายสัมพันธ์ที่ไม่ได้ตัดขาดจากกันอย่างสิ้นเชิง ย่อมพร้อมที่จะร่วมกันทำงานได้ตลอดเวลา

กรณีภูมิใจไทยกับเพื่อไทยคือตัวอย่าง ความจริงไม่ได้มีแค่เรื่องความสัมพันธ์ที่คบหากันมายาวนาน และการตกลงผลประโยชน์ลงตัว แต่กลไกสำคัญที่นำมาสู่รัฐบาลที่กำลังจะเกิดขึ้น คือ พลังสนับสนุนอันยิ่งใหญ่จากฝ่ายอนุรักษ์นิยม รู้กันอยู่แล้วว่าพรรคสีน้ำเงินคือสายตรง ส่วนพรรคสีแดงดูเหมือนจะถูกหลอกจากการเป็นพรรคตระบัดสัตย์ให้ตั้งรัฐบาลตามดีลพลิกขั้วก่อนหน้านั้น เมื่อผ่านกระบวนการที่สามารถพลิกแพลงจนฝ่ายขวาจัดสามารถเข้ามาจัดการอำนาจได้เบ็ดเสร็จ เป็นเหมือนการรัฐประหารด้วยรัฐธรรมนูญแล้ว การจับสองพรรคให้มาทำงานร่วมกัน เพื่อความหวังที่จะสร้างผลงานให้เป็นที่ยอมรับให้ได้

อย่างที่บอก พอกางรายชื่อบุคคลที่ถูกวางตัวให้เป็นรัฐมนตรีของทั้งสองพรรคแกนหลักแล้ว จะเห็นได้ว่า ไม่ใช่แค่พอไปวัดไปวาได้ ภาพรวมถือว่าสร้างการยอมรับสำหรับภาคเอกชนและประชาชนได้ในระดับหนึ่ง ที่เหลือรอแค่เวลาที่จะขับเคลื่อนนโยบายให้เป็นรูปธรรม ฟากพรรคสีน้ำเงินทำตามสัญญาที่ได้หาเสียงเลือกอนุทินเป็นนายกฯ ได้ สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว เป็นรองนายกฯ ควบรัฐมนตรีต่างประเทศ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส เป็นรองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ศุภจี สุธรรมพันธุ์ เป็นรองนายกฯ ควบรัฐมนตรีพาณิชย์

ของแถมจากโควตาคนนอกที่ขาดไม่ได้ และถือเป็นหัวใจหลักทางด้านกฎหมายคือ บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ตัวแทนกุนซืนเนติบริกรของอนุรักษ์นิยม เหลืออีกเก้าอี้ที่รอเสี่ยหนูจัดวางว่าจะเลือกคนนอกมานั่งในตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม หรือกระทรวงพลังงานดี แนวโน้มน่าจะเป็นอย่างหลัง เพราะในส่วนของคนที่จะมาดูแลงานด้านความมั่นคง ไม่ใช่ปัญหาใหญ่ ในเมื่อผู้นำกองทัพต่างให้การยอมรับและพร้อมร่วมมือกับรัฐบาลด้วยความเต็มใจแล้ว จึงไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง

ขณะที่เรื่องพลังงานการประกาศนโยบายสำคัญคือ ประชาชนจะได้ใช้ไฟฟ้าราคาถูกที่หน่วยละ 3 บาทนั้น หากใช้นักการเมืองเข้ามาบริหาร น่าจะจัดการได้ยาก และจะถูกลากไปเป็นประเด็นทางการเมือง การดึงคนนอกที่เป็นที่ยอมรับในภาพกว้างเข้ามาบริหาร จะสามารถสร้างความน่าเชื่อถือและได้รับการยอมรับจากทุกฝ่ายมากกว่า ด้วยโจทย์ที่หน้าตาของ ครม.หนู 2 ต้องไม่ขี้เหร่กว่ารัฐบาลอายุสั้น มันจึงเป็นโจทย์ที่บังคับให้เสี่ยหนูต้องเดินตามแนวทางนี้

ฟากเพื่อไทย 5 เก้าอี้รัฐมนตรีว่าการ สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ กับตำแหน่งรองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ถือว่าเหมาะสม ในฐานะแกนนำสำคัญมือประสานสิบทิศในจังหวะที่นายใหญ่ไม่สามารถบัญชาเกมเองได้ ส่วน ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ กับเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม หรือ อว. ถือว่าถูกฝาถูกตัว เช่นกัน ความเป็นศาสตราจารย์ที่ได้รับการยอมรับ ย่อมเป็นความหวังที่จะสร้างผลงาน และเป็นการปูพื้นฐานงานบริหารด้านการเมืองให้แข็งแรงขึ้นด้วย

ส่วนอีก 2 ตำแหน่ง จุลพันธุ์ อมรวิวัฒน์ กับ สมศักดิ์ เทพสุทิน กำลังรอการชั่งน้ำหนักอยู่ว่าใครควรจะไปนั่งตรงไหน ระหว่างว่าการกระทรวงศึกษาธิการกับแรงงาน ซึ่งไม่ว่าจะเป็นคนไหนก็ใช้งานได้ทันที เช่นเดียวกับ ประเสริฐ จันทรรวงทอง ที่จะได้นั่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ แม้ล่าสุด จะมีข่าวออกมาว่าพรรคสีน้ำเงินตีกลับชื่อ 3 รายคือ สุริยะ-สมศักดิ์-ประเสริฐ แต่ถ้าเพื่อไทยยืนยันเพราะเป็นการตัดสินภายในพรรคก็ไม่น่าจะมีปัญหา เนื่องจากบุคคลเหล่านี้ถือเป็นแกนหลักที่จะสามารถสร้างภาพลักษณ์ในฐานะความเป็นผู้บริหารมืออาชีพให้กับพรรคได้ ไม่เกี่ยวกับความเป็นคนรุ่นใหม่หรือรุ่นเก่าแต่อย่างใด

มีคำถามว่าแล้วสัดส่วนเก้าอี้ในโควตาภาคการเมืองของพรรคจะเป็นอย่างไร ยังมีตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยที่เพื่อไทยจะได้รับการจัดสรรอีกอย่างน้อย 3 ที่นั่ง ตรงนั้นก็จะช่วยแก้ปัญหาชีวิตให้กับบรรดาแกนนำกลุ่ม มุ้งทั้งหลายได้ในระดับหนึ่ง เห็นภาพของการวางตัวเสนาบดีพร้อมกันขนาดนี้ ไม่ต้องสงสัยว่า กระบวนการรับรอง สส.ของ กกต.จะชักช้าหรือไม่ ไม่เกินต้นเดือนหน้าฟันธงได้เลยว่าจะได้ สส.เกิน 95 เปอร์เซ็นต์ เพื่อเปิดประชุมสภาได้ สุดท้ายการโหวตเลือกนายกฯ และตั้ง ครม.จะจบไม่เกินสิ้นเดือนมีนาคมนี้ หรือเร็วกว่านั้น

อรชุน

Back to top button