พาราสาวะถี

สงครามอิหร่านกลายเป็นเรื่องเขย่าขวัญสั่นประสาทคนทั้งโลก คำประกาศของ โดนัลป์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐอเมริกา ที่บอกว่า การสู้รบจะจบลงภายใน 4-5 สัปดาห์


สงครามอิหร่านกลายเป็นเรื่องเขย่าขวัญสั่นประสาทคนทั้งโลก คำประกาศของ โดนัลป์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐอเมริกา ที่บอกว่า การสู้รบจะจบลงภายใน 4-5 สัปดาห์ นั้น มันจะเป็นจริงอย่างนั้นหรือ ล่าสุด อิหร่านประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซ เส้นทางขนส่งน้ำมันที่มีความสำคัญที่สุดของโลก โดย อิบราฮิม จาบบารี ที่ปรึกษาของผู้บัญชาการกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม หรือ IRGC ประกาศทางโทรทัศน์ของทางการอิหร่านเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา“จะจุดไฟเผาผู้ใดก็ตามที่พยายามผ่านเข้าไป”

ไม่ได้อยู่เหนือความคาดหมาย นี่เป็นการตอบโต้หัวใจสำคัญทางด้านเศรษฐกิจของโลก นอกเหนือจากการทำสงครามด้วยการงัดสารพัดอาวุธที่มีโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ ในตะวันออกกลาง การปิดช่องแคบฮอร์มุซ ในมุมมองนักวิเคราะห์ต่างชาติมองว่า อาจเป็นหายนะทางเศรษฐกิจ เพราะจะมีผลกระทบต่อราคาน้ำมัน แน่นอนว่า สหรัฐฯในฐานะชาติผู้นำการโจมตีต้องหาทางในการแก้ไขสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ขณะเดียวกันก็เชื่อว่าจีนในฐานะผู้ได้รับผลกระทบโดยตรงจากการปิดช่องแคบตรงนี้ น่าจะหาทางเจรจาอิหร่านเพื่อให้เกิดการผ่อนปรน

อย่างไรก็ตาม ภาพรวมทั่วโลกยังไงก็หลีกเลี่ยงความเสียหายที่จะตามมาไม่ได้ไม่ว่าจะทางหนึ่งทางใด ขึ้นอยู่กับว่าสถานการณ์จะยืดเยื้อหรือไม่ เพราะอิหร่านประกาศแล้วว่าพร้อมสู้รบระยะยาว ส่วนทรัมป์ผู้มั่นใจในแสนยานุภาพของกองทัพสหรัฐฯ ย่อมมั่นใจว่าจะปิดเกมเร็วได้ แต่ประเทศที่ได้รับผลกระทบทั้งหลายต้องหามาตรการในการที่จะป้องกันผลกระทบที่มีต่อคนในชาติ โดยเฉพาะประเทศไทยที่กำลังรอตั้งรัฐบาลใหม่

รัฐบาลรักษาการเวลานี้ อนุทิน ชาญวีรกูล มีการเรียกประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง คำตอบที่ได้เชิงหลักการของกระทรวงพลังงานก็คือ ประเทศไทยยังมีน้ำมันสำรอง 60 วัน ระหว่างนี้ก็ต้องเจรจาหาทางนำเข้าน้ำมันจากแหล่งอื่นเป็นการป้องกันผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ โดยราคาน้ำมันดีเซลที่เป็นน้ำมันสำคัญในภาคการขนส่ง และมีผลต่อภาพเศรษฐกิจโดยรวม อรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ยืนยันว่าภายใน 7-10 วันนี้จะไม่มีการขึ้นราคาน้ำมันดีเซล แต่มีอยู่ 1 เจ้าที่ขยับขึ้นไปก่อนแล้วนั่นคือ เชลล์ ที่พบว่ามีการขึ้นราคาดีเซลไปสูงถึงลิตร 4.20 บาทเลยทีเดียว

ภายใต้ความเป็นไปของโลกที่เดือดพล่านเช่นนี้ อาจเป็นเหตุผลหลักที่ทำให้ กกต.สามารถนำมาใช้สนับสนุนความจำเป็นในการที่จะต้องเร่งรับรองผลการเลือกตั้ง เพื่อให้รัฐบาลใหม่เกิดขึ้นโดยเร็ว จะได้เข้าไปขับเคลื่อนแก้ไขปัญหาได้ทันท่วงที เป็นไปตามที่บอกไว้ก่อนหน้า วันนี้ (4 มีนาคม) กกต.จะมีการประกาศรับรองผลการเลือกตั้ง สส.แบบบัญชีรายชื่อ โดยยืนยันจากปากของ ณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธาน กกต.เอง พร้อมย้ำ ไม่มีการขยายกรอบเวลาการเข้ารับหนังสือรับรองที่จะต้องเสร็จสิ้นภายในวันที่ 6 มีนาคมนี้

นั่นหมายความว่า หลังการประกาศรับรองผล สส.ปาร์ตี้ลิสต์แล้ว จะทำให้จำนวน สส.ที่ผ่านการรับรองมีจำนวนเกิน 95 เปอร์เซ็นต์ สามารถเปิดประชุมสภาได้ เงื่อนเวลาตามกลไกทั้งเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎร เลือกนายกรัฐมนตรี จนกระทั่งตั้งรัฐบาลเสร็จสรรพ ไม่น่าจะเกิดสิ้นเดือนนี้ เต็มที่จะไม่ช้าไปกว่าต้นเดือนเมษายน ปมว่าด้วยเรื่องการร้องเรียนต่าง ๆ ประธาน กกต.บอกแล้วว่า ไม่มีปัญหา พร้อมสู้คดีเต็มที่

องค์กรจัดการเลือกตั้งกล้าเดินลุยไฟขนาดนี้ น่าจะเป็นสัญญาณบ่งชี้ความเป็นไปของบ้านเมืองได้ว่าจะเดินกันแบบไหน กระบวนการตามไทม์ไลน์ที่พรรคภูมิใจไทยวางไว้ ไม่มีอะไรให้ติดขัด ปัญหาอันเนื่องมาจากกลไกตรวจสอบทั้งหลายไม่ต้องเป็นกังวล ถึงตรงนี้สิ่งที่อนุทินจะต้องไปจัดการเป็นเรื่องของการจัดสรรปันส่วนเก้าอี้รัฐมนตรีทั้งภายในพรรคสีน้ำเงิน และระหว่างพรรคร่วมรัฐบาลกันแล้ว โดยเฉพาะพรรคของเสี่ยหนูที่เริ่มมีข่าวมาว่า หลายเก้าอี้ไม่ลงตัว

กรณีของ เอกนัฏฐ์ พร้อมพันธ์ ลูกเลี้ยงของ สุเทพ เทือกสุบรรณ ที่ย้ายคอกมาจากรวมไทยสร้างชาติ เดิมทีถูกวางตัวไว้นั่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กลับมีกระแสต่อต้านภายในพรรคสีน้ำเงิน จนมีข่าวว่าอาจจะต้องยกเก้าอี้ตัวนี้ให้กับ วราวุธ ศิลปอาชา ที่อุตส่าห์ยกทีมทิ้งพรรคชาติไทยพัฒนามรดกพ่อมาซบภูมิใจไทย ควรต้องมีบำเหน็จที่สมน้ำสมเนื้อกันหน่อย แต่บางสายก็รายงานว่า ด้วยความที่ต้นทุนก่อนย้ายสังกัดสูงอยู่แล้ว ตำแหน่งรัฐมนตรีอาจไม่จำเป็นที่จะต้องจัดวางให้ใหญ่โตขนาดนั้น

ปัญหาหลักที่จะต้องทำความเข้าใจกัน คงอยู่ที่สูตรแบ่งเก้าอี้ที่ยึดสัดส่วน 10 สส.ต่อ 1 ตำแหน่งรัฐมนตรี อย่างที่รู้กันภายในพรรคสีน้ำเงิน เต็มไปด้วยบรรดาบ้านใหญ่หลายจังหวัด นั่นหมายถึงแกนนำของกลุ่มคนเหล่านี้ต้องได้นั่งเสนาบดีเป็นการตอบแทน แต่ถ้ายึดตามโควตาคนบ้านใหญ่เหล่านั้นไม่ได้กวาด สส.เข้ามาเป็นกอบเป็นกำ ผลการเลือกตั้งไม่เป็นใจ ไม่ได้ตามเป้า พอมีเสียง สส.ในสังกัดไม่ถึง 10 ที่นั่ง โอกาสชวดตำแหน่งย่อมตามมาด้วย

นั่นจึงเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้มีการเขี่ยกล้าธรรมพ้นจากสมการพรรคตั้งรัฐบาล ลำพังการแก้ปัญหาภายในพรรคแกนนำถือว่าหนักหนาสาหัสแล้ว มาถึงตรงนี้มีข่าวมาว่าบ้านใหญ่หลายจังหวัดเริ่มมีการต่อรองระหว่างกัน จับมือเป็นกลุ่มก๊วนเฉพาะกิจ เพื่อให้มีจำนวน สส.มากพอในการจะขอเก้าอี้รัฐบาล โดยใช้วิธีแตะมือกันบริหาร แล้วแต่ว่าจะทำความตกลงกันไว้ที่ 1 ปี หรือ 2 ปี โดยที่คนเหล่านั้นเชื่อมั่นว่า ถ้าไม่เกิดการสะดุดขาตัวเอง รัฐบาลชุดใหม่จะได้อยู่บริหารประเทศกันยาวแบบครบเทอม เบื้องต้นให้ดูที่เก้าอี้ประธานกับรองประธานสภากันก่อน ถ้าเป็นไปตามข่าวแรงกระเพื่อมต่อการตั้ง ครม.จะมีน้อยเช่นกัน

อรชุน

Back to top button